ค่านิยมที่เปลี่ยนไป

——————–

เมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว

– ถนนในชุมชน ใครจอดรถบนถนน ถือว่าเลวทรามมาก จะถูกมองอย่างเกลียดชัง – ถนนสร้างไว้ให้รถแล่น มิใช่เป็นที่จอดรถ

– รถที่มีตราข้อความ “ใช้ในราชการเท่านั้น” ใครเอาไปใช้นอกราชการ จะถูกตำหนิติเตียนอย่างแรง

– พระเณรลงทำวัตรสวดมนต์ เอาหนังสือสวดมนต์ไปกางสวด ถือว่าเสียหายมาก บ่งถึงความเกียจคร้านในการท่องจำ

– แถวบ้านผมที่ปากท่อ สตรีเปลือยกายอาบน้ำ ถือว่าบัดสีอย่างยิ่ง

– การได้เสียก่อนแต่ง ถือว่าเป็นเรื่องเสียหายอย่างแรงสำหรับผู้หญิง

ฯลฯ
ฯลฯ

มองไปในอนาคต ค่านิยมอะไรอีกที่จะเปลี่ยนแปลงไป?

…………………………….
-๑-
ถนนในชุมชน ใครจอดรถบนถนน ถือว่าเลวทรามมาก จะถูกมองอย่างเกลียดชัง – ถนนสร้างไว้ในรถแล่น มิใช่เป็นที่จอดรถ
…………………………….

ในซอยบ้านผม เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว เนื้อที่บนถนนใช้เป็นที่สำหรับรถแล่นจริงๆ ไม่ต้องว่าถึงกับใครจะเอารถมาจอด แค่ใครเอาอะไรมาตั้งริมๆ ถนน ก็ถูกมองแล้วว่าทำเกะกะ

แต่วันนี้ถนนในซอย แทบจะทุกหน้าบ้านเป็นที่จอดรถ และกลายเป็นสิทธิโดยชอบธรรมด้วย

ถ้าใครไปตั้งปัญหาเข้า ก็จะถูกย้อนถามว่า-แล้วมึงจะให้กูเอาไปจอดที่ไหน

กลายเป็นภาระของชาวบ้านที่จะต้องแก้ปัญหาให้
ไม่ใช่ภาระของเจ้าของรถ
เจ้าของรถลอยตัว

…………………………….
-๒-
รถที่มีตราข้อความ “ใช้ในราชการเท่านั้น” ใครเอาไปใช้นอกราชการ จะถูกตำหนิติเตียนอย่างแรง
…………………………….

เดี๋ยวนี้หมดความหมายโดยสิ้นเชิง

การเอาทรัพย์สินของทางราชการไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวนั้น ใครไม่ทำถือว่าบรมเซอะ

นาวาเอก บุญเริ่ม พงษ์เกิดลาภ คนสมุทรปราการ สมัยที่มีตำแหน่งเป็น “ฝธก.” (ฝ่ายธุรการ) กองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ เล่าให้ฟังว่า ที่โรงเรียนนายเรือ (โรงเรียนนายเรือตั้งอยู่ที่สมุทรปราการ) สมัยก่อนโน้นมีนายทหารผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง-ขออนุญาตเอ่ยนาม นาวาเอก ยอด เพ็งศรีทอง (ไม่ทราบยศครั้งสุดท้าย) เป็นอาจารย์สอนนักเรียนนายเรือ ท่านมีรถตำแหน่งคันหนึ่ง ทางราชการกองทัพเรือจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้ด้วย เดือนละกี่ลิตรก็ว่ากันไปตามอัตรา ท่านใช้ขับจากบ้านไปโรงเรียนนายเรือ

ว่ากันว่าท่านขับรถไปทำงาน ถ้าน้ำมันหมดตรงไหน ท่านก็จะจอดรถไว้ตรงนั้นแล้วขึ้นรถเมล์ต่อไป

หลักการของท่านคือ ไปทำงานไม่จำเป็นต้องขับรถหลวง
แต่รถหลวงต้องใช้เฉพาะขับไปทำงาน

เรื่องของคุณครูยอด เพ็งศรีทอง คงกลายเป็นตำนานที่คนรุ่นนี้และรุ่นต่อไปไม่เชื่อเด็ดขาดว่าจะมีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ของกองทัพเรือ หรือแม้แต่ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

…………………………….
-๓-
พระเณรลงทำวัตรสวดมนต์ เอาหนังสือสวดมนต์ไปเปิดสวด ถือว่าเสียหายมาก บ่งถึงความเกียจคร้านในการท่องจำ
…………………………….

นี่เป็นเรื่องจริงที่คนรุ่นผมได้เห็นมากับตา กับชีวิตประจำวันของตัวเอง

พระเณรเมื่อครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ลงทำวัตรสวดมนต์ในโบสถ์ (บางวัดก็ที่หอสวดมนต์) ไม่มีรูปไหนถือหนังสือสวดมนต์ไปด้วย (สมัยโน้นที่รู้จักกันดีก็คือ เจ็ดตำนาน) เพราะทุกรูปจะท่องจำบททำวัตรสวดมนต์ได้ขึ้นใจคล่องปาก

คำว่า “สวดมนต์” ทุกโอกาสทุกงาน หมายถึงสวดปากเปล่า คือสวดจากความทรงจำ ท่องจำได้คล่องปากแล้วสวดออกมา

แต่สมัยนี้ ได้ยินใครพูดว่า “สวดมนต์” โปรดระวัง เพราะอาจหมายถึงเอาหนังสือหรือเอาโผมากางแล้วอ่านตามหนังสือ-นั่นแหละคือ “สวดมนต์” ของคนสมัยนี้-รวมทั้งพระเณรสมัยใหม่ด้วย

พระเณรสมัยใหม่ ลงทำวัตรสวดมนต์ต้องถือหนังสือมนต์พิธีติดไปด้วยจึงจะโก้ ถ้าไม่ถือหนังสืออาจถูกมองว่าไม่เอาใจใส่หรือไม่เต็มใจ-ไปโน่น

สมัยนี้ไม่มีใครเห็นความจำเป็นที่จะต้องท่องจำบทสวดมนต์อีกต่อไปแล้ว

ได้ยินมีผู้อธิบายเข้าข้างว่า สมัยก่อนหนังสือสวดมนต์ไม่มีแพร่หลาย คนจึงต้องใช้วิธีท่องจำเอาไปสวด สมัยนี้หนังสือสวดมนต์หาง่าย แล้วจะต้องไปท่องจำให้เมื่อยสมองทำไม

เจริญเถอะ!

เชื่อหรือไม่ แม้แต่สวดพระอภิธรรมงานศพ เดี๋ยวนี้บางวัดทำบทสวดเป็นแผ่นอัดพลาสติกวางไว้ตรงหน้าพระแต่ละรูป ญาติโยมมองไปจะไม่เห็นแผ่นที่ว่านี้ จะมองดูเหมือนสวดปากเปล่า แต่ความจริงคือสวดจากโผ!!

การทำอุโบสถสังฆกรรมหรือสวดพระปาติโมกข์ทุกวันพระใหญ่นั้น ผมขอทำนายว่า อีกไม่เกิน ๕๐ ปี วัดต่างๆ จะใช้วิธีเปิดเทปหรือเปิดไฟล์เสียงแทนการสวดจริง เพราะพระที่มีอุตสาหะท่องจำพระปาติโมกข์ได้จะไม่มีเหลืออยู่เมืองไทยอีกต่อไป-ไม่เชื่อก็คอยดูไปเถิด

…………………………….
-๔-
เมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว แถวบ้านผมที่ปากท่อ สตรีเปลือยกายอาบน้ำ ถือว่าบัดสีอย่างยิ่ง
…………………………….

ที่ผมรู้ก็เพราะเคยได้ยินเรื่องจริงมากับหู ลูกสาวชาวบ้านไปทำงานในท้องนา จนเย็นจวนค่ำ กลับบ้านพร้อมกับเพื่อนบ้าน บอกให้เพื่อนล่วงหน้าไปก่อน ตัวเองเปลื้องผ้าอาบน้ำในหนองข้างทาง แล้วมาเล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็ไปเล่าต่อ

เท่านั้นแหละเจ้าประคุณเอ๋ย ชาวบ้านวิจารณ์หันแซดไปทั้งตำบล

พี่ชายผมซึ่งอยู่ในวงวิจารณ์ด้วย เอารายละเอียดมาขยายให้ฟังว่า เจ้าตัวอธิบายว่า เห็นว่ามันมืดแล้ว และตรงนั้นก็ไม่มีใครเห็น

แต่ไม่ว่าจะอธิบายอย่างไร ชาวบ้านก็ยังเห็นว่าผู้หญิงเปลือยกายอาบน้ำเป็นเรื่องบัดสีบัดเถลิงอยู่นั่นเอง

เล่นเอาแม่นางคนนั้นไม่กล้าออกจากบ้านอยู่พักหนึ่ง

คนสมัยนี้ฟังแล้วคงสังเวชใจ คนไทยมียังงี้ด้วยหรือ

เรื่องนี้เป็นค่านิยมทางสังคมชาวบ้าน ผมนึกถึงคำกลอนวรรคหนึ่งในวรรณคดีเรื่องอะไรจำไม่ถนัด-อาจจะเป็นขุนช้างขุนแผน-ที่ว่า –

“อาบทั้งผ้าไม่น่าจะเย็นเลย …”

แสดงว่าสังคมไทยยุคเก่า ผู้หญิงอาบน้ำทั้งผ้า ไม่ได้เปลือยกายอาบ

ในคัมภีร์มีเรื่องพระสงฆ์เปลือยกายอาบน้ำฝน นางวิสาขามหาอุบาลิกาจึงทูลขอให้มีพุทธานุญาตให้พระใช้ผ้าอาบน้ำฝน ที่ชาววัดเรียกกันสั้นๆ ว่า “ผ้าอาบ”

ก็แปลว่าพระสงฆ์ก็ต้องอาบน้ำทั้งผ้า

แต่ก็เคยเห็นในอรรถกถาพระวินัยหรือที่ไหนสักแห่งพรรณนาวิธีรักษาไตรจีวรว่า กรณีผลัดผ้าลงสรงน้ำในคลอง ให้หันหน้าเข้าฝั่งตลอดเวลาเพื่อระวังไม่ใครมาขโมยผ้า ตลอดจนเรื่องที่ภิกษุลงสรงน้ำในคลองแล้วถูกขโมยผ้า ต้องเอาใบไม้มานุ่ง ก็แสดงว่าพระเปลือยกายสรงน้ำได้

ญาติมิตรท่านใด-โดยเฉพาะพระคุณเจ้าทั้งปวง-ถ้ารู้สึกสนุกกับเรื่องนี้ ลองศึกษาสืบค้นดู น่าจะเจออะไรดีๆ มาเล่าสู่กันฟังนะขอรับ

ค้นคว้าพระคัมภีร์เป็นการสืบอายุพระศาสนาวิธีหนึ่ง

…………………………….
-๕-
การได้เสียก่อนแต่ง ถือว่าเป็นเรื่องเสียหายอย่างแรงสำหรับผู้หญิง
…………………………….

นี่ก็เป็นค่านิยมอีกอย่างหนึ่งที่เปลี่ยนไปชนิดกลับหน้ามือเป็นหลังมือ

สมัยนี้ได้ยินพูดกันว่า ชายหญิงควรทดลองอยู่กินกันเองก่อนที่จะแต่งงาน เผื่อไปกันไม่ได้จะได้หาคู่ใหม่ที่ถูกใจ ไม่ต้องฝืนอยู่กันไปซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาอีกมาก

สมัยก่อน การอยู่กินกันระหว่างชายหญิงก็คือการตกลงใจร่วมชีวิตกันแน่นอน คือเป็นเรื่องเอาจริง ไม่ใช่ทดลอง

สมัยนี้ สนับสนุนให้ทดลองอยู่กินกันก่อนได้ เหมือนกับให้เป็นผัว-เมียกันชั่วคราวก่อน จะเลิกกันเมื่อไรก็ได้

ก็เท่ากับให้มีเสรีภาพที่จะไปเป็นผัวใครเมียใครอีกก็ได้ตามปรารถนานั่นเอง

เคยได้ยินจากไหน จำไม่ได้ หรือผมจะจินตนาการไปเอง คือมีคนพูดในเชิงหลักวิชาว่า สตรีที่ได้เสียก่อนแต่งมามาก ถือว่ามีประสบการณ์ เหมาะจะเป็นเมียที่ดี

สำหรับคนรุ่นเก่าอย่างผม ฟังแล้วสยดสยิวไปถึงปรโลก

เรื่องนี้เกี่ยวโยงไปถึงค่านิยมการหาคู่ครองด้วย

สังคมไทยแต่เดิมน่าจะถือหลักตามคำสอนในพระพุทธศาสนาว่าด้วยหน้าที่ของพ่อแม่ ที่มีอยู่ข้อหนึ่งว่า –

ปฏิรูเปน ทาเรน สญฺโญเชนฺติ
หาคู่ครองที่สมควรให้
(They arrange for his marriage to a suitable wife.)

นั่นคือ การมีคู่ครองเป็นหน้าที่ของพ่อแม่จะจัดการให้ลูก

หลักคำสอนข้อนี้ถูกคนสมัยนี้ตำหนิว่าเป็นวัฒนธรรม “คลุมถุงชน” บรรยายข้อเสียหายมากมาย

สรุปว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง รับไม่ได้

คู่ของใครก็ต้องให้เขาเลือกเอาเองจึงจะถูกต้อง-เขาว่าอย่างนั้น

เรื่องนี้ถ้าเอาทฤษฎีเข้ามาประชันกันก็เถียงกันไม่รู้จบ ข้อตัดสินที่ดีที่สุดก็คือ เอาสภาพครอบครัวและความสุขในครอบครัวเป็นตัวชี้วัด

เด็กที่มาจากครอบครัวแตกแยก เวลานี้ถือเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย

การหย่าร้างถือเป็นปกติที่สุดในเวลานี้

อีกไม่นานจะเหมือนสังคมฝรั่ง-ใครไม่เคยหย่า ผิดปกติ

อย่างไรก็ตาม หนุ่มสาวทุกวันนี้ใช้วิธีเลือกคู่กันเองหมดแล้ว พ่อแม่คนไหนเข้าไปยุ่งด้วย ถึงกับถูกกล่าวหาว่าเป็นการก้าวก่ายชีวิตลูกไปโน่นเลย

คงมีคนเคยได้ยินลูกสาวสมัยใหม่แผดเสียงใส่พ่อแม่ว่า ไม่ต้องมายุ่งกับชีวิตหนู!!

มีข้อคิดเชิงปรัชญาส่วนตัวนิดหน่อยว่า สัตว์เดรัจฉานส่วนใหญ่พ่อแม่มันเลี้ยงลูกชั่วเวลาสั้นมาก มันเลี้ยงตัวเองไปยาวนาน

ชีวิตจึงควรเป็นของมันเอง

แต่มนุษย์นั้น พ่อแม่เลี้ยงลูกเป็นเวลายาวนานมาก แต่ลูกใช้เวลาอึดใจเดียวประกาศว่า ไม่ต้องมาก้าวก่ายชีวิตกู

โดยส่วนตัว ผมเชื่อคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ผมไม่ประสงค์จะโต้เถียงกับหนุ่มสาวสมัยใหม่

ถ้ามั่นใจว่าชีวิตเป็นของมึง ก็เชิญมึงไปเผชิญชะตากรรมเอาเองตามอัธยาศัย กูไม่ไปเกะกะทางมึง มึงก็อย่ามาเกะกะทางกูก็แล้วกัน ทางใครทางมันโว้ย!!

…………………………….
-๖-
อีกเรื่องหนึ่ง ที่นึกขึ้นได้ตอนนี้ก็คือ ค่านิยมระหว่างครูกับศิษย์
…………………………….

สมัยก่อน ครูมองศิษย์เหมือน “ลูก” คนหนึ่ง ซึ่งเป็นที่มาของภาษาไทยว่า “ลูกศิษย์”

รักลูกอย่างไร ก็รักศิษย์อย่างนั้น

เดี๋ยวนี้ได้ยินเรียกกันว่า “ศิษย์” คำเดียว ใครขืนไปเรียกนักเรียนนักศึกษาว่า “ลูกศิษย์” มีหวังถูกเหล่-ฉันไม่ได้เป็นลูกคุณสักหน่อย

ศิษย์สมัยก่อนก็เคารพครูเท่ากับพ่อแม่คนหนึ่ง กราบเท้าครูได้สนิทใจเท่ากับที่กราบเท้าพ่อแม่

พระสารประเสริฐ (ตรี นาคะประทีป) ผู้แปลหนังสือ “กามนิต” อันลือชื่อร่วมกับพระยาอนุมานราชธน (ยง เสฐียรโกเศศ) ท่านเป็นอาจารย์สอนภาษาไทยที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันหนึ่ง ครูของท่านคือพระธรรมนิเทศทวยหาญ (อยู่ อุดมศิลป์) ปฐมอนุศาสนาจารย์แห่งกองทัพไทยไปเยี่ยมท่านถึงห้องที่ท่านสอน

พระสารประเสริฐก้มลงกราบเท้าครูท่านกับพื้นห้องเรียนต่อหน้านิสิตที่ท่านกำลังสอนอยู่นั่นเอง

………….

ใครมาทำอะไรกระทบครู ศิษย์สมัยก่อนจะรู้สึกเจ็บร้อนแทนเท่ากับมีใครมาทำอะไรกับพ่อแม่นั่นทีเดียว

เคยได้ยินนักเลงพูดว่า-มึงด่ากู ด่าไปเลย มีแรงเท่าไรด่าไป แต่อย่าลามไปถึงครูบาอาจารย์กู …

ครูสมัยก่อนไม่ได้สอนวิชาความรู้อย่างเดียว แต่อบรมสั่งสอนการประพฤติตน การวางตัวให้แก่ศิษย์ด้วย

คำว่า “ศิษย์มีครู” นั้น สำหรับคนสมัยก่อนมีความหมายลึกซึ้งมาก มันหมายถึงความดีความงามความสามารถทั้งมวลอันรวมเป็นชีวิตจิตวิญญาณที่ได้รับถ่ายทอดจากครูมาอยู่ในตัวศิษย์

แต่สมัยนี้คุณค่าของครูหล่นหายไปจากหัวใจคนไทยแทบจะไม่เหลือ

เด็กไทยสมัยนี้มองครูในฐานะคนขายวิชา รับเงินค่าวิชาไปแล้วก็จบ ไม่มีอะไรติดค้างกันอีก

ครูสมัยนี้ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปสอนการประพฤติตน การวางตัว ที่เรียกว่าศีลธรรมจริยธรรมใดๆ ให้แก่ศิษย์

ยิ่งในสถาบันระดับอุดมศึกษาด้วยแล้ว การเอ่ยถึงศีลธรรมจริยธรรมแทบจะเป็นสิ่งต้องห้ามด้วยซ้ำไป

ไม่ใช่พระ อย่ามาเทศน์ (พระเทศน์กูยังไม่ฟังเลย!)

ครูกับศิษย์เกี่ยวข้องกันเฉพาะในห้องเรียนเท่านั้น นอกห้องเรียนชีวิตใครชีวิตมัน

มีหน้าที่สอนก็สอนไป แต่อย่ามา “เผือก” กับชีวิตกู

ค่านิยมนี้ไม่ต้องรอครึ่งศตวรรษ วันนี้เองมีให้เห็นแล้ว

ตอนนี้ คงมีใครบางคนคันปากอยากจะแทรกว่า ก็ครูสมัยนี้ทำตัวไม่น่านับถือ แล้วจะให้เด็กเคารพได้ยังไง

เรื่องนี้ต้องตั้งหลักคิดให้ถูก คือต้องคิดด้วยสัมมาทิฐิ มิเช่นนั้นจะหลงทาง

หลักคิดที่ถูกต้องก็คือ-หน้าที่ใครหน้าที่มัน

ถ้าการทำตัวให้น่านับถือเป็นหน้าที่ของครู ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของท่านไป

แต่การเคารพนับถือครูเป็นหน้าที่ของศิษย์

ครูจะทำตัวน่านับถือหรือไม่น่านับถือ ก็เรื่องของครู แต่หน้าที่เราคือเคารพนับถือครู

ถ้ายังงอยู่ ก็ลองเทียบเรื่องนี้

สมัยหนึ่งสื่อทั้งหลายชอบเล่นเรื่องพระประพฤติชั่ว พอมีข่าวพระอลัชชีขึ้นหน้าหนึ่ง ก็จะมีเสียงตะโกนขึ้นมาว่า

“ต่อไปนี้กูจะไม่ใส่บาตรให้แม่งแดกอีกแล้วโว้ย”

ถามว่าพูดอย่างนี้โง่หรือฉลาด

โง่ครับ

โง่มากด้วย

คนประกาศว่าจะเลิกทำความดี นี่ฉลาดหรือครับ?

เห็นคนทำความชั่ว ตัวเองเลยประกาศเลิกทำความดี นี่มันโง่ชัดๆ

พระจะประพฤติชั่วสักสิบรูปร้อยรูป
หรือประพฤติชั่วสามแสนรูปหมดทั้งประเทศไทย
หน้าที่ของชาวพุทธที่ดีก็คือยังคงทำความดีต่อไป

การใส่บาตรก็คือการทำบุญทานมัย เป็นการทำความดีแบบหนึ่ง

ทานมัยทำได้ตั้งหลายช่องทาง

ไม่สนิทใจที่จะใส่รูปนี้ ก็เลี่ยงไปใส่รูปอื่น
ไม่สนิทใจที่ใส่พระวัดนี้ ก็เลี่ยงไปใส่พระวัดอื่น

ไม่สนิทใจที่ทำด้วยวิธีใส่บาตร ก็เลี่ยงไปทำด้วยวิธีอื่น
ทานมัยทำได้ตั้งหลายช่องทางนี่ครับ

แต่การประกาศว่า ต่อไปนี้กูจะไม่ใส่บาตร … อีกแล้วโว้ย-เป็นช่องทางที่ไม่ฉลาดอย่างยิ่ง ฉันใด

เห็นครูทำตัวไม่น่านับถือ เลยทำตัวเป็นคนไม่นับถือครู ก็เป็นนิสัยที่ไม่ฉลาดอย่างยิ่ง ฉันนั้น

อย่าเอาความบกพร่องของคนอื่นมาเป็นสาเหตุให้เราต้องบกพร่องต่อหน้าที่ของเราไปด้วย

คนอื่นเขาบกพร่อง มันก็แย่อยู่แล้ว
เราจะทำตัวเองให้บกพร่องเพิ่มขึ้นอีกคนหนึ่งทำไม

—————–

ถามว่าเอาเรื่องแบบนี้มาพูดแล้วได้อะไร?

ได้สติครับ

ได้สติ จะได้ไม่หลงละเมอเพ้อหาวันวานยังหวานอยู่

อย่าไปวาดหวังว่า คนนั้นคนนี้คนโน้นมันน่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้

ตัวเรานี่แหละครับ ถ้าเห็นว่าควรทำอะไรอย่างไร ก็ลงมือทำไปเลย-ตามกรอบขอบเขตที่เราสามารถทำได้

เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมที่จะได้รู้ได้เห็นอะไรๆ ที่มันสุดจะคาดคิด-ชนิดที่คนสมัยสุโขทัยฟื้นขึ้นมาเห็น จะต้องรีบตายกลับไปใหม่ เพราะตกใจว่านี่มันไม่ใช่โลกมนุษย์แล้วละเว้ยเฮ้ย!

การรู้เท่าทันสภาพที่กำลังเกิดขึ้นและเป็นไปอยู่ จะช่วยให้เราอยู่ในสังคมได้อย่างมั่นคง

อยู่กับมัน ไปกับมัน
ไม่แปลกแยกไปจากมัน
แต่ขณะเดียวกันก็ไม่พลอยเป็นไปกับมัน

เหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกในสมัยพุทธกาล ท่านพ้นจากกิเลสของโลกแล้ว แต่ท่านก็ยังอยู่กับโลก อยู่กับสังคม ไม่ได้หนีไปอยู่ป่าหิมพานต์ แต่ทำประโยชน์ให้แก่โลกอยู่ในสังคมนี่เอง

ขอให้มีสติ และโชคดีโดยทั่วกัน เทอญ

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๐
๑๐:๕๐