ขยายความ :-

– ตัณหา เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ตามหลักของอริยสัจจ์ ๔ (ทุกข์,สมุทัย,นิโรธ,มรรค)
– ตอนที่เป็นทุกข์นั้น ท่านมุ่งหมายเอา ผล อันเกิดแต่ตัณหา (ตัณหา เป็นสมุทัยสัจ คือเป็นเหตุ, ส่วน ทุกขอริยสัจ เป็นผล)
– ที่ว่าผลแห่งตัณหาเป็นทุกข์นั้น ก็เพราะว่า ตัณหา เป็นเหตุให้เกิดในภพ-ภูมิต่าง ๆ, ความเกิด นั่นแหละคือ ทุกข์ (ชาติปิ ทุกขา)…เมื่อเกิดแล้ว ความทุกข์อื่น ๆ คือ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ…เป็นต้น ก็ตามมา…)
– ส่วนในขณะที่เกิดตัณหา หรือทำกิจของตัณหานั้น (เช่น คนมีเพศสัมพันธ์กัน ก็กระทำด้วยจิตที่มีตัณหาครอบงำ) ตอนนั้นจัดเป็นส่วนเหตุ ในขณะนั้น สามารถเกิดความสุขได้ เพราะ… ตัณหา ก็คือ โลภะ, โลภะน้้น เมื่อเกิดขึ้น ย่อมมีเวทนา ๒ อย่าง ๆ ใดอย่างหนึ่ง คือ โสมนัสเวทนา, และอุเบกขาเวทนา…. (โสมนัสเวทนา ก็คือความสุขใจ)

โลภมูลจิต – จิตที่มีโลภเจตสิกเป็นมูล เป็นประธาน มี ๘ ดวง / มีเวทนา (การเสวยอารมณ์) ๒ อย่าง

๑. โสมนัสเวทนา ในขณะที่เกิดขึ้น มีความยินดี,โสมนัส
๒. อุเบกขาเวทนา ในขณะที่เกิดขึ้น มีความเฉย ๆ / คือ เปรียบเสมือนคนที่ได้ทานอาหารที่ตนชอบใจ ย่อมมีความสุขใจ เป็นโสมนัส, แต่ถ้าทานอาหารนั้น ซ้ำ ๆ กัน หลาย ๆ วันเข้า ความโสมนัส ยินดีสุขใจ ก็จะค่อย ๆ คลายลงไป จนมีความรู้สึกเฉย ๆ กับอาหารนั้น ๆ … ลักษณะความเฉย ๆ กับอาหารนั้นนั่นแหละ จัดเป็นอุเบกขาเวทนา …

เมื่อเป็นอุเบกขาไปเรื่อย ๆ สักพักอาจจะล่วงเลยความเป็นอุเบกขา กลายเป็นความไม่ชอบ ไม่พอใจ ในอาหารนั้น ….ถ้าถึงขนาดไม่ชอบ ไม่ยินดีพอใจในอาหารนั้น…ถึงตอนนั้น จิตได้กลายไปเป็นโทสะมูลจิตไปแล้ว ไม่ใช่โลภะมูลจิตอีกต่อไปแล้ว และโทสมูลจิตนั้นมีเวทนาอย่างเดียว คือ โทมนัสเวทนา ได้แก่ ความเสียใจ เศร้าใจ..ทุกข์ระทมใจ…

โทสมูลจิตที่เกิดอย่างนี้ ท่านเรียกว่า “โทสะมูลจิตที่ไหลมาแต่โลภะ”

– การเกิดขึ้นของโทสะ จะมีลักษณะ ๒ อย่าง คือ

๑. เกิดขึ้นเอง (ไม่ได้ไหลมาแต่โลภะ) เช่น เดินพลาด ไปสะดุดก้อนหิน เจ็บเท้า ก็เกิดความโกรธ
๒. ไหลมาแต่โลภะ คือ อยากได้ แต่ไม่ได้ตามที่ตนปรารถนา….. หรืออยากได้อย่างหนึ่ง แต่กลับไปได้อีกอย่างหนึ่งที่ตนไม่ปรารถนา….

เวลาที่พระภิกษุ หรือฆราวาส ที่ชอบแสดงธรรม, บรรยายธรรม มักจะกล่าวว่า…
– ทุกคนมีทุกข์ ก็เพราะมีตัณหา…
– เกิดความอยาก ก็เป็นทุกข์…(ไม่แยกแยะรายละเอียด ผู้ฟังก็สับสน หรือบางทีก็ไม่รู้อย่างแท้จริง)
…..แทบไม่มีพระรูปใด หรือฆราวาสคนใด ที่จะแสดงว่า “ในขณะที่เกิดตัณหา ตอนนั้น บุคคลเสวยเวทนาเป็นสุขได้” …..ถ้าจะเป็นทุกข์ ก็ต่อเมื่อ ไม่ได้อย่างที่ต้องการ…เมื่อไม่ได้อย่างที่ต้องการ ก็เป็นทุกข์ ….ซึ่งตอนเป็นทุกข์ เป็นส่วนของผลที่สืบเนื่องมาจากการไม่ได้ และตอนที่เป็นทุกข์ (ถ้าเป็นทุกข์ทางใจ) ตอนนั้นจิตก็เป็นโทสะไปแล้ว ไม่ใช่โลภะ…เป็นเหตุ เป็นผลที่สืบเนื่องกันมา มิใช่ทุกข์ที่ท่านมุ่งหมาย…

ทุกข์ที่ท่านมุ่งหมายนั้น เป็นทุกข์เพราะ ตัณหานั้น เป็นเหตุของกรรม และกรรมก็ส่งผลเป็นปฏิสนธิวิญญาณ นำให้เกิดชาติ คือกำเนิดในภพภูทิต่าง ๆ (ข้อนี้ให้ดูหลักของปฏิจจสมุปบาท เทียบเคียง, และพิจารณาดูอุทานคาถาที่ว่า “อเนกชาติ สํสารํ สนฺธาวิสฺสํ อนิพฺพิสํ ….. ตณฺหานํ ขยมชฺฌคาติ” ประกอบด้วย จะเข้าใจได้แจ่มแจ้ง)

เรื่องของการปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น แล้วเกิดทุกข์นั้น.. ซึ่งจริง ๆ บางคนบางท่าน เมื่อไม่ได้ดั่งที่ตนปรารถนา เขาไม่ให้เกิดความความทุกข์โทมนัส ก็ได้…เมื่อมีสติสัมปชัญญะรู้เท่าทัน…
ดังนั้น ท่านจึงสอนให้มีสติสัมปชัญญะรู้ทัน ในโลกธรรม ๘ ประการ คือ
– ทุกข์, เสื่อมลาภ,เสื่อมยศ, ถูกนินทา ….ซึ่งเป็นโลกธรรมฝ่ายอนิฏฐารมณ์ คืออารมณ์ที่ไม่น่าชอบใจ
– สุข, ได้ลาภ, ได้ยศ, ได้รับการสรรเสริญ …ซึ่งเป็นโลกธรรมฝ่ายอิฏฐารมณ์ คืออารมณ์ที่น่ายินดี,พอใจ

รู้เท่าทัน คือไม่ยินดี ต่อโลกธรรมที่เป็นอิฏฐารมณ์ และ ยินร้าย ต่อโลกธรรมที่เป็นอนิฏฐารมณ์ … นี่เป็นหลักปฏิบัติเบื้องต้น 

ข้อนี้ เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า “เกิดตัณหาแล้ว ไม่ให้เกิดทุกข์ใจ ก็ได้” …แต่ตัณหานั้น ก่อให้เกิดทุกข์ที่เรียกว่า “ชาติทุกข์” แน่นอน (ทุกฺขา ชาติ ปุนปฺปุนํ การเกิดทุกครั้ง เป็นทุกข์แน่แท้)  เพราะตราบใดที่บุคคลละตัณหาเป็นสมุจเฉทปหาณไม่ได้ ตราบนั้นบุคคลก็เกิดอยู่ร่ำไปแล ฯ 

ถ้าจะกระทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ กำจัดตัณหาได้หมดเป็นสมุจเฉทปหาณ ก็ต้องเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ยังอรหัตตมรรค-ผล ให้เกิดขึ้น เมื่อนั้น ก็ดับทุกข์ได้แท้จริง เพราะ…. ไม่เกิดในภพไหน ๆ อีกต่อไปแล้ว… 


VeeZa

๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๑