จงเรียกมันว่าความเสื่อม (2)
————————-
ตอน-โยนหินถามทาง

มีข่าวว่า ทางการออกคำสั่งให้ตำรวจออกตักเตือนพระที่รับเงิน

พระรับเงินนั้นผิดพระวินัย มีสิกขาบทกำหนดไว้ชัดเจน

ใครยังไม่รู้ก็ไปศึกษาดูกันเสีย-โดยเฉพาะพระภิกษุสามเณร ไม่รู้ไม่ได้

แต่มีคนสงสัยว่า ตำรวจจับพระที่รับเงิน ถูกต้องหรือไม่

เข้าใจนะครับว่า ตามเรื่องนั้นบอกให้ตำรวจตักเตือนพระ
ไม่ได้บอกว่าตำรวจจะจับพระ

แต่ผมตั้งเป็นคำถามก้าวหน้าไปก่อนเลยว่า ตำรวจจับพระที่รับเงิน ถูกต้องหรือไม่

ผมใช้คำว่า “ถูกต้องหรือไม่”

ยังไม่ได้พูดว่า “ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่”
เพราะกฎหมายนั้นเรื่องเล็ก

หมายความว่า การที่จะทำให้ตำรวจจับพระที่รับเงินเป็นการกระทำที่ถูกต้อง “ตามกฎหมาย” เล่นไม่ยาก

ก็แค่ออกเป็นกฎหมาย-หรือจะเรียกว่าอะไรก็เรียกไป-ที่ให้อำนาจตำรวจให้จับได้ เท่านั้นก็เรียบร้อย การจับพระที่รับเงินก็ “ถูกต้องตามกฎหมาย” ทันที

ประเด็นจึงไม่ใช่อยู่ที่ “ถูกต้องตามกฎหมาย” หรือไม่ แต่อยู่ที่ “ถูกต้องหรือไม่”

ควรเข้าใจพื้นฐานของวินัยพระก่อนว่า มี ๒ ประเภท

๑ ประเภทที่ชาวบ้านทำก็ผิด พระทำก็ผิด เช่น ลักขโมย ฆ่าคน

ภาษาพระวินัยเรียกว่า “โลกวัชชะ” แปลว่า มีความผิดตามกฎหมายของบ้านเมืองด้วย (อีกนัยหนึ่งเรามักเข้าใจกันว่า “โลกวัชชะ” หมายถึง ประพฤติสิ่งที่ชาวบ้านเขาตำหนิติเตียน)

๒ ประเภทที่ชาวบ้านทำ ไม่ผิด แต่พระทำ ผิด เช่น กินข้าวหลังเที่ยงวันไปแล้ว (ฉันข้าวเย็น) ตบยุง ร้องเพลง ฯลฯ

ภาษาพระวินัยเรียกว่า “ปัณณัตติวัชชะ” แปลว่า มีความผิดตามข้อบัญญัติของพระ

รับเงินนี่จัดอยู่ในประเภท “ปัณณัตติวัชชะ”

ประเภทแรกไม่มีปัญหา พระทำเข้าแล้วตำรวจมีอำนาจจับได้แน่

แต่ประเภทหลังนี่แหละครับที่มีปัญหา

พระฉันข้าวเย็น ผิดพระวินัย ตำรวจจับ เป็นการถูกต้องหรือไม่

พระไม่รักษาผ้าครอง ผิดพระวินัย ตำรวจจับ เป็นการถูกต้องหรือไม่

พระตัดต้นไม้ ตัดหญ้า ผิดพระวินัย ตำรวจจับ เป็นการถูกต้องหรือไม่

พระสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง ผิดพระวินัย ตำรวจจับ เป็นการถูกต้องหรือไม่

อีกเยอะแยะไปหมด ที่เป็นเรื่องของวินัยพระล้วนๆ

ถามว่า พระทำผิดวินัยพระ
ตำรวจจับสึก
ถูกต้องหรือไม่

——————-

พระกับวินัยพระ ก็เหมือนทหารกับวินัยทหาร

ทหารแต่งเครื่องแบบ ออกไปนอกอาคารไม่สวมหมวก ผิดวินัยทหาร
ก็ต้องให้ทหารกับทหารจัดการกันเอง

ใช่หรือไม่

หรือว่าต้องแจ้งให้ตำรวจจับ?

ทหารมียศต่ำกว่าไม่ทำความเคารพทหารที่มียศสูงกว่า
ไปแจ้งตำรวจให้มาจับ

ใช่หรือ?

วินัยพระเป็นเรื่องที่ต้องกำกับดูแลจัดการกันเองในหมู่พระ คือพระกับพระไปว่ากันเอง

ตำรวจหรือแม้ชาวบ้านทั่วไปอาจทำได้ในขอบเขตหนึ่ง

เช่นเห็นพระฉันข้าวเย็น ตำรวจหรือชาวบ้านอาจเข้าไปตำหนิติติงได้ หรือไปแจ้งหรือร้องเรียนกับเจ้าคณะผู้ปกครองของพระรูปนั้นได้ เพื่อให้พระกับพระว่ากล่าวดำเนินการกันไปตามขอบเขตหน้าที่ของท่าน

แต่ไม่ใช่เข้าไปปฏิบัติการเอาผิดกับพระด้วยตัวเอง เช่นจับไปขังคุก หรือจับสึก

พูดชัดๆ เป็นเรื่องภายใน วงในของสังคมพระ สังคมทหาร
สังคมใครก็ไปจัดการกันเองภายในสังคมนั้นๆ

รวมทั้งสังคมตำรวจเอง ตำรวจทำผิดวินัยตำรวจ ตำรวจก็ต้องไปว่ากันเอง

ไม่ใช่ให้ทหาร หรือให้พระเข้าไปจัดการกับตำรวจ

ต่อเมื่อใดที่การกระทำนั้นๆ ล่วงล้ำออกไปถึงขอบเขตของกฎหมายบ้านเมือง นั่นแหละจึงจะเป็นหน้าที่ของตำรวจหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้จัดการเรื่องนั้นๆ

——————-

ผมดูเอกสารที่ตำรวจสั่งการกันแล้ว ชักสังหรณ์ใจอะไรบางอย่าง

นี่เป็นการโยนหินถามทางหรือเปล่า

หมายความว่า ถ้าตำรวจจับพระที่รับเงินแล้ว
เกิดผู้คนพากันเห็นดีเห็นงาม

ประมาณว่า-ตำรวจช่วยกวดขันให้พระรักษาวินัยพระ จะได้เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาเลื่อมใสของชาวบ้าน

ดีจังเลย อนุโมทนาสาธุ

สมมุติว่าชาวบ้านเห็นดีเห็นงามไปด้วย-แบบนี้

ต่อไปก็จะได้ออกเป็นกฎหมายให้เป็นเรื่องเป็นราวไปเลย

เช่นออกฎหมายมีเนื้อหาเป็นทำนองว่า-ถ้าพระประพฤติล่วงละเมิดวินัยพระ หรือประพฤติการดังจะกล่าวต่อไปนี้-ก็ให้ตำรวจมีอำนาจจับกุม หรือจับสึกไปเลยก็ได้

แล้วก็ลงรายการรายละเอียดไป แล้วแต่ว่าอยากจะจับพระในเรื่องอะไรบ้าง

เป็นต้นว่า

พระเดินห้าง ตำรวจจับสึกได้
พระดูมวย จับสึก
พระไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลาย จับสึก
พระไม่ทำวัตรสวดมนต์ จับสึก

ใครอยากสึกพระเรื่องอะไร ก็ใส่รายการลงไปในกฎหมาย

ต่อไปอาจเพิ่มเติมได้อีก

พระแสดงธรรม จับสึก
พระสวดปาติโมกข์ จับสึก
พระออกบิณฑบาต จับสึก
พระเรียนบาลี จับสึก

ทำกฎหมายให้ใหญ่กว่าพระธรรมวินัยได้
พระพุทธศาสนาก็อยู่ในกำมือ

และต่อไปอาจมีแบบนี้ด้วย

แบบไหน

ใครจะบวช ต้องเสียค่าธรรมเนียม
บวชพระ ห้าหมื่น
บวชเณร สองหมื่นห้า
(ตัวเลขสมมุติ อาจสูงหรือต่ำกว่านี้ แต่เป็นจำนวนที่คนจะบวชต้องคิดหนัก)

เท่านี้ก็คุมกำเนิดพระได้สบายๆ
ได้เงินไปสร้างมัส- เอ๊ย – ไปสร้างโรงพยาบาลอีกต่างหาก

ส่วนพระเณรที่บวชอยู่แล้ว ก็กำหนดให้ต้องเสียภาษีรายเดือน

สมมุติว่า-เดือนละห้าพัน

มีจ่ายก็บวชต่อไป
ไม่มีจ่ายก็ต้องสึก

พักเดียว ผมว่าพระก็หมดประเทศ

ไม่ได้ห้ามบวช ไม่ได้ห้ามอยู่
เพียงแต่ขอเก็บค่าธรรมเนียม (นิดหน่อย) เท่านั้น

อนึ่ง ค่าธรรมดังกล่าวนี้ ถ้าฉลาดหน่อย แรกๆ ควรเก็บถูกๆ-แบบให้รู้สึกว่าเลี้ยงหมาหมดมากกว่าตั้งเยอะ-ประมาณนี้

พระเณรจะได้ไม่รู้สึก

แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงระดับให้รู้สึกว่า-อยู่ไม่ไหวแล้วโว้ย ค่าธรรมเนียมแพง

บวชก็แพง
อยู่ก็แพง

ระหว่างนั้นก็หาเรื่องรังควานพระเณรไปเรื่อยๆ
ฟ้องร้องดำเนินคดีนั่นนี่โน่น
ให้อยู่ไม่เป็นสุขเข้าไว้
ทำให้พระเณรขึ้นศาลกันไม่รู้จักหยุด
ทำให้เอือมระอาที่จะอยู่

จะไปไหนละครับ

ก็สึกสิ

ถึงตอนนั้น มหาจุฬาฯ มหามกุฏฯ จะลำบากหน่อย เพราะไม่มีพระเณรไปเรียน

ก็พระเณรสึกกันหมด จะเอาที่ไหนไปเรียน

เว้นไว้แต่สั่งพระเณรจากต่างประเทศเข้ามาเรียน

เก็บภาษีเข้าประเทศให้หนักๆ

ภิกษุต่างประเทศเข้ามาในไทย เสียภาษีหนึ่งล้าน
สามเณรเสียภาษีห้าแสน

ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมพักอาศัยอยู่ในประเทศ-วันละห้าพัน

รับรองว่าไม่มีพระเณรประเทศไหนเข้าเมืองไทย

มหาจุฬาฯ มหามกุฏฯ เจ๊ง

ไม่เจ๊งก็ต้องแปรสภาพเป็นมหาวิทยาลัยทางโลกเต็มตัว
(ไม่ยากอะไร เวลานี้ก็เป็นไปแล้วเกือบครึ่งตัว)

ถือว่าเป็นผลพลอยได้ก้อนโตของนโยบายคุมกำเนิดพระพุทธศาสนา

ไม่ต้องใช้นักรบควบม้าควงดาบตัดหัวพระให้เสียประวัติเหมือนในอดีต

อ่านมาถึงตรงนี้ คงมีคนบอกว่า อีตานี่มองโลกในแง่ร้ายแฮะ

อย่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้นะครับ

ฆ่าพระรายวัน
จับพระสึกโดยไม่ไต่สวน
ฟ้องคดีความพระโกงกิน

ถ้าปู่ย่าตายายของเราท่านฟื้นขึ้นมาเห็น ท่านคงต้องรีบตายกลับไปใหม่-เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น

สมมุติว่าเรื่องที่ผมว่ามานี้เกิดขึ้นจริง

เราจะเรียกมันว่าอะไรดี?

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๒๙ กันยายน ๒๕๖๐
๑๑:๓๖