บทเรียนจากอดีตสู่ปัจจุบัน

อาตมาได้พูดย้ำหลายหลายครั้งแล้วว่า หากเราจะเรียนรู้ข้อผิดพลาดหรือบทเรียนอันควรแก่การต้องระลึกถึง เพื่อไม่ให้เราเดินวนกลับไปซ้ำจุดนั้นอีก เราต้องเรียนรู้เอาจากอดีต เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาแล้ว

อย่างกรณีที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์นั้น กรณีที่อาจารย์ทำร้ายนิสิต เพราะความเห็นต่างทางความคิด เรื่องในลักษณะนี้ ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น เราเคยมีบทเรียนกับเรื่องเหล่านี้มาแล้ว ไม่รู้ว่าคนในรั้วจุฬา โดยเฉพาะก็ที่เป็นคณาจารย์ ได้ตระหนักรู้มากน้อยแค่ไหน

อาตมาจะเล่าประวัติศาสตร์ฉบับมุขะปาฐะของจิตร ภูมิศักดิ์ ที่ควรแก่การเป็นอุทาหรณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ฟัง

หากคนซึ่งเคยเรียนประวัติศาสตร์มาบ้าง คงจะทราบดีว่า จิตร เคยถูกนิสิตในจุฬา จับโยนบก คือทุ่มลงมาจากเวที ที่หอประชุม เวลาพูดเรื่องนี้ ก็เป็นที่น่าสังเวชอย่างหนึ่งว่า คนจำนวนไม่น้อย มองเป็นเรื่องตลก เสียมากกว่าจะเห็นว่าเป็นเรื่องของความป่าเถื่อนเลวร้าย ถึงขั้นที่อยากจะให้คนอย่างเนติวิทย์ต้องเผชิญชะตากรรมแบบเดียวกันกับจิตร ก็มี

เมื่อพูดถึงจิตรแล้ว มีอาจารย์ท่านหนึ่งในรั้วของจุฬาเล่าให้อาตมาฟังว่า ที่จริง จิตร เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถมาก คือเขียนหนังสือได้หลายเล่ม ในขณะที่ยังเรียนไม่จบ ขนาดที่ว่า คนอย่างท่านพระอนุมานราชธน ซึ่งเป็นอาจารย์คณะอักษรศาสตร์ในตอนนั้น ยังชื่นชมและให้การยอมรับ ความเก่งที่ว่านี้ ทำให้จิตรได้รับคัดเลือกจากนิสิตด้วยกันหลายสิบคน ให้เป็นสาราณียกร และเขียนหนังสือฉบับ ๒๓ ตุลา หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า ปิยมหาราชานุสรณ์ ๒๔๙๖ ซึ่งเป็นที่มาของการถูกจับโยกบก ที่เราจะพูดถึง

วิธีคิดแบบจารีตสุดโต่ง โดยที่ไม่ยอมรับฟังเหตุผล นำมาสู่ความรุนแรง และการใช้กำลังเพื่อเอาชนะคนอื่น เรื่องของจิตรก็เช่นกัน

เมื่อครั้งที่มีปัญหาเรื่องหนังสือมหาวิทยาลัย ฉบับ ๒๓ ตุลา ที่จิตร รับหน้าที่เป็นบรรณาธิการ หนังสือที่ใช้อักษรอย่างสวยงามและสมพระเกียรติ แทนการใช้พระบรมฉายาลักษณ์ของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ หนังสือที่เปลี่ยนวิธีการนำเสนอซึ่งซ้ำซาก มาเป็นการสะท้อนค่านิยมที่ไม่ถูกต้อง หรือสะท้อนปัญหาของคนกลุ่มน้อยในสังคมที่ถูกเอาเปรียบจากรัฐบาล นำมาสู่ความไม่พอใจของกลุ่มคนซึ่งเป็นพวกจารีตนิยมแบบสุดโต่ง โดยที่คนพวกนั้นพยายามจะใส่ร้ายจิตรว่า เป็นพวกกระด้างกระเดื่อง

จิตรก็ไม่ได้ต่างจากเนติวิทย์หรือเนติวิทย์ก็ไม่ได้ต่างจากจิตร์เท่าไหร่นัก ในแง่ที่ว่า เมื่อเห็นต่าง ก็ต้องดีเบตถกเถียงกัน นี่เป็นการหาทางออกร่วมกัน แบบอารยะและสันติที่สุดแล้ว จะต่างกันก็แต่ว่า ในคราวที่เนติวิทย์จัดดีเบตเรื่องปัญหาของระบบโซตัสในมหาวิทยาลัยนั้น เนติวิทย์ไม่ได้ถูกจับโยนบก เหมือนที่จิตรโดน

อีกประการหนึ่งที่เหมือนกันก็คือว่า ถึงจิตรและเนติวิทย์จะเป็นที่ชื่นชอบของนิสิตและคณาจารย์จำนวนไม่น้อย แต่คนเหล่านี้ล้วนเป็นคนเล็กคนน้อย คนซึ่งปราศจากอำนาจวาสนาในมหาวิทยาลัย ซึ่งต่างจากคนที่เกลียดชังเขาทั้งสอง ที่ล้วนเป็นผู้ซึ่งมีตำแหน่งใหญ่โตและได้ดิบได้ดีอยู่ในมหาวิทยาลัยทั้งสิ้น นี่จึงไม่ต้องสงสัยว่า การโยนบกในอดีตเกิดขึ้นได้อย่างไร ?

อาจารย์จุฬาท่านหนึ่ง เล่าให้อาตมาฟังว่า ในวันที่จิตรจัดให้มีการดีเบตหรือชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องหนังสือฉบับ ๒๓ ตุลาในหอประชุมมหาวิทยาลัยนั้น นิสิตแทบจะเกือบทั้งหมด ยกมือให้จิตร คือเห็นด้วยกับสิ่งที่จิตรนำเสนอ จะมีก็แต่นิสิตจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ไม่กี่คนเท่านั้น ที่ดีเบตแพ้ คือ ไม่สามารถโต้แย้งในสิ่งที่จิตร นำเสนอได้ จึงมีบางคนไม่อดกลั้นต่อความเห็นต่าง และแสดงความป่าเถื่อนด้วยการเดินขึ้นไปบนเวทีแล้วจับจิตรทุ่มลงมา จนทำให้จิตรกระดูกหัก และต้องนอนรักษาตัวอยู่หลายเดือน นี่เป็นที่มาของเรื่องโยนบกอย่างที่เราทราบกันอยู่ทุกวันนี้

ที่เอาเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง ก็เพราะเห็นว่า จุฬาซึ่งเคยมีประวัติศาสตร์บาดแผลในอดีต กับเรื่องเช่นนี้ ไม่ควรที่จะเดินวนกลับมาซ้ำในจุดเดิมอีก จุฬาในวันนี้ ควรเรียนรู้จากเรื่องซึ่งเคยเกิดขึ้นกับจิตร ยอมรับความจริง และให้พื้นที่กับความหลากหลายของนิสิตให้มากขึ้น และไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ไม่เห็นด้วยแค่ไหน ทางออกที่มหาวิทยาลัย หรือคนซึ่งมีอำนาจในมหาวิทยาลัยจะพึงปฎิบัติต่อนิสิต ซึ่งอาจจะมีความคิดความอ่านเป็นตัวของตัวเอง มีความเห็นซึ่งแตกต่างไปบ้าง แต่ควรค่าแก่การรับฟัง ต้องไม่ลงเอยด้วยการถูกกระทำอย่างป่าเถื่อนหรือการใช้กำลังเข้าข่มเหง ไม่ว่าจะด้วยการโยนบกแบบที่ทำกับจิตร หรือการล็อคคอแบบที่ทำกับรองประธานสภานิสิตก็ตามที

ขอให้ท่านผู้ซึ่งเรียกตัวเองว่า เป็นคนมีการศึกษา ได้เอาสิ่งที่อาตมาเขียนด้วยความปรารถนาดีนี้ ไปพิจารณาให้มากมากเถิด