จะเรียนบาลีไปไหน

——————-

เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๖๑ มหาบาลีวิชชาลัยซึ่งมีฐานปฏิบัติการอยู่ในวัดโมลีโลกยาราม มีเมตตาให้โอกาสผมไปพูดกับนักศึกษาบาลีซึ่งเป็นชาวบ้านธรรมดา

การเรียนบาลีนั้นเป็นหน้าที่ของพระภิกษุสามเณรโดยตรงมาแต่โบราณกาล ฆราวาสที่เรียนบาลีก็มีบ้าง แต่น้อย ได้ยินว่าเจ้านายสมัยก่อนที่เรียนบาลีก็มีอยู่บ้าง ที่เรียนจนได้เป็นเปรียญก็มี

แต่ที่เป็นชาวบ้านธรรมดานั้นแทบจะไม่มี

ชาวบ้านธรรมดาที่มานั่งฟังผมพูดในวันนั้นมีราวๆ ๕๐-๖๐ คน ซึ่งต้องนับว่ามากพอสมควร

เนื้อหาสาระที่ผมพูด-ซึ่งเป็นการสากัจฉาร่วมกับท่านอาจาจารย์ธฤญเดชา ลิภา ผู้บริหารมหาบาลีวิชชาลัย-ก็เป็นการให้กำลังใจชาวบ้านที่มีใจรักสมัครเข้าเป็นนักศึกษา ให้มีฉันทะอุตสาหพยายามบากบั่นไปให้ถึง “ต้นน้ำ” ของภาษาบาลี กล่าวคือพระคัมภีร์ทั้งปวงอันมีพระไตรปิฎกเป็นที่สุด – พยายามขึ้นไปให้ถึงตรงนั้นให้จงได้

ญาติมิตรท่านใดอยากฟังที่เราทั้งสองร่วมกันสากัจฉา ลองถามไปที่มหาบาลีวิชชาลัย เข้าใจว่าทางนั้นคงบันทึกเสียงเอาไว้

ผมมีบางประเด็นที่ลืมพูด ขออนุญาตนำมาแถมไว้ในโพสต์นี้

นั่นคือ ผู้เรียนบาลีจะต้องตอบคำถามสำคัญข้อหนึ่งให้ได้ คำถามนั้นก็คือ ตำราบาลีหรือตัวคัมภีร์หลักสูตรที่เอามาเรียนกันนั้นมีผู้แปลเป็นไทย (และภาษาอื่นๆ อีก) ไว้แล้วทั้งหมดทั้งสิ้น-แปลไว้หมดแล้วไปจนถึงตัวพระไตรปิฎกอันเป็น “ต้นน้ำ” นั่นเลยด้วยซ้ำ-ถ้าอยากรู้เรื่อง อ่านฉบับแปลก็รู้เรื่องเหมือนกัน ท่านมาเรียนก็เรียนแปลตามที่ครูบาอาจารย์แปลไว้แล้วนั่นเอง ไม่เกินไปกว่านั้นเลย

ถามว่า-แล้วจะต้องมาเรียนเอาอะไรกันอีก?

เรียนเพื่อรู้คำแปล
ก็มีผู้แปลไว้แล้ว จะต้องมาแปลอะไรกันอีก อยากศึกษาธรรมะ อ่านฉบับแปลเอาก็รู้เท่ากัน

เรียนเพื่อเอาวุฒิไปเรียนต่อ
ก็แทบไม่มีหลักสูตรอะไรที่ไหนเขาเปิดรับผู้จบบาลี (ระดับที่ท่านกำลังจะเรียน)

เรียนเอาไปสมัครงานประกอบอาชีพ
ท่านรู้แล้วหรือว่ามีตำแหน่งงานที่ไหนรับผู้จบบาลี (ระดับที่ท่านกำลังจะเรียน)

เรียนเอาบุญ
ค่อยน่าอนุโมทนาหน่อย แต่เข้าใจหรือยังว่าบุญที่เกิดจากการเรียนบาลีคืออะไร แล้วท่านจะ “เอา” ไปได้อย่างไร

เรียนเพื่อให้ได้ชื่อว่าจบบาลีชั้นนั้นชั้นนี้-เอาไว้อวดโก้
ไม่ใช่แน่ ถ้าใช่ก็แย่

สรุปว่าต้อง “เคลียร์” ตรงนี้ให้ได้ก่อน มิเช่นนั้นท่านก็จะเรียนไปแบบมัวๆ หรือมั่วๆ ไม่รู้ว่าปลายทางอยู่ที่ไหน

คำตอบ-ตามทัศนะของผม-ก็คือ “เรียนบาลีเพื่อให้เราสามารถอ่านคัมภีร์ต้นฉบับคำสอนในพระพุทธศาสนาแล้วเข้าใจความหมายได้ด้วยตัวเราเองโดยไม่ต้องเข้าใจผ่านคำแปลที่มีผู้แปลไว้ให้แล้ว”

ยกตัวอย่างคำสอนในกาลามสูตร

เราจะได้ยินคนอ้างกาลามสูตรว่า อย่าเชื่อตำรา อย่าเชื่อครู

แต่ถ้าเราเรียนบาลี เราจะรู้ว่ากาลามสูตรไม่ได้พูดแบบนี้

อยากรู้ว่ากาลามสูตรพูดแบบไหน – เรียนบาลีจะมีคำตอบ

อย่าเชื่อตำรา – ต้นฉบับในกาลามสูตรบอกว่า มา ปิฏกสมฺปทาเนน (มา ปิ-ตะ-กะ-สำ-ปะ-ทา-เน-นะ)

มา ปิฏกสมฺปทาเนน ไม่ได้แปลว่า “อย่าเชื่อตำรา”

ใครที่บอกเราว่า กาลามสูตรสอนว่าอย่าเชื่อตำรา เขากำลังบอกผิด

แล้ว-มา ปิฏกสมฺปทาเนน แปลว่าอะไร?

อยากรู้คำแปลที่ถูกต้องก็ต้องเรียนบาลี

ไม่เรียนบาลี อธิบายอย่างไรก็ไม่ประจักษ์แก่ใจตัวเอง

จะเห็นได้ว่า การเอาคำสอนมาบอกต่อโดยไม่ศึกษาบาลีให้เข้าใจชัดนั้น อันตรายมาก

เราฟังแล้วเชื่อตามที่เขาเอามาบอกต่อ ก็เท่ากับเป็นผู้ขยายอันตรายนั้นให้กว้างออกไปอีก

ตรงนี้แหละคือประโยชน์อันเป็นเป้าหมายที่ถูกต้องของการเรียนบาลี-คือเข้าใจคำสอนได้ถูกต้องด้วยความรู้ของตัวเอง

ทั้งนี้ ไม่ได้แปลว่าต้องเข้าใจหมดทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ในวันเดียว

เรียนรู้ เข้าใจ แปลได้แค่ไหน ก็แค่นั้น
แล้วพยายามก้าวหน้าต่อไปเรื่อยๆ

รู้เข้าใจคำสอนที่ถูกต้องโดยไม่ต้องผ่านคำแปลของใคร-นี่เป็นเป้าหมายขั้นหนึ่งของการเรียนบาลี (ทั้งนี้รวมไปถึง-รู้แล้วปฏิบัติตามจนเข้าถึงธรรมข้อนั้นๆ ตามสมควรแก่การปฏิบัติ ไม่ใช่รู้อย่างเดียว แต่ไม่ปฏิบัติ)

เป้าหมายอีกขั้นหนึ่งที่สำคัญมากก็คือ เมื่อมีการลบหลู่ดูหมื่นพระศาสนา ไม่ว่าจะด้วยการกระทำหรือคำพูด

ด้วยการกระทำ-ก็อย่างเช่นนักร้องแต่งตัวเป็นพระขึ้นไปเต้นบนเวที

ด้วยคำพูด-ก็อย่างเช่นท่านผู้หนึ่งจาบจ้วงพุทธประวัติและคัมภีร์ชาดก ดังที่เป็นข่าวอยู่ในช่วงนี้

ผู้เรียนบาลีต้องสามารถตอบโต้เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องได้อย่างอารยชน

ไม่ใช่นั่งทำตาปริบๆ ท่องคาถา-ปล่อยวาง ปล่อยวาง

ทั้งสองประการนี้คือ “ต้นน้ำ” ต้นทางที่ผู้เรียนบาลีต้องตั้งเป้าหมายแล้วพยายามขึ้นไปให้ถึง

เป้าหมายดังกล่าวนี้ต้องชัดเจน ไม่มัว ไม่มั่ว

จะไปได้แค่ไหน ไม่ว่ากัน

แต่ต้องรู้ว่าจะไปไหน

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๑ พฤษภาคม ๒๕๖๑
๑๕:๐๗