ทำวิถีชีวิตสมณะให้วิปลาส 
คือทำความวินาศให้พระศาสนา

—————————

สดับตรับฟังกระแสสังคมในห้วงเวลาที่ผ่านมา เห็นได้ว่าชาวเราทั้งหลายมีความห่วงใยความเป็นไปของพระศาสนากันโดยทั่วหน้า

อันที่จริงความห่วงใยพระศาสนานั้นมีมาตลอดเวลาไม่ว่าในกาลไหนๆ แต่ในระยะหลายปีมานี้ออกจะเข้มข้นขึ้น เพราะมีทั้งปัญหาภายในที่ทำความปั่นป่วนในวงการคณะสงฆ์ เช่นกรณีวัดพระธรรมกาย และปัญหาภายนอก เช่นท่าทีรุกคืบของ “บางศาสนา” ที่ทำอยู่อย่างต่อเนื่อง

ทำให้ผู้คนตั้งคำถามกันว่า พระพุทธศาสนาในเมืองไทยจะอยู่ไปได้อีกนานแค่ไหน

พร้อมกันนั้นก็มีผู้พยายามคิดหาทางป้องแก้ไขด้วยวิธีต่างๆ

ที่คิดไปทำไปก็มี
ที่ได้แต่คิด แต่ไม่ทำก็มาก

——————–

วันหนึ่ง ผมเดินออกกำลังตอนเช้าตามปกติ ถือโอกาสแวะเข้าไปไหว้พระและบริจาคทรัพย์ตามวัดที่อยู่ในเส้นทางตามปกติ จนเข้าไปในวัดมหาธาตุ ราชบุรี และได้มีโอกาสสนทนาธรรมกับหลวงพ่อเจ้าอาวาส-ก็ตามปกติอีกเช่นกัน

ผมนึกอย่างไรก็ไม่รู้ นมัสการถามท่านไปว่า เวลานี้หลวงพ่อได้ออกบิณฑบาตบ้างหรือเปล่า

หลวงพ่อก็ตอบตามตรงว่า ไม่ได้ออก

ผมก็เลยเกิด insight ขึ้นมาในทันทีนั้น

ปัญหาการรักษาพระศาสนาที่เราห่วงกันแทบตายนั้น ที่แท้เรามองไม่เห็นวิธีแก้ที่ถูกต้อง ทั้งๆ ที่มันอยู่ตรงหน้าเรานี่เอง-เหมือนเส้นผมบังภูเขา

——————–

มองไปที่กำเนิดพระพุทธศาสนากันก่อน

ว่าย่อๆ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่แสดงหนทางปฏิบัติไปสู่ความพ้นทุกข์ พระพุทธเจ้าผู้เป็นเจ้าของพระศาสนาทรงชี้ทางไว้ว่า การปฏิบัติไปสู่ความพ้นทุกข์จะได้ผลดีต้องออกจากเรือนไปสู่ความเป็นผู้ไม่มีบ้านเรือน มีหลักมีเกณฑ์ในการปฏิบัติ และมีวิถีชีวิตอีกแบบหนึ่งต่างจากผู้ครองเรือน

คำแนะนำนี้มีตัวพระพุทธเจ้าเองเป็นบทพิสูจน์ และต่อมาก็มีพระสงฆ์สาวกทั้งหลายเป็นพยานยืนยัน

พระสงฆ์สาวกทั้งหลาย แต่เดิมก็คือชาวบ้านธรรมดาเหมือนเราท่านนี่เอง ไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวที่ไหน เป็นชาวบ้านที่ฟังคำสอนแล้วเกิดศรัทธา
แล้วออกบวช
แล้วปฏิบัติตาม
แล้วบรรลุธรรม

ที่ยังไม่บรรลุก็พยายามปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติควร ปฏิบัติชอบเพื่อบรรลุในโอกาสต่อไป

นี่คือเหตุผลที่แท้จริงที่มีสมณเพศเกิดขึ้นในพระพุทธศาสนา

และสมณเพศนี่เองคือพื้นที่แสดงตัวของพระพุทธศาสนา เป็นที่ประกาศให้สังคมรับรู้ว่า พระพุทธศาสนายังมีชีวิต ยังดำรงอยู่ และยังดำเนินไปในสังคม

วิธีที่ถูกต้อง ง่ายๆ ที่เราควรทำเพื่อการรักษาพระพุทธศาสนาก็คือสนับสนุนส่งเสริมให้พระภิกษุสามเณรดำรงตนอยู่ในวิถีชีวิตของสมณะอย่างถูกต้องและมั่นคงนั่นเอง

วิถีชีวิตของสมณะคืออะไร ก็มีให้ดู ให้รู้ ให้ศึกษากันได้อยู่แล้ว

นิสัยสี ๔ อกรณียกิจ ๔ พระอุปัชฌาย์บอกกำชับไว้แล้วตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาบวช – นั่นแหละคือวิถีชีวิตของสมณะในพระพุทธศาสนา

อยู่ที่ปลายจมูกเรานี่เอง

ถ้าจะถามหาความชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีกสักหน่อย ก็มีผู้แจกแจงออกมาเป็นภาคปฏิบัติที่ชัดเจน นั่นคือ “กิจวัตร ๑๐ อย่างของภิกษุ ”

ขออนุญาตคัดมาทบทวนความจำดังนี้ –

…………………..

กิจวัตร ๑๐ อย่างของภิกษุ

๑.ลงอุโบสถ 
๒.บิณฑบาตเลี้ยงชีพ 
๓.สวดมนต์ไหว้พระ 
๔.กวาดอาวาสวิหารลานพระเจดีย์ 
๕.รักษาผ้าครอง 
๖.อยู่ปริวาสกรรม 
๗.โกนผมปลงหนวดตัดเล็บ 
๘.ศึกษาสิกขาบทและปฏิบัติพระอาจารย์ 
๙.เทศนาบัติ 
๑๐.พิจารณาปัจจเวกขณะทั้ง ๔ เป็นต้น

กิจวัตร ๑๐ เหล่านี้เป็นกิจใหญ่ ควรที่ภิกษุจะต้องศึกษาให้ทราบความชัด และจำไว้เพื่อปฏิบัติสมควรแก่สมณสารูปแห่งตน

…………………..

พระภิกษุสามเณรยังปฏิบัติกิจวัตร ๑๐ เหล่านี้ให้ครบถ้วนบริบูรณ์อยู่ตราบใด ก็เท่ากับวิถีชีวิตของสมณะยังเสนอตัวปรากฏแก่ตาโลกอยู่ตราบนั้น

และพระศาสนาก็ชื่อว่ายังมั่นคงอยู่ตราบนั้นด้วย

ถ้าพระภิกษุสามเณรไม่ปฏิบัติกิจวัตร ๑๐ เหล่านี้ เราจะดูวิถีชีวิตของสมณะได้แต่ที่ไหน

เมื่อวิถีชีวิตของสมณะไม่มีเสียแล้ว พระศาสนาจะไปแสดงตัวอยู่ที่ ณ ที่ไหนได้

หรือใครคิดว่าจะสามารถเข็นพระพุทธศาสนาให้ดำเนินไปได้โดยไม่ต้องมีเพศบรรพชิต?

——————–

เมื่อมองในมุมกลับ การทำวิถีชีวิตสมณะให้วิปลาส ก็คือการทำความวินาศให้พระศาสนานั่นเอง

ในพระวินัยปิฎก มีคำตำหนิติติงจากชาวบ้านถึงความประพฤติที่ไม่เหมาะสมของภิกษุอยู่คำหนึ่งว่า

“ยเถว มยํ … เอวเมวิเม”

ถอดเป็นใจความสั้นๆ ว่า “พระทำอย่างนี้ก็เหมือนชาวบ้านนะซี”

ตัวอย่างเช่น –

ยเถว มยํ สปฺปชาปติกา อาหิณฺฑาม 
เอวเมวิเม สมณา สกฺยปุตฺติยา ภิกฺขุนีหิ สทฺธึ อาหิณฺฑนฺติ.

พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้เที่ยวไปกับพวกภิกษุณี เหมือนพวกเรากับภรรยาเดินเที่ยวกันฉะนั้น

(โอวาทวรรค สิกขาบทที่ ๗ มหาวิภังค์ ภาค ๒ วินัยปิฎก พระไตรปิฎกเล่ม ๒ ข้อ ๔๕๑)

ถ้าพระภิกษุสามเณรใช้ชีวิตประจำวันเหมือนชาวบ้านเสียแล้ว พระศาสนาจะเหลืออะไร?

เพราะฉะนั้น มองกลับมาที่มุมเดิม – ถ้าต้องการให้พระศาสนายังมีคุณค่าเหมือนเดิม เราก็ต้องช่วยกันสนับสนุนให้พระภิกษุสามเณรมีวิถีชีวิตแบบสมณะอย่างแท้จริง

——————–

แต่ ณ เวลานี้ ผมเชื่อว่าเราหลงทางมาไกลเกินกว่าที่จะกลับได้เสียแล้ว

เอาแค่ง่ายๆ เรื่องเดียว เรื่องออกบิณฑบาต

เวลานี้จะเห็นได้ว่ามีพระเป็นจำนวนมากที่ไม่ได้ออกบิณฑบาต

โดยเฉพาะก็คือ พระมีสมณศักดิ์ และพระสังฆาธิการระดับเจ้าคณะต่างๆ ส่วนมากไม่ได้ออกบิณฑบาต

ญาติโยมก็พลอยเห็นดีเห็นงามไปด้วย บอกว่าพระระดับนี้แล้วไม่จำเป็นต้องออกบิณฑบาต

รูปไหนออกบิณฑบาต เผลอๆ อาจถูกมองว่าดัดจริต-ไปโน่นเลย

เวลานี้มีเหตุผลเยอะแยะไปหมดที่พระ-โดยเฉพาะผู้ใหญ่-ไม่ควรออกบิณฑบาต

ญาติโยมก็เห็นด้วย
พระด้วยกันก็เห็นด้วย

แม้แต่เจ้าตัวเองก็มีเหตุผลที่จะเห็นด้วย

การไม่ออกบิณฑบาตจึงกลายเป็นความถูกต้องชอบธรรมไปแล้ว

และนั่นก็คือการทำวิถีชีวิตสมณะให้วิปลาส

ซึ่งนั่นก็คือการทำความวินาศให้พระศาสนานั่นเอง

ถ้ายกเอาเหตุผลอื่นๆ มาอยู่เหนือวิถีชีวิตของสมณะเสียแล้ว สมณะจะเหลืออะไร

นี่แค่เรื่องออกบิณฑบาตเรื่องเดียว

ยังไม่ได้พูดถึงกิจวัตรอีก ๙ ข้อ ซึ่งแต่ละข้อก็มีอาการร่อแร่ไม่ต่างกับเรื่องบิณฑบาต

เล่ากันว่า มีโยมคนหนึ่งซื้อเครื่องออกกำลังที่เรียกกันว่า ฟิตเนส ชนิดหนึ่งไปถวายพระราชาคณะรูปหนึ่ง โดยให้เหตุผลด้วยความปรารถนาดีว่า ท่านจะได้เอาไว้บริหารร่างกาย สุขภาพจะได้แข็งแรง อยู่เป็นมิ่งขวัญของญาติโยมไปได้นานๆ

การเดินบิณฑบาต
การกวาดอาวาสวิหารลานพระเจดีย์
แม้แต่การเดินตรวจวัดไปรอบๆ ในเวลาเช้าหรือเย็น

ล้วนแต่เป็นการบริหารร่างกายที่วิเศษที่สุด-ตามวิถีของสมณะ

ทำไมจึงมองข้ามไปเสียเล่า

ท่านไปมัวทำอะไรอยู่จึงไม่ได้บริหารร่างกายตามวิถีของสมณะ จนถึงกับจะต้องไปบริหารร่างกายด้วยพิตเนส-เหมือนที่ชาวบ้านเขาทำกัน

——————–

เวลานี้เสียงสนับสนุนจากชาวบ้านกำลังจะมีน้ำหนักมากกว่าหลักพระธรรมวินัย

ทำอะไรที่ชาวบ้านชื่นชม ถือว่าเป็นเรื่องดีไปหมด ผิดถูกตามพระธรรมวินัย ไม่เกี่ยว

เราคงยังจำกันได้ถึงกรณีพระกอดแม่ อาบน้ำประแป้งให้แม่ หรือถึงกับกราบเท้าแม่ แล้วก็มีชาวบ้านชื่นชมว่าพระท่านรักแม่ท่าน ท่านทำดีแล้ว

ยังดีที่มีกระแสพระธรรมวินัยเข้มแข็งออกมาสกัดไว้ว่านั่นไม่ใช่วิธีรักแม่ที่ชอบด้วยพระธรรมวินัย

ภาพพระกอดแม่จึงหายไป

ลองคิดดูว่า นานไปถ้ากระแสพระธรรมวินัยอ่อนแอลง
พระภิกษุสามเณรที่ไม่เอื้อเฟื้อต่อพระธรรมวินัยมีมากขึ้น
คนไม่รู้พระธรรมวินัยมีมากขึ้น (เวลานี้คนไม่รู้พระธรรมวัยก็มีมากจนน่ากลัวอยู่แล้ว)

ถึงเวลานั้น ถ้าพระเอาเสียงชาวบ้านที่ไม่รู้พระธรรมวินัยเป็นหลัก

วิถีชีวิตของสมณะจะเป็นอย่างไร

จะเหลืออะไร

——————–

ที่น่าจับตามองอีกอย่างหนึ่งก็คือ เวลานี้มีการจุดประกายลัทธิ “คำสอนของอาจารย์สำคัญกว่าคัมภีร์” ขึ้นมาอีกแล้ว

สมมุติว่าพระที่กอดแม่ หรือที่ทำอะไรวิปริตจากพระธรรมวินัย แล้วมีคนชื่นชมยินดีด้วยเป็นอันมาก (เพราะเขาไม่รู้ว่าพระธรรมวินัยคืออย่างไร) ถ้าพระชนิดนั้นมีกำลังมากขึ้นจนได้เป็น “อาจารย์” เป็นเจ้าสำนักขึ้นมา

แล้วสังคมเกิดนับถือลัทธิ “คำสอนของอาจารย์สำคัญกว่าคัมภีร์” กันทั่วไป

เราคงได้เห็นพระสงฆ์ไทยนิกายกอดแม่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเราเป็นแน่

รวมทั้งนิกายอื่นๆ ตามจำนวนอาจารย์ที่จะเกิดขึ้น

วิถีชีวิตของสมณะตามพระธรรมวินัยจึงอยู่ในภาวะง่อนแง่นอย่างยิ่ง

ง่อนแง่นเพราะพระภิกษุสามเณรไม่รู้และไม่เอื้อเฟื้อพระธรรมวินัย

ง่อนแง่นเพราะผู้คนในสังคมก็ไม่รู้พระธรรมวินัย

ง่อนแง่นเพราะผู้คนมีแนวโน้มจะนับถือคำสอนของอาจารย์ยิ่งกว่าพระธรรมวินัยในคัมภีร์

——————–

ทางแก้ก็คือ ฟื้นฟู ส่งเสริมวิถีชีวิตของสมณะตามพระธรรมวินัยให้กลับมาเข้มแข็งมั่นคง

ด้วยการที่ชาวเราทั้งหลายช่วยกันศึกษาพระธรรมวินัยกันให้มากขึ้น

ให้มากขึ้นจนกระทั่งเมื่อเห็นพระภิกษุสามเณรทำอะไรที่ห้ามทำ หรือไม่ทำอะไรที่ต้องทำ ก็สามารถบอกได้-ถึงขั้นอุทานออกมาได้ว่า –

“ยเถว มยํ … เอวเมวิเม”

“พระทำอย่างนี้ก็เหมือนชาวบ้านนะซี”

เมื่อนั้น พระภิกษุสามเณรจะค่อยๆ กลับเข้าไปอยู่ในระบบวิถีชีวิตของสมณะตามพระธรรมวินัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงทรงบัญญัติไว้ดีแล้ว

และเมื่อนั้นชาวเราก็จะมั่นใจได้ว่า พระพุทธศาสนาในเมืองไทยจะอยู่ไปได้อีกนานแสนนาน

แต่ถ้าชาวเรายังช่วยกันทำวิถีชีวิตสมณะให้วิปลาสอย่างที่กำลังเป็นอยู่ทุกวันนี้

ก็มั่นใจได้เช่นเดียวกันว่า ความวินาศจะเกิดขึ้นแก่พระศาสนาอย่างแน่นอน

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๐
๑๙:๒๕