จงเรียกมันว่าความเสื่อม (5)
————————-
ตอน-นะจังงัง

ญาติมิตรทั้งหลายเคยสังเกตปรากฏการณ์ทางสังคมดังที่จะกล่าวต่อไปนี้กันบ้างหรือเปล่าครับ

๑ เวลาใครเอาพฤติการณ์ที่ศาสนาหนึ่งกำลังทำอะไรที่มีผลกระทบถึงพระพุทธศาสนาขึ้นมาพูด จะมีเสียงดังเซ็งแซ่ขึ้นมาทันทีว่า การเอามาพูดเช่นนั้นก่อให้เกิดความแตกแยก เป็นอันตรายต่อความมั่นคง

พอชาวเราได้ยินคำว่า “ก่อให้เกิดความแตกแยก” “เป็นอันตรายต่อความมั่นคง” ต่างก็จะงันงกตกประหม่า จากนั้นก็จะพากันนิ่งเงียบ ไม่กล้าพูดอะไรต่อไปอีก ศาสนาไหนจะทำอะไรมีผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาอย่างไร จริงหรือไม่จริง ก็ต้องปล่อยให้เขาทำไปเงียบๆ ห้ามกระโตกกระตาก

นี่เป็นนะจังงังดอกที่ ๑-เป็นดอกจับลงโลง

๒ เวลาใครยกเอาความประพฤติที่ไม่ถูกต้องของพระสงฆ์สามเณรขึ้นมาพูดก็ดี ยกเอาหลักและวิธีสอนของสำนักนั่นนี่โน่นขึ้นมาแสดงความเห็นว่าไม่ถูกไม่ใช่ก็ดี จะมีเสียงดังเซ็งแซ่ขึ้นมาทันทีว่า รู้ตัวหรือเปล่าว่าการเอามาพูดเช่นนั้นคือตกเป็นเหยื่อที่เขายุให้ชาวพุทธทะเลาะกันเอง

พอชาวเราได้ยินคำว่า “เขายุให้ชาวพุทธทะเลาะกันเอง” ก็จะพากันสะดุ้งใจ จากนั้นก็จะพากันนิ่งเงียบ เห็นพระเณรประพฤติเสื่อมเสียอย่างไร ได้ยินหรือรู้ว่าสำนักไหนสอนอะไรแปลกๆ ทำอะไรพิลึกๆ ก็ไม่กล้าแตะต้อง กลัวจะเข้าแผน “เขายุให้ชาวพุทธทะเลาะกันเอง”

เปิดโอกาสให้ความไม่ถูกไม่ควรทั้งหลายดำรงอยู่และดำเนินไปได้โดยสะดวก

ความประพฤติและการกระทำคำสอนที่ไม่ถูกไม่ควรนั้น อุปมาเหมือนโรคร้าย

การเอามาบอกกล่าวให้รู้กันไว้ อุปมาเหมือนชี้แนะว่าเรากำลังป่วย ต้องช่วยกันรักษา

การไม่กล้าเอามาพูดเอามาบอก อุปมาเหมือนช่วยกันหมกโรคร้ายเอาไว้เพื่อให้กัดกินร่างกายให้เน่าให้เฟะไปในที่สุด

นี่เป็นนะจังงังดอกที่ ๒-เป็นดอกมัดตราสัง

๓ เวลาใครชี้แนะว่าพระเณรประพฤติไม่ถูกไม่ควรอย่างนั้นๆ ควรแก้ไขอย่างนี้ๆ ก็จะมีเสียงดังเซ็งแซ่ขึ้นมาทันทีว่า พระเณรท่านมีเจ้าคณะปกครองดูแลกันเป็นชั้นๆ อยู่แล้ว ปล่อยให้เจ้าคณะผู้ปกครองท่านจัดการกันไปสิ คุณเป็นพวกหัวดำนุ่งลาย ไม่ใช่หัวเหลืองนุ่งเหลือง มาทำตัวเป็นเสือใส่เกือกยุ่งอะไรด้วย

พอชาวเราได้ยินคำว่า “ท่านมีเจ้าคณะผู้ปกครองกันอยู่แล้ว อย่าเสือ-” ต่างก็พากันชะงักงัน ทำอะไรไม่ถูก เพราะกลัวจะเป็นการก้าวก่ายล้ำเส้น

ผลก็คือ-เป็นการเปิดโอกาสให้ความไม่ถูกไม่ควรทั้งหลายดำรงอยู่และดำเนินไปได้โดยสะดวกอีกเช่นกัน

แต่ถ้ามีใครลองตามไปดูวิธีจัดการของท่านเจ้าคณะผู้ปกครอง ก็จะได้เห็นว่าส่วนมากท่านใช้วิธีนิ่งเฉย ไม่จัดการอะไร

ยกตัวอย่างสดๆ มีวัดแห่งหนึ่งจะทอดกฐินวันที่ ๘ ที่จะถึงนี้ ขึ้นป้ายไว้เป็นที่รู้กัน พอหลังวันที่ ๘ ก็จะปลดป้ายเก่าออก ขึ้นป้ายทอดกฐินวันที่ ๒๙ อีกครั้งหนึ่ง

ที่ผมรู้ก็เพราะเจ้าภาพวันที่ ๒๙ ปรึกษาผมว่าแบบนี้จะทำอย่างไรดี

ท่านเจ้าคณะผู้ปกครองอยู่ไหนละขอรับ

อีกเรื่องหนึ่ง มีญาติมิตรส่งคลิปพระวัดหนึ่งทำอุโบสถสังฆกรรมคือสวดพระปาติโมกข์ด้วยวิธีกางหนังสือสวด ไม่ได้สวดจากความทรงจำดังที่ปฏิบัติกันทั่วไปในสังฆมณฑล (ผิดหรือถูก ทำได้หรือไม่ได้ ไปว่ากัน)

เอาเฉพาะ ๒ กรณีที่พอดีเกิดขึ้นเฉพาะหน้าและเท่าที่มาสู่การรับรู้ของผม กรณีอื่นๆ คงมีอีกเป็นอเนกอนันต์

ท่านเจ้าคณะผู้ปกครองอยู่ไหนละขอรับ

นี่เป็นนะจังงังดอกที่ ๓-ปิดฝาโลง

๔ เวลามีใครที่เป็นฆราวาสเสนอวิธีพัฒนาวัดพัฒนากิจการพระศาสนาว่าควรทำเช่นนั้นๆ ไม่ควรทำเช่นนี้ๆ ก็จะมีเสียงดังเซ็งแซ่ขึ้นมาทันทีว่า แหม เก่งอย่างนี้น่าจะไปบวชนะ จะได้เข้าไปช่วยประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องให้เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาและทำให้พระศาสนาเจริญอย่างที่วาดหวัง

ผมเคยถูกพระคุณรูปหนึ่งทิ้งท้ายเข้าให้ด้วยว่า “อาตมารออยู่นะ”

พอชาวเราได้ยินคำว่า “เก่งดีรู้ดีนักก็ไปบวชเองเลยสิ” ต่างก็พากันชะงักงัน ไม่อยากที่จะเสนอแนะอะไรอีก ได้แต่ทอดถอนใจว่า เออหนอ ไยจะต้องรอให้คนรู้คนเก่งที่ไหนไปบวชอีกล่ะ พระคุณก็กำลังบวชอยู่เองแท้ๆ ทางรู้ทางเก่งไปทางไหนก็มีบอกอยู่แล้ว ยังจะต้องรออะไรอีก

นี่เป็นนะจังงังดอกที่ ๔-เป็นดอกตอกตะปูฝาโลง

——————-

ในความเห็นมุมมองของผม เวลานี้การพระศาสนาบ้านเรากำลังโดนนะจังงัง ๔ ดอกดังบรรยายมา

ถ้าถามว่า แล้วเอามาเขียนทำไม

ก็-เป็นเพียงเอาภาพรวมๆ มาบอกให้กันและกันรู้ไว้และสังเกตไว้ เผื่อจะมีใครยังโลกสวยอยู่

เวลาได้ยินคำว่า “ก่อให้เกิดความแตกแยก” “เป็นอันตรายต่อความมั่นคง”

เวลาได้ยินคำว่า “เขายุให้ชาวพุทธทะเลาะกันเอง”

เวลาได้ยินคำว่า “ท่านมีเจ้าคณะผู้ปกครองกันอยู่แล้ว อย่าเสือ-”

และเวลาได้ยินคำว่า “เก่งดีรู้ดีนักก็ไปบวชเองเลยสิ”

จะได้รู้ทันว่า-นะจังงังมาแล้ว

โดยส่วนตัว ผมมีวิธีทำงานของผมแล้ว

แต่โดยส่วนรวม ผมยังไม่รู้ว่าผู้บริหารการพระศาสนาท่านจะมีทางออกจากนะจังงังนี้ได้อย่างไร

แต่แน่ใจว่า-เรามีเวลาหาทางออกไม่มากนัก

ก็อย่างที่ผมเคยปรารภเล่นๆ ว่า ชาวพุทธ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ในประเทศไทยอย่าได้แปลกใจ-ถ้าท่านตื่นขึ้นมาในเช้าวันหนึ่งแล้วมีประกาศว่า บัดนี้ประเทศไทยมีศาสนานั้นเป็นศาสนาประจำชาติเรียบร้อยแล้ว-ตามกฎหมาย

ใครรู้ทางออก ก็ช่วยบอกกันที

แต่ถ้ายังจังงังกันอยู่อย่างนี้
ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดีแล้วละครับ

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๕ ตุลาคม ๒๕๖๐
๑๕:๓๘

—————-
ภาพประกอบจาก google