คำว่า “กฎแห่งกรรม ไม่เคยละเว้นใคร” …. ยังเป็นคำพูดที่กำกวม เพราะว่า…

ถ้ามุ่งหมายว่า กฎแห่งกรรม คือ กรรมดี ย่อมส่งผลดี กรรมชั่วย่อมส่งผลชั่ว…. ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้อง…แต่การให้ผลของกรรมดี และกรรมชั่วนั้น อาจไม่เป็นไป…. เพราะกรรมนั้น ๆ อาจไม่ส่งผล คือกลายเป็นอโหสิกรรม ก็ได้….

การให้ผลของกรรม มี ๒ อย่าง คือ

๑. ให้ผลโดยตรง เรียกว่า มุขยผล
๒. ให้ผลโดยอ้อม เรียกว่า อมุขยผล หรือสามัญญผล

ให้ผลโดยตรงนั้น ก็คือ – บุคคลทำกรรมด้วยเจตนา ซึ่งก็คือตัวเจตนาเจตสิกที่ประกอบกับจิต ซึ่งเป็นนามธรรม…. ผลที่ได้ ซึ่งเป็นผลโดยตรงที่เรียกว่า มุขยผล นั้น ก็คือต้องเป็นนามธรรมเช่นเดียวกัน คือต้องเป็น จิต เจตสิก เช่นเดียวกัน… ซึ่งก็ได้แก่ ปฏิสนธิวิบากจิต และปวัตติวิบากจิต

ปฏิสนธิวิบากจิต ก็ได้แก่

– อกุศลวิบากสันตีรณจิต ทำหน้าที่ให้ปฏิสนธิในอบายภูมิ ๔
– กุศลวิบากสันตีรณจิต ทำหน้าที่ให้ปฏิสนธิให้เป็นผู้พิการ (บ้า ใบ บอก หนวก มาแต่กำเนิด) ในมนุษย์ภูมิ ๑, เทวภูมิเบื้องต่ำบางจำพวก ๑
– มหาวิบากจิต ๘ ทำหน้าที่ปฏิสนธิเป็น มนุษย์ ในมนุสสภูมิ ๑, และเทวภูมิ ๖
– รูปาวจรวิบากจิต ๕ ทำหน้าที่ปฏิสนธิในรูปพรหม ๑๕
– อรูปาวจรวิบากจิต ๔ ทำหน้าที่ปฏิสนธิในอรูปพรหม ๔

*** อสัญญสัตตพรหม (พรหมที่มีเพียงรูปขันธ์) ปฏิสนธิด้วยวิบากกรรมชรูป

ปวัตติวิบาก หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ปวัตติวิญญาณ ได้แก่

– ตัวรับอารมณ์ทางปัญจทวาร เรียกว่า “สัมปฏิจฉนะจิต”
– ตัวพิจารณาอารมณ์ทางปัญจทวาร เรียกว่า “สันตีรณจิต”
– ตัวตัดสินอารมณ์ทางปัญจทวาร เรียกว่า “มโนทวาราวัชชนจิต”
– ตัวที่ทำหน้าที่ เห็น,ได้ยิน,รู้กลิ่น, รู้รส, รู้ถูกต้องโผฏฐัพพะ เรียกว่า ปัญจวิญญาณ ทั้งฝ่ายที่ดี และไม่ดี รวมสองอย่างเรียกว่า ทวิปัญจวิญญาณ (ฝ่ายดี ๕, ฝ่ายไม่ดี ๕)
– ตัวที่ทำหน้าที่รับอารมณ์ต่อจากชวนะ เรียกว่า “ตทารัมมณจิต”
– ตัวที่ทำหน้าที่หลังจากปฏิสนธิแล้ว ที่เรียกว่า “ภวังคจิต” ซึ่งก็เป็นจิตเดียวกันกับปฏิสนธิจิตนั่นเอง และจิตเหล่านี้ ทำหน้าที่จุติด้วย

จิตทั้งสองจำพวกนี้ คือ ปฏิสนธิวิบาก, และปวัตติวิบาก จัดว่าเป็นผลโดยตรง เพราะเป็นนามธรรมเช่นเดียวกับตัวเหตุ  แต่ผลของกรรม นั้นมิได้ให้ผลแค่นามธรรมอย่างเดียว ยังให้ผลเป็นรูปธรรม คือรูปต่าง ๆ ด้วย ซึ่งเรียกว่า “กรรมชรูป” มี ๑๘ อย่าง คือ
– ปสาทรูป ๕ (คือรูปที่เป็นที่ตั้งอาศัยของ ทวิปัญญจวิญญาณ)
– ภาวรูป ๒ (รูปที่แสดงความเป็นชาย- หญิง)
– หทยรูป ๑ (รูปที่เป็นที่ตั้งที่อาศัยของมโนวิญญาณ)
– ชีวิตรูป ๑ (รูปที่รักษากัมมชรูป)
– มหาภูตรูป ๔ (ปถวี,อาโป,เตโช,วาโย)
– วิสยรูป ๓ (รูปารมณ์,คันธารมณ์,รสารมณ์)
– อาหารรูป ๑
– ปริจเฉทรูป ๑ รูปที่เป็นช่องว่างระหว่างรูปกลาปกับรูปกลาป

รวม ๕+๒+๑+๑+๔+๓+๑+๑ = ๑๘ รูป

กรรมชรูปนี้แหละ จัดเป็นผลโดยอ้อมของกรรม ที่เรียกว่า “อมุขยผล”

จิต, เจตนาที่ประกอบกับจิต (กรรม) —->ส่งผลให้เกิด ปฏิสนธิวิบาก, ปวัตติวิบาก (ผลโดยตรง)
จิต, เจตนาที่ประกอบกับจิต (กรรม)—–>สงผลให้เกิด รูป คือกรรมชรูป (ผลโดยอ้อม)
เหมือนกับการปลูกข้าว เมล็ดข้าว จัดเป็นผลโดยตรง…. ส่วนต้นข้าว ใบข้าว ซังข้าว รวงข้าว..จัดเป็นผลโดยอ้อม

กรรมที่กระทำแล้ว บางครั้ง อาจจะไม่ส่งผล อย่างที่ทราบกันโดยทั่วไป คือ “อโหสิกรรม” คือกรรมที่ไม่ให้ผล

การเป็นอโหสิกรรมของกรรม มี ๒ อย่าง คือ
๑. ล่วงเลยเวลาของการให้ผล ก็จัดเป็นอโหสิกรรม
๒. ให้ผลไปแล้ว กรรมนั้น ก็จัดเป็น อโหสิกรรม

  • ในชวนะจิต ๗ ขณะนั้น  ชวนะจิตดวงที่ ๑ ให้ผลในปัจจุบันชาตินี้ ถ้าล่วงเลยปัจจุบันชาตินี้ไปแล้ว ไม่ส่งผล ก็เป็นอโหสิกรรม
  • ชวนะดวงที่ ๗ ให้ผลในลำดับแห่งจุติจิต คือทำหน้าที่ปฏิสนธินั่นเอง ในภพภูมิตต่าง ๆ
  • ชวนะดวงที่ ๒ ถึงดวงที่ ๖ รวม ๕ ดวง ให้ผลในกาลอื่น ๆ หลังจากสัตว์ได้อุบัติในภพนั้น ๆ แล้ว เช่น ทำหน้าที่ เห็น, ได้ยิน, ได้กลิ่น…เป็นต้น

หากกรรมใด มีโอกาสที่จะส่งผลในภพที่สอง หลังจากตายแล้ว (อุปปัชชเวทนียะ) แต่กรรมนั้นถูกเบียดเบียน (ุอุปปีฬกกรรม) ด้วยกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่สามารถจะส่งผลในขณะปฏิสนธิกาลได้ เมื่อล่วงเลยปฏิสนธิกาลไป กรรมนั้น ก็จัดเป็นอโหสิกรรม…

กรรมที่บุคคลกระทำ ไม่ว่าดี หรือเลว มีการให้ผล ๓ ระยะ คือ

๑. ให้ผลในปัจจุบันชาตินี้…เรียกว่า ทิฏฐธัมมเวทนียะ
การส่งผลในปัจจุบันชาตินี้ จะเป็นการผสมผสานกันระหว่าง ปวัตติวิญญาณที่เกิดมาจากกรรมในอดีตภพ กับ กรรมคือการกระทำในปัจจุบันชาตินี้ซึ่งเป็นเหตุใกล้ให้ปวัตติวิญญาณในอดีตภพนั้นให้ผล เช่น บุคคลไปฆ่าผู้อื่น เป็นเหตุให้ต้องได้รับผลของการกระทำคือถูกจับกุมคุมขัง หรือเฆี่ยนตี หรือถูกประหารชีวิต…
– ถ้าถูกเฆี่ยนตี…ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นทางกาย มีสาเหตุมาจากกรรมในปัจจุบัน(ปัจจุบันเหตุ-ปัจจุบันผล)… แต่ตัวที่รับรู้ความเจ็บปวดคือ ทุกขสหคตกายวิญญาณจิตนั้น เป็นผลมาจากอดีตกรรมในอดีตภพ (อดีตผล)
๒. อุปปัชชะเวทนียะ ให้ผลในภพที่สองหลังจากตาย (คือปฏิสนธิวิญญาณ ซึ่งเกิดมาจากกุศลกรรมและอกุศลกรรมนั่นเอง)
๓. อปราปรเวทนียะ ให้ผลในภายหลัง หลังจากเกิดในภพภูมิต่าง ๆ แล้ว…. (ก็คือการเกิดขึ้นของปัญญจวิญญาณ…และวิบากอื่น ๆ ที่นอกจากปฏิสนธิวิญญาณ)

กรรมที่ไม่ส่งผล ยกตัวอย่างชัด ๆ เช่น ผลกรรมของพระองคุลีมาล ฆ่าคนไปเยอะ… ถ้ายังเป็นปุถุชน ตายจากภพนั้นไป..มีหวังลงอบายภูมิแน่นอน… คือผลแห่งการฆ่านั้นจะก่อให้เกิดปฏิสนธิวิญญาณ ซึ่งจะส่งผลหลังจากตายแล้ว นำให้เกิดในอบายภูมิ…. // แต่ผลแห่งกรรมทั้งหมดนั้น กลายเป็นอโหสิกรรมทันที หลังจากท่านได้บรรลุเป็นพระอรหันต์…..
กรรมหลาย ๆ อย่าง ของปุถุชน…ก็อาจกลายเป็นอโหสิกรรมได้ เมื่อล่วงเลยเวลาการให้ผล…//

อโหสิกรรม อาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะ…การให้อภัย เมื่อผู้ล่วงเกินได้ขอขมา เช่น กรรมที่ทำล่วงเกินต่อพระอริยเจ้า “อริยูปวาทกรรม” คือการไปกล่าวร้าย ว่าร้ายพระอริยบุคคล…กรรมนี้เป็นกรรมหนักปิดกั้นมรรค-ผล นิพพานได้… ถ้าผู้กระทำกรรมนั้นสำนึกได้ และไปขอขมาโทษ, โทษนั้นจะกลายเป็นอโหสิกรรมไปได้ …
หรืออีกกรรมหนึ่ง คือ “ภิกษุณีทูสกกรรม” กรรมคือการประทุษร้ายนางภิกษุณี มีการข่มขืนเป็นต้น เป็นกรรมหนักเช่นเดียวกัน ถ้าไม่ขอขมา กรรมนั้นจะปิดกั้นมรรค-ผล-นิพพาน

เพราะฉะนั้น กรรมทั้งหลาย แม้จะให้ผลตรงตามที่เป็นกรรมนิยาม แต่การให้ผลของกรรมอาจจะให้หรือไม่ให้ กลายเป็นอโหสิกรรมก็มีได้….

————————
VeeZa
๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๐