ช่วยกันอุดช่องโหว่

—————-

ที่วัดใกล้บ้านซึ่งผมเข้าไปไหว้พระและบริจาคทรัพย์อยู่เนืองๆ มีสามเณรรูปหนึ่งอยู่ในวิหารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญของวัด

ผมสังเกตเห็นว่าสามเณรไม่ได้ออกบิณฑบาต
ถามได้ความว่า หลวงพ่อให้ทำหน้าที่เปิดวิหารตอนเช้า จึงไปบิณฑบาตไม่ทัน

วิธีดำรงชีพของพระภิกษุสามเณรตามที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นเจ้าของพระศาสนาทรงกำหนดไว้นั้น คือต้องออกบิณฑบาต

ออกบิณฑบาต คือออกไปรับอาหารที่ชาวบ้านผู้มีศรัทธาใส่บาตรมาเลี้ยงชีพ

พระจะไม่ต้องออกบิณฑบาตก็เมื่อมีญาติโยมนิมนต์ให้ไปฉันที่บ้าน

สมัยพุทธกาล คำว่า “นิมนต์ให้ไปฉันที่บ้าน” หมายถึงพระไม่ต้องไปบิณฑบาตที่อื่น ออกจากวัดหรือออกจากพี่พักก็ตรงไปบ้านโยมที่นิมนต์บ้านเดียว โยมเอาอาหารใส่ลงในบาตร พระจะนั่งฉันที่บ้านโยมก็ได้ หรือจะกลับไปฉันที่วัดหรือจะหาที่เหมาะๆ ที่ไหนสักแห่งก็ได้

ก็เท่ากับยังต้องออกบิณฑบาตอยู่นั่นเอง

กรณีอื่นๆ ที่ไม่ต้องออกบิณฑิตบาตตามปกติก็คือมีผู้ถวายอาหาร ที่เรียกว่า “ภัต” เนื่องด้วยโอกาสต่างๆ และมีพระพุทธานุญาตให้รับได้

ที่ยังมีตกมาจนถึงทุกวันนี้ก็อย่างเช่น “นิตยภัต” แปลว่า “อาหารประจำ” ซึ่งแต่เดิมญาติโยมจัดอาหารมาถวายเป็นประจำทุกวันจริงๆ พระจึงไม่ต้องออกบิณฑบาต

แล้วต่อมา “นิตยภัต” ก็หมายถึง “ค่าอาหารประจำ” คือโยมไม่สะดวกที่จะจัดอาหารถวายโดยตรง ก็จ่ายเป็นเงินให้ไวยาวัจกรไปจัดทำหรือจัดซื้ออาหารมาถวายแทน

แล้วต่อมาในปัจจุบัน “นิตยภัต” ก็มีความหมายเท่ากับ “เงินเดือนพระ” คือหมายถึงเงินที่ทางราชการจัดถวายแก่พระที่มีสมณศักดิ์หรือที่ดำรงตำแหน่งทางคณะสงฆ์บางตำแหน่ง รวมทั้งพระภิกษุสามเณรที่สอบเปรียญธรรม ๙ ประโยคได้

“นิตยภัต” ในปัจจุบันนี้ไม่ได้มีเงื่อนไขว่าจะต้องเอาไปจ่ายเป็นค่าอาหาร ซึ่งหมายความว่าจะเอาไปทำอะไรก็แล้วแต่อัธยาศัย

พระที่ได้รับนิตยภัตดังกล่าวนี้ย่อมได้รับสิทธิไม่ต้องออกบิณฑบาต

ถ้าไม่มีข้อยกเว้นอื่นใดอีก พระเณรจะต้องออกบิณฑบาตตามหน้าที่

นั่นหมายความว่า เมื่อเข้ามาสวมเครื่องแบบของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่พระพุทธเจ้าทรงกำหนดไว้

ตั้งแต่วันแรกที่สวมเครื่องแบบพระ ก็ได้รับคำบอกกล่าวทันทีว่า อะไรบ้างที่ห้ามทำ และอะไรบ้างที่ต้องทำ

ศัพท์วิชาการเรียกว่า “บอกอนุศาสน์” เนื้อหาว่าด้วยอกรณียกิจ (ห้ามทำ) และนิสัย (ต้องทำ) ที่รู้จักกันอย่างย่อๆ ว่า “นิสัย ๔ อกรณียกิจ ๔”

น่าเสียดายที่เราละเลยการอบรมสั่งสอนสิ่งที่ห้ามทำและสิ่งที่ต้องทำกันไปเสียหมด

ผู้ที่แต่งเครื่องแบบพระ แต่ไม่ปฏิบัติตามกติกามารยาทของเครื่องแบบจึงมีมากขึ้น

เราท่านคงเคยเห็นภาพที่เผยแพร่ทางสื่อ เป็นภาพที่ผู้แต่งเครื่องแบบพระกราบเท้าสตรี โดยอ้างว่าสตรีผู้นั้นเป็นแม่

เป็นการกระทำที่วิปริตที่สุด
ผู้กราบก็วิปริต
ผู้ยอมให้กราบก็วิปริต

เพราะตามกฎกติกามารยาทของพระพุทธเจ้านั้นเมื่อบวชเป็นพระเป็นเณรแล้วจะไหว้กราบฆราวาสไม่ได้ ไม่ว่าฆราวาสผู้นั้นจะเป็นพ่อเป็นแม่ เป็นเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ หรือเป็นเทวดามาจากสวรรค์ชั้นไหนก็ตาม

ถ้าอยากกราบใจจะขาด ก็ถอดเครื่องแบบออกเสียก่อน

เมื่อใช้สิทธิ์แต่งเครื่องแบบไปแล้ว
ก็หมดสิทธิ์ที่จะทำอะไรตามใจชอบ
ถ้าอยากทำอะไรตามใจชอบ
ก็อย่าเข้ามาอยู่ในกรอบของเครื่องแบบ

นี่เป็นกติกาสากลที่ปฏิบัติกันทั่วโลก

เวลานี้ความวิปริตเกิดขึ้นตรงที่ว่า –
เข้ามาแต่งเครื่องแบบด้วย
แล้วก็ไม่ทำสิ่งที่ต้องทำด้วย
แล้วก็ทำสิ่งที่ห้ามทำด้วย

ผู้ที่ต้องรับผิดชอบโดยตรงก็คือ พระอุปัชฌาย์อาจารย์ผู้ที่นำผู้นั้นเข้ามาแต่งเครื่องแบบพระ

ว่าโดยภาพรวมก็คือ พระสังฆาธิการทุกระดับจนถึงผู้บริหารสูงสุดของคณะสงฆ์มีหน้าที่จะต้องอบรมสั่งสอนเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของเครื่องแบบพระไว้

การที่ชาวบ้านอย่างเราๆ ไม่รู้ว่าผู้ที่แต่งเครื่องแบบพระต้องทำอะไรบ้างและห้ามทำอะไรบ้าง นับว่าเป็นช่องโหว่ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

เห็นพระเณรทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ ก็ไม่รู้ว่าทำอย่างนั้นผิดหรือเปล่า

เห็นพระเณรไม่ทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ ก็ไม่รู้ว่าท่านจะต้องทำเรื่องนั้นหรือเปล่า

หาเวลาศึกษาเรื่องที่พระต้องทำและเรื่องที่พระห้ามทำกันไว้บ้างจะเป็นการดีอย่างยิ่ง

อยากให้พระศาสนาบริสุทธิ์
มาช่วยกันอุดช่องโหว่นะครับ

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐
๑๖:๑๙