ช่วยกันรักษาพระศาสนา

————————–

มีญาติมิตรท่านหนึ่งเขียนถามมาว่า –

๑.ผู้ปกครองวัดคือใคร
๒.กรรมการวัดคือใคร
๓.ขอทราบความคิดเห็นกรณีสามเณรแจ้งจับพระในวัดขายหวยแล้วกรรมการวัดขับสามเณรออกจากวัดโดยอ้างว่าทำให้วัดเสียชื่อเสียง

……………

คำตอบ
——–

๑ ผู้ปกครองวัดคือเจ้าอาวาสครับ (วัดเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย เจ้าอาวาสเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดภายในวัด)

๒ เรื่องกรรมการวัดนี่ผมไม่มีข้อมูลอยู่ในมือ คือไม่ทราบว่ามีระเบียบว่าด้วยกรรมการวัดอยู่ที่ไหนหรือไม่ ผมเข้าใจว่ามี ลองหาดูแล้ว ยังไม่พบ ใครทราบขอแรงหน่อยครับ

ตามความเข้าใจของผม-กรรมการวัดคือคณะบุคคลที่เจ้าอาวาสแต่งตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ช่วยเหลือเจ้าอาวาสในกิจการของวัด เป็นฆราวาสหรือเป็นพระก็ได้ด้วย อันนี้ไม่แน่ใจ-ขอแรงท่านผู้รู้ช่วยเสริมด้วยครับ

๓ ข้อนี้น่าจะเป็นนโยบายของเจ้าอาวาสว่าจะให้ใครทำอะไรได้ หรือห้ามใครทำอะไร ทั้งนี้ตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์

พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันกำหนดหน้าที่และอำนาจของเจ้าอาวาสไว้ดังนี้ –

มาตรา ๓๗ เจ้าอาวาสมีหน้าที่ ดังนี้

(๑) บำรุงรักษาวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี
(๒) ปกครองและสอดส่องให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ที่มีที่อยู่หรือพำนักอาศัยอยู่ในวัดนั้นปฏิบัติตามพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งของมหาเถรสมาคม
(๓) เป็นธุระในการศึกษาอบรมและสั่งสอนพระธรรมวินัยแก่บรรพชิตและคฤหัสถ์
(๔) ให้ความสะดวกตามสมควรในการบำเพ็ญกุศล

มาตรา ๓๘ เจ้าอาวาสมีอำนาจ ดังนี้

(๑) ห้ามบรรพชิตและคฤหัสถ์ซึ่งมิได้รับอนุญาตของเจ้าอาวาสเข้าไปอยู่อาศัยในวัด
(๒) สั่งให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ซึ่งไม่อยู่ในโอวาทของเจ้าอาวาสออกไปเสียจากวัด
(๓) สั่งให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ที่มีที่อยู่หรือพำนักอาศัยในวัด ทำงานภายในวัด หรือให้ทำทัณฑ์บนหรือให้ขอขมาโทษในเมื่อบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ในวัดนั้นประพฤติผิดคำสั่งเจ้าอาวาสซึ่งได้สั่งโดยชอบด้วยพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบหรือคำสั่งของมหาเถรสมาคม

……………

ความคิดเห็น
————-

ถ้าพระภิกษุสามเณรปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ปัญหาก็ไม่เกิด หากเกิด ก็อาศัยพระธรรมวินัยนั่นเองเป็นหลักในการตัดสิน เรื่องก็จบง่ายและเรียบร้อยดีงาม

ทุกวันนี้เกิดปัญหาพระภิกษุสามเณรไม่ศึกษาพระธรรมวินัย ไม่อบรมสั่งสอนกวดขันกันให้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ทั้งชาววัดทั้งชาวบ้านไม่มีความรู้ที่แม่นยำพอที่จะบอกได้ว่าอะไรห้ามทำ อะไรต้องทำ และอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ เห็นพระเณรทำอะไรก็ไม่สามารถเอาหลักพระธรรมวินัยมาชี้บอกได้ว่าผิดหรือถูก นอกจากใช้ความรู้สึกส่วนตัว จึงปรากฏอยู่เนืองๆ ว่าพระเณรทำไม่ถูกตามพระธรรมวินัย แต่มีผู้เลื่อมใสสนับสนุน และบอกว่าท่านทำดี

สภาพเช่นที่ว่ามานี้เกิดขึ้นเพราะการศึกษา สั่งสอน อบรม กวดขันในหมู่พระเณรเกิดขาดตอนลงไปเป็นเวลานาน

ถ้าเข้าไปสังเกตดูในวัดในเวลานี้จะพบว่าแทบทุกวัดไม่มีการศึกษา สั่งสอน อบรม กวดขันให้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย หากแต่ปล่อยให้อยู่กันอย่างอิสระ

สิ่งที่ห้ามทำ ใครทำเข้า ก็ไม่มีใครว่าอะไร
สิ่งที่ต้องทำ ใครไม่ทำ ก็ไม่มีใครว่าอะไร

ส่วนมากเป็นอย่างที่ว่านี้ มีเพียงส่วนน้อยนิดที่ยังพอเอาใจใส่ในพระธรรมวินัยอยู่บ้าง

ที่ว่ามานี้ไม่ใช่จะมาโจมตีหรือว่าร้ายให้เสียหาย เพียงแต่เอาความเป็นจริงมาบอกกันไว้ว่าเดี๋ยวนี้เป็นอย่างนี้กันทั่วไปแล้ว

ถ้าไม่ยอมรับว่าเดี๋ยวนี้เป็นอย่างนี้ ความคิดที่จะแก้ไขก็ไม่เกิด เหมือนไม่ยอมรับว่าป่วย ก็ไม่มีความคิดที่จะรักษาพยาบาล

ถามว่า-แล้วจะทำอย่างกัน?

ทางแก้ก็คือ แต่ละคนช่วยกันศึกษาเรียนรู้พระธรรมวินัย ถ้าชาววัดไม่เรียน ชาวบ้านก็ต้องเรียน อย่ามัวเกี่ยงหรืออ้างว่าไม่ใช่หน้าที่

ถ้าชาวบ้านรู้พระธรรมวินัยมากขึ้น แม่นยำขึ้น ก็เท่ากับช่วยคัดกรองชาววัดไปในตัว คือชาววัดก็จะไม่กล้าทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง เพราะชาวบ้านรู้ทัน

ชาวบ้านที่รู้พระธรรมวินัยก็จะเลือกนับถือพระที่ประพฤติดีปฏิบัติชอบ ไม่ไปสนับสนุนพระที่ประพฤติไม่ถูกต้อง

พอบอกให้ศึกษาพระธรรมวินัย ปัญหาที่ตามมาทันทีก็คือชาวบ้านจะเอาเวลาที่ไหนไปศึกษา แค่ทำมาหากินก็แย่อยู่แล้ว

ชาววัดซึ่งมีหน้าที่ศึกษาและปฏิบัติโดยตรง ก็เห็นกันอยู่ว่าท่านพอใจที่จะปล่อยกันตามสบาย การศึกษาพระปริยัติธรรมก็เบี่ยงเบนไปมาก คือมุ่งมองเฉพาะสถิติ เรียนเพื่อสอบปีละครั้งมากกว่าเรียนเพื่อเอาความรู้นำไปสู่การปฏิบัติ

ในท่ามกลางแห่งความเป็นไปเช่นนี้ ทางที่จะทำได้ก็คือ แต่ละคนเร่งแสวงหาความรู้ในพระธรรมวินัยเท่าที่ตนจะพึงทำได้โดยไม่โยนภาระไปที่ใครอื่น หรือมัวแต่เรียกร้องให้คนอื่นทำ แต่ตัวเองไม่ทำ (ด้วยเหตุผลนั่นนี่โน่นมากมาย)

พระธรรมวินัยนั้นคือพระศาสดา คือตัวแท้ของพระศาสนา ถ้าไม่ช่วยกันศึกษาใส่ใจในพระธรรมวินัย ก็ต้องยอมรับว่าเราทิ้งพระศาสนากันแล้ว

พระพุทธศาสนานั้นฝากไว้กับพุทธบริษัท คืออยู่ในความรับผิดชอบร่วมกันทั้งชาววัด (บรรพชิต) และชาวบ้าน (คฤหัสถ์) อุปมาเหมือนลงเรือลำเดียวกัน ถ้าต่างฝ่ายต่างปล่อยมือ ไม่เอาเรื่องเอาราวอย่างที่กำลังเป็นอยู่ทุกวันนี้ ก็เท่ากับปล่อยให้เรือล่ม ถึงตอนนั้นแม้คนที่บอกว่าไม่ใช่หน้าที่ของข้าพเจ้านั่นเองก็ต้องเดือดร้อนด้วย

แต่หลักพื้นฐานเหนืออื่นใดก็คือ อย่าเสื่อมศรัทธาและอย่าขาดความเคารพยำเกรง

แม้จะเห็นใครทำอะไรที่เสื่อมเสียแค่ไหน ก็อย่าหวั่นไหว อย่าคลายความเคารพในพระรัตนตรัย

ถ้าถึงที่สุด รักษาพระพุทธศาสนาในฐานะเป็นองค์กรไว้ไม่ได้ (ไม่มีวัด ไม่มีพระ ทำกิจวัตรจัดกิจกรรมทางพระศาสนาไม่ได้ ดังที่เสื่อมมาแล้วในอินเดีย และในชวาเป็นต้น) แต่ถ้าพระพุทธศาสนายังมั่นคงอยู่ในหัวใจของแต่ละคน ก็เท่ากับเรายังรักษาพระพุทธศาสนาไว้ได้ตลอดไป

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๕ มิถุนายน ๒๕๖๐
๑๘:๐๐