คำว่า “ธรรม” ซึ่งเป็นคำกลาง ๆ มีความหมายและความมุ่งหมายหลาย ๆ อย่าง

คำว่า “ธรรม” ตามความมุ่งหมายในทางพุทธศาสนา โดยขั้นสูงสุด คืออันติมะ ท่านหมายเอา สภาวะชนิดหนึ่ง ที่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ชีวะ… อย่างเช่น คำว่า รูป-นาม ขันธ์ อายตนะ ธาตุ….

คำว่า “ธรรม” ที่ปรากฎเป็นตัวอักษร หรือคำพูดว่า “ธรรม” นั้น มีมากมาย…ในพระไตรปิฎกคัมภีร์ขั้นต้น พอจะแสดงได้ดังนี้คือ

๑. ในอุทานคาถา “ยทา หเว ปาตุภวนฺติ ธมฺมา อาตาปิโน…..ฯ เมื่อใด ธรรมทั้งหลาย ปรากฎแก่พราหมณ์ผุ้มีความเพียรเพ่งอยู่…..ฯ
๒. เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา …. ฯ ธรรมเหล่าใด มีเหตุเป็นแดนเกิด…ฯ
๓. โย โข อานนฺท ธมฺโม จ วินโย จ …. ฯ ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยใดแล …..ฯ
๔. ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ ธรรมแหละ ย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม เรียกว่า “คุณธรรม” หมายเอากุศลธรรม (บุญ)
๕. “ธมฺมํ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ อาทิกลฺยาณํ…” ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น แก่เธอทั้งหลาย..เรียกว่า “เทศนาธรรม”
๖. “อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺเจ กุลปุตฺตา ธมฺมํ ปริยาปุณนฺติ สุตฺตํ เคยฺยํ…” ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กุลบุตรบางพวก ย่อมเล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ…ในพระศาสนานี้…ฯ นี่เรียกว่า “ปริยัตติธรรม”
๗. “ตสฺมึ โข ปน สมเย ธมฺมา โหนฺติ ขนฺธา โหนฺติ… ” ก็ในสมัยนั้นแล ธรรมทั้งหลายย่อมมี,ขันธ์ทั้งหลายย่อมปรากฎ… นี้เรียกว่า “นิสสัตตะนิชชีวะธรรม”
๘. สวากขาตธรรม “ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ทั้งหมด เป็นสวากขาตธรรม คือทรงตรัสไว้ดีแล้ว”
๙. สัลเลขธรรม “ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ทั้งหมด เป็นสัลเลขธรรม คือเป็นสิ่งที่ขัดเกลากิเลส”
๑๐. สันติธรรม ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ทั้งหมด เป็นสันติธรรม คือเป็นไปเพื่อความสงบจากกิเลส”
๑๑. นิสสรณธรรม ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ทั้งหมด เป็นนิสสรณธรรม คือเป็นสิ่งที่นำสัตว์ให้ออกจากวัฏฏทุกข์”
๑๒. โพธิปักขิยธรรม คุณธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งธรรมเป็นเครื่องตรัสรู้
๑๓. ธมฺมกฺขนฺธา…. กองแห่งธรรม 84,000 พระธรรมขันธ์
และอื่น ๆ อีกมากมาย …………..ฯลฯ………….

มีข้อสังเกตว่า คำว่า “ธรรม” ที่ปรากฎในที่ต่าง ๆ นี้ มิได้หมายเอาธรรมที่เรียกกันว่า “พระสูตร หรือพระสุตตันตปิฎก” แต่หมายเอาคำสอนทั้งปวง ไม่ว่าคำสอนนั้น ๆ จะอยู่ในรูปแบบของสุตตะคือพระสูตร หรืออยู่ในรูปของกฎ ระเบียบ ที่เรียกว่า “วินัย” หรือแม้แต่ธรรมที่เป็นสภาวะล้วนๆ ก็รวมอยู่ในคำว่า “ธรรม” นี้ด้วยทั้งหมด ฯ

คำว่า “ธรรม” ที่กล่าวไว้ในอภิธรรมปิฎก ที่เป็นสภาวะธรรมล้วน ๆ เช่นในติกมาติกา
กุสลา ธมฺมา ได้แก่กุศลธรรม
อกุสลา ธมฺมา ได้แก่อกุศลธรรม
อพฺยากตา ธมฺมา ได้แก่อัพยากตธรรม
…………..ฯลฯ………….

คำว่า …

“ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ” สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรม สิ่งนั้นทั้งหมด มีความดับไปเป็นธรรม” หมายความว่า
– มันเกิดขึ้นด้วยอำนาจเหตุ-ปัจจัย ตามนัยแห่งปฏิจจสมุปบาท และตามนัยแห่งปัฏฐาน เมื่อมันจะดับ ก็เพราะตัวเหตุ-ปัจจัยมันดับไป
– เพราะเหตุที่มันมีเหตุ-ปัจจัยทำให้เกิด “มันจึงไม่ได้เกิดขึ้นมาเองลอยๆ”
– เพราะเหตุที่มันมีเหตุ-ปัจจัย “มันจึงไม่มีใครดลบันดาลให้มันเกิดขึ้น”

คำว่า “มีความเกิดขึ้นเป็นธรรม” มีความหมายอีกอย่างหนึ่งว่า “มันไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ชีวะ มันเป็นเพียงสภาวะธรรมเท่านั้น” (ข้อนี้มีความหมายที่ลึกซื้ง เกินกำลังสติ-ปัญญาของปุถุชน)

ตัวอย่างเช่น

– อวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร
อวิชชา คือ โมหะ ความหลง ความไม่รู้… ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล… เป็นเจตสิกธรรม เป็นเพียงสภาวะธรรมอย่างหนึ่งเท่านั้น
สังขาร คือ เจตนา สภาวะที่มุ่งและนำให้สัมปยุตตธรรมสู่อารมณ์ ก็ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล… เป็นเจตสิกธรรมอย่างหนึ่ง และเป็นเพียงสภาวะธรรมเท่านั้น…
ในองค์ปฏิจจสมุปบาทอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกัน

คำว่า “ธรรม” เฉย ๆ จึงมีความหมายมากมาย…บรรยายไม่หวาดไม่ไหว แล้วแต่ว่าคำว่า “ธรรม” นี้ไปวางอยู่ตรงไหน มีบริบทอย่างไรบ้าง ….

หมายเหตุ –

ในคำว่า “ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ” นี้ คนไทยชาวพุทธชอบแปลว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สั้งนั้นทั้งปวง ล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา”
พอแปลว่า “เป็นธรรมดา” คนไทยชาวพุทธเหล่านั้น แทบทั้งหมด 99.99% คิดว่ามันเกิดขึ้นเอง มันก็ดับไปเอง…ความคิดอย่างนี้จัดเป็นอุจเฉททิฏฐิ เป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างหนึ่ง ….

ไม่มีอะไรที่จะเกิดขึ้นเอง – และดับไปเอง โดยไม่เกี่ยวข้องกับเหตุปัจจัย… // พุทธศาสนา แตกต่างจากพวกอุจเฉททิฏฐิ และพวกสัสสตทิฏฐิ ก็ตรงที่พุทธศาสนากล่าวถึงเหตุ-ปัจจัย นี่แหละ … // พุทธศาสนา ปฏิเสธพระเจ้า ปฏิเสธผู้ดลบันดาล ก็เพราะพุทธศาสนากล่าวถึงเหตุ-ปัจจัย นี่แหละ…

การอธิบายความในคำว่า “ธรรม” อาจจะมีปริยายมากมายเหลือที่จะกำหนดได้…. นี้เป็นเพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้น…

แต่จะอย่างไรก็ตาม แม้คำว่า “ธรรม” จะได้แก่สิ่งต่าง ๆ มากมาย…จะมีอรรถาธิบาย ไปต่าง ๆ นานา มากมายสักเพียงไร คำว่า “ธรรม” ก็มาจบลง สิ้นสุดลงตรงความหมายที่ว่า “ได้แก่ สภาวะอย่างหนึ่ง ที่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ชีวะ นิสสัตตะนิชชีวะ สภาวา)

============

VeeZa
๓ มกราคม ๒๕๖๑