คำชี้แจง :- “วีดีโอนี้” เป็นวีดีโอที่เผยแพร่ทาง twitter จากต่างประเทศ // นำเสนอเพื่อการแสดงคำว่า “ชาติปิ ทุกฺขา” แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์ ตามนัยะของพุทธศาสนา….มิได้มุ่งหมายถึงการอนาจาร หรือเป็นไปในทางเสียหายแก่สุภาพสตรี….. //

This is a good opportunity to thank all mothers for being under so much pressure and stress during a vaginal birth.
This is just too unique and miraculous. A normal delivery of a full-term infant!
Happy Mother’s Day!

คำว่า “ชาติปิ ทุกฺขา แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์” นี้ โดยทั่วไปมักจะได้ยินพระภิกษุ หรือคนทั่ว ๆ ไป บอกว่า “การที่แม่ต้องเจ็บปวดในขณะที่คลอดทารก , หรือเมื่อเด็กทารกกำลังคลอดออกมานั่นแหละ เป็นความทุกข์ โดยดูได้จากการร้องไห้ของเด็ก เป็นสัญลักษณ์ว่า กำลังมีทุกข์ เลยเรียกว่า “ชาติปิ ทุกขา (แม้ความเกิด ก็เป็นทุกข์)” ความเข้าใจเช่นนี้ เป็นความเข้าใจที่ผิดพลาด…เพราะ….
ความหมายจริง ๆ ในคำว่า “ชาติปิ ทุกฺขา แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์” นั้น มิได้มุ่งหมายอย่างนี้… เพราะคำว่า “ชาติ” คือความเกิดนั้น มุ่งหมายเอาการเกิดทั้งหมดใน ๓๑ ภูมิ,ทั้งกำเนิดทั้ง ๔, มิได้กำหนดว่า เป็นการเกิดในภูมิมนุษย์ ที่เป็นชลาพุชะกำเนิด(เกิดในครรภ์แล้วคลอดออกมาเป็นทารก อย่างที่เห็น) อย่างเดียว…
สัตว์ที่เป็นโอปปาติกะ เช่น สัตว์นรก เปรต อสุรกาย…บางจำพวก เทวดา, พรหม เขาเกิดผุดขึ้นโตทันที ไม่ได้มีความทุกข์เพราะการคลอด, ในขณะคลอดแต่ประการใด ๆ เลย…// ยิ่งพวกอสัญญสัตตพรหมด้วยแล้ว ไม่มีทุกข์เวทนาในลักษณะเสวยอารมณ์ใด ๆ เลย เพราะเป็นพวกไม่มีนามขันธ์ (เวทนา,สัญญา,สังขาร, วิญญาณ) มีเพียงรูปขันธ์อย่างเดียว…

คำว่า “ชาติปิ ทุกฺขา” แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์” นั้น ท่านมุ่งหมายเอา ๒ นัยะ คือ

๑. เป็นทุกข์ เพราะมีขันธ์ ๕ และการมีขันธ์ ๕ นั้น มีตั้งแต่ในขณะปฏิสนธิกาล คือการหยั่งลงแห่งปฏิสนธิจิต (นับในปัจจุบันภพ) ไม่ใช่มีตอนคลอดจากครรภ์ของมารดา (ตราบใดที่ยังไม่ดับขันธ์ปรินิพพาน ก็จัดว่ายังมีขันธ์อยู่ จุติแล้วก็ปฏิสนธิใหม่เรื่อยไป ทุกข์ก็มีร่ำไป “ทุกฺขา ชาติ ปุนปฺปุนํ”)

๒. เมื่อมีขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ก็ต้องเป็นทุกข์ เพราะขันธ์ ๕ เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา (ตามนัยแห่งอนัตตลักขณสูตร)
ในอนัตตลักขณะสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถามพระปัญจวัคคีย์ว่า “รูปเที่ยง หรือไม่เที่ยง?” พระปัญจวัคคีย์ทูลตอบว่า “ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า” “เมื่อรูปไม่เที่ยง รูปนั้นจะเป็นทุกข์หรือเป็นสุข?” “เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า….” “เมื่อรูปนั้นเป็นทุกข์ ควรแล้วหรือที่พวกเธอจะยึดถือรูปนั้นว่า เป็นเรา เป็นของเรา…??” “ไม่ควร พระเจ้าข้า” ….. เวทนา….สัญญา….สังขาร….วิญญาณ…ก็ทรงถามในทำนองเดียวกัน พระปัญจวัคคีย์ ก็ตอบในทำนองเดียวกัน….//
ในการตรัสถามถึงขันธ์ ๕ ในลักษณะความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา นี้ จะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าไม่ตรัสถึงความทุกข์ที่เป็นลักษณะการเสวยอารมณ์ว่าเป็นทุกข์ที่เรียกว่า “ทุกขเวทนา” เลย…
ในขณะที่พวกเทวดา, พรหม อุบัติเกิดขึ้นเป็นโอปปาติกกำเนิดนั้น ไม่มีทุกข์ในลักษณะทุกขเวทนา แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสว่า เป็นทุกข์ (ชาติปิ ทุกขา) เพราะความมีขันธ์ ๕ และอาการที่ไม่เที่ยงของขันธ์ ๕ นั่นเอง……. // ในขณะเดียวกัน แม้พวกเทวดา และพรหมนั้น หากจะมีสุขเวทนาในขณะที่อุบัติขึ้น แต่ก็เป็นทุกข์ คือจัดเป็นวิปริณามทุกข์ ทุกข์เพราะการเปลี่ยนแปลงไป // อีกอย่างหนึ่ง สุขเวทนานั้น ก็จัดอยู่ในขันธ์ ๕ ต้องตกอยู่ในอำนาจของไตรลักษณ์ ฉะนั้น ก็ต้องเป็นทุกข์อยู่นั่นเอง…ดังนั้น วชิราภิกษุณี จึงกล่าวว่า “ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป, นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ”

โดยส่วนมาก บุคคลทั้งหลาย เมื่อพูดถึงคำว่า “ทุกข์” ก็มักจะมุ่งหมายเอาทุกข์เพราะอาศัยเวทนา ที่เรียกว่า “ทุกขเวทนา” คือการเสวยเวทนาที่เป็นทุกข์ ได้แก่ทุกข์ทางกาย และทุกข์ทางใจ ที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “โทมนัสเวทนา”
หรือเมื่อพูดถึงคำว่า “สุข” ก็มุ่งหมายเอาการเสวยสุขเวทนาทางกาย และสุขเวทนาทางใจ ที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “โสมนัสเวทนา”
ตามความเป็นจริง “เวทนา” ไม่ว่าจะเป็นสุข หรือเป็นทุกข์ หรือเป็นอุเบกขา จัดเป็นขันธ์อย่างหนึ่ง ที่เรียกว่า “เวทนาขันธ์” เมื่อเป็นขันธ์ ก็ตกอยู่ในอำนาจของไตรลักษณ์ดังกล่าวแล้ว

===============
VeeZa
๑๗ กันยายน ๒๕๖๑