ปรองดองกับความผิด
———————–
คือความวิปริตของสังคม

อีกเดือนกว่าๆ ก็จะออกพรรษา

ถึงตอนนั้นเราก็จะได้ยินได้เห็นคนพูดกันเอะอะถึงเรื่องบุญกฐินว่า ทอดกฐินแบบนั้นผิด แบบนี้ถูก

ตอนนี้ยังไม่มีใครพูด เพราะยังไม่ถึงฤดูกาล

ผมไม่ค่อยนิยมธรรมเนียม-พอถึงวันนั้นทีค่อยพูดกันที แบบไฟไหม้ฟาง

เช่น วันแม่ที ค่อยพูดว่ารักแม่
วันพ่อที ค่อยพูดว่ารักพ่อ
วันภาษาไทยที ค่อยพูดถึงความสำคัญของภาษาไทย

พอพ้นวันนั้นๆ ไปแล้ว ก็เลิกพูดกัน

——————-

ปัญหาเรื่องกฐินที่ยกขึ้นมาถกเถียงกันมีหลายประเด็น เช่น

๑ พระจำพรรษาไม่ถึง ๕ รูป ไปนิมนต์จากวัดอื่นมาให้ครบ ก็รับกฐินได้

๒ พระ ๔ รูปก็รับกฐินได้ ไม่จำเป็นต้อง ๕ รูป

๓ พระรูปเดียวก็รับกฐินได้

๔ กฐินทอดเป็นกองๆ เหมือนผ้าป่าได้

๕ กฐินวัดเดียวมีผ้ากฐินหลายผืนหรือไตรกฐินหลายไตรตามแต่จะมีผู้รับเป็นเจ้าภาพ หรือตามจำนวนพระในวัดก็ได้

๖ วัดเดียวรับกฐินหลายคณะ หลายเจ้าภาพ หลายกองได้

๗ พระเที่ยวชักชวนญาติโยมมาเป็นเจ้าภาพทอดกฐินที่วัดของตนก็ได้

ฯลฯ

พอถึงฤดูกฐินที ก็ยกปัญหาเหล่านี้มาพูดกันที
คนที่ทำผิดทำถูก ก็ทำกันอยู่ขวักไขว่
คนพูดว่าอย่างนั้นผิดอย่างนี้ถูก ก็พูดกันโหวกเหวก

พอหมดฤดูกาล ก็เลิกพูดกัน
ปีหน้าก็ทำผิดทำถูกกันใหม่
โหวกเหวกกันใหม่

——————-

ปัญหาใหม่ล่าสุดที่ผมถูกถาม คือ พระเป็นเจ้าภาพทอดกฐินที่วัดที่ตนจำพรรษาอยู่เอง ได้หรือไม่

ถ้าได้ ทำไมจึงได้ 
ถ้าไม่ได้ ทำไมจึงไม่ได้

ปัญหานี้มียังไม่มีคำตอบว่าผิดหรือถูก ได้หรือไม่ได้

แต่มีทีท่าว่า ในอนาคตอันไม่ไกลจะมีผู้ทำขึ้นแน่ๆ

ก็คงจะเป็นแบบเดียวกับปัญหาในประเด็นอื่นๆ คือ ผิดหรือถูกไม่รู้ และไม่รับรู้ แต่-กูจะทำ (ใครจะทำไม)

ผมขอแรงญาติมิตรที่เป็นชาววัดรู้บาลีให้ช่วยสืบค้นหาหลักฐาน-หลักการ ก็นิ่งเงียบไปหมด

ได้ยินคุยกันเรื่องอื่นสนุกสนาน
แต่เรื่องพระธรรมวินัยใบลาน ไม่คุย ไม่ค้น ไม่สนุก

——————-

กฐินเป็นพุทธานุญาต มีแบบแผนที่แน่นอนว่า-อย่างไรได้ อย่างไรไม่ได้

ประเด็นปัญหาทั้งหลายทั้งปวงเกี่ยวกับกฐินจึงต้องมีคำตอบที่ชัดเจน

และข้อสำคัญ ต้องปลอดจากความเห็นส่วนตัว

หมายความว่า ได้หรือไม่ได้ ใช่หรือไม่ใช่ ถูกหรือผิด ต้องเป็นไปตามหลักพระธรรมวินัย ไม่ใช่เป็นไปตามความเข้าใจของใครบางคน

ประเด็นไหนที่ยังไม่ชัดเจน ผู้บริหารการคณะสงฆ์ต้องวินิจฉัย แล้วมีมติให้ถือปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกันหมดทั่วสังฆมณฑล

ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ และต้องทำ

แต่ท่านไม่ทำ

ผู้บริหารการคณะสงฆ์ท่านใช้วิธี-ปล่อยให้ทำกันไปตามสะดวก-ดังที่เราเห็นกันมาแล้ว และยังจะได้เห็นกันต่อไปอีกในอีกไม่มี่วันที่จะถึง

ทางแก้จึงมีทางเดียว คือเร่งศึกษาหาความรู้กันเข้าไว้ให้จงมาก จนสามารถรู้ทั่ว รู้เท่า รู้ทัน และกำหนดท่าทีที่ถูกต้องของตัวเองได้

ไม่ทำผิดเอง
ไม่สนับสนุนผู้ที่ทำผิด
และถ้ามีโอกาสก็สามารถบอกกล่าวชี้แจงสิ่งที่ถูกต้องได้ตามสมควร

พยายามศึกษากันเข้านะครับ ในขณะที่บ้านเมืองเรายังให้เสรีภาพประชาชนในการศึกษาหาความรู้

เพราะในอนาคตอาจมีกฎหมายออกมาบังคับห้ามเรียนห้ามรู้เรื่องกฐิน ใครทำผิดทำถูกอย่างไร ห้ามใครทักท้วง

——————–

ผมเคยเขียนบาลีวันละคำ คำว่า “กฐินสามัคคี” ที่เข้าใจผิดกันทั่วบ้านทั่วเมือง จนผิดกลายเป็นถูกไปเรียบร้อยแล้ว

ขอนำมาฝากเป็นการทบทวนแถมท้าย

…………………………..

กฐินสามัคคี

ผิดจนถูกไปอีกเรื่องหนึ่ง

(๑) “กฐิน” ภาษาไทยอ่านว่า กะ-ถิน บาลีอ่านว่า กะ-ถิ-นะ

คำว่า “กฐิน” ถ้าเป็นคำนาม แปลว่า “ไม้สะดึง” คือไม้แบบสำหรับขึงเพื่อตัดเย็บจีวร (a wooden frame used in sewing the robes) ถ้าเป็นคุณศัพท์ มีความหมายว่า แข็ง, แนบแน่น, ไม่คลอนแคลน, หนัก, หยาบกร้าน, โหดร้าย (hard, firm, stiff, harsh, cruel)

ในที่นี้ “กฐิน” หมายถึงผ้าที่มีผู้ถวายแก่ภิกษุสงฆ์ที่จำพรรษาครบสามเดือนแล้วเพื่อผลัดเปลี่ยนจีวรชุดเดิม มีพระพุทธานุญาตให้สงฆ์ยกผ้านั้นให้แก่ภิกษุรูปหนึ่งที่จำพรรษาอยู่ด้วยกันเพื่อทำเป็นจีวร สบง หรือสังฆาฏิ ผืนใดผืนหนึ่ง โดยภิกษุทั้งหมดที่จำพรรษาร่วมกันนั้นต้องช่วยกันทำเพื่อแสดงถึงความสามัคคี

(๒) “สามัคคี” บาลีเขียน “สามคฺคี” รากศัพท์นัยหนึ่ง คือ สม + คมฺ (ธาตุ = ไป, ถึง) + อี ปัจจัย = สามคฺคี แปลตามศัพท์ว่า “ความเป็นผู้ดำเนินไปในสมะ”

คำว่า “สม” (สะ-มะ) หมายถึง เท่ากัน, เหมาะกัน, อย่างเดียวกัน, เที่ยงธรรม, ซื่อตรง, มีจิตใจไม่วอกแวก, ยุติธรรม, รวมเข้าด้วยกัน, ครบถ้วน

ตามนัยนี้ สามคฺคี = ดำเนินไปเพื่อความยุติธรรม

“สามคฺคี” อีกนัยหนึ่ง รากศัพท์คือ สํ + อคฺค + อี = สามคฺคี
“สํ” หมายถึง พร้อมกัน, ร่วมกัน
“อคฺค” ในที่นี้เป็นคำนาม แปลว่า ยอด (ส่วนยอดของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น ยอดเขา ยอดเจดีย์), ศูนย์รวม, เป้าหมายสูงสุด

ตามนัยนี้ สามคฺคี = มารวมกันโดยมีเป้าหมายสูงสุดร่วมกัน

“กฐิน” เป็นภาษาบาลี “สามัคคี” ก็เป็นภาษาบาลี

กฐิน + สามัคคี = กฐินสามัคคี เขียนอย่างคำไทย อ่านอย่างคำไทย

คำนี้ไม่มีปัญหาในการเขียนและอ่าน แต่มีปัญหาในการทำความเข้าใจ

“กฐินสามัคคี” มีมูลเหตุมาจากกรณีต่อไปนี้ คือ –

1 มีผู้ต้องการจะทอดกฐินที่วัดเดียวกันหลายราย

2 แต่ละรายสามารถทอดได้ตามลำพัง ไม่จำเป็นต้องร่วมกับใคร หรือไปหาใครมาร่วม

3 ปกติ ใครมาจองก่อน ก็มีสิทธิ์เป็นเจ้าภาพแต่เพียงรายเดียว แต่กรณีนี้คือมาจองพร้อมกันหลายราย แต่ละรายจึงมีสิทธิ์ที่จะได้เป็นเจ้าภาพเท่ากัน และไม่มีรายไหนยอมถอนตัว

4 แต่กฎกติกาของกฐินมีอยู่ว่า “เจ้าภาพทอดกฐินต้องมีรายเดียว เมื่อรายหนึ่งทอดแล้ว รายอื่นๆ จะทอดอีกไม่ได้”

5 ทางออกคือทำอย่างไร? จับฉลาก? หรือประมูลกันว่าใครจะถวายบริวารกฐิน (เช่นเงินบำรุงวัด) มากกว่ากัน? หรือต่อยกันให้รู้แล้วรู้รอด ใครชนะได้เป็นเจ้าภาพ? ฯลฯ

6 ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน ในที่สุดก็ได้ทอดกฐินเพียงรายเดียว รายอื่นๆ อดทอด

7 จึงเป็นที่มาของ “กฐินสามัคคี” คือทุกรายพร้อมใจกันรวมตัวให้เป็นรายเดียว แล้วเป็นเจ้าภาพร่วมกัน ก็ได้ทอดกฐินด้วยกันหมดทุกราย

นี่คือความหมายที่ถูกต้องของคำว่า “กฐินสามัคคี”

“กฐินสามัคคี” จึงไม่ได้หมายความว่า มีใครจองขอเป็นเจ้าภาพทอดกฐิน แล้วก็ไปเที่ยวชักชวนญาติสนิทมิตรสหายแบ่งสายกันบอกบุญร่วมกันเป็นเจ้าภาพ ดังที่นิยมทำกันอยู่ แล้วก็เรียกกันว่า “กฐินสามัคคี”

คนทั่วไปมักเข้าใจคำว่า “กฐินสามัคคี” ตามความหมายนี้ และกำลังจะกลายเป็นความหมายที่ถูกต้องอีกความหมายหนึ่ง

“กฐินสามัคคี” ตามความหมายเดิมอันเป็นความหมายที่ถูกต้อง คือ หลายรายแย่งกันเป็นเจ้าภาพ แล้วปรองดองรวมกันเป็นเจ้าภาพเดียว

“กฐินสามัคคี” ตามความหมายใหม่ เจ้าภาพรายเดียว ไม่ได้แย่งกับใคร แต่สามัคคีกันภายในคณะของตัวนั่นเอง

อีกกรณีหนึ่ง ทอดกฐินวัดเดียว แต่มีเจ้าภาพหลายคณะนั่งกันเต็มศาลา แต่ละคณะต่างก็มีเครื่องกฐินของตนพร้อมเสร็จ พอถึงเวลาทอดก็ทยอยกันเข้าไปถวายทีละคณะ ดังที่หลายๆ วัดนิยมทำกัน แล้วอ้างว่าเป็น “กฐินสามัคคี”

“กฐินสามัคคี” แบบนี้โปรดทราบว่า ผิดกฎกติกาของการทอดกฐิน ผิดหลักเกณฑ์ที่กำหนดว่า วัดหนึ่งทอดกฐินได้คณะเดียว คือมีเจ้าภาพรายเดียว

กฐินสามัคคีก็คือมีเจ้าภาพหลายรายนั่นแหละ แต่ต้องรวมกันเป็นรายเดียวก่อนจะเข้าไปทอด การที่ยังแยกกันเป็นคณะๆ แบบนั้นอันที่จริงจะต้องเรียกว่า “กฐินไม่สามัคคี” เพราะถ้าสามัคคีกันจริงจะต้องรวมกันเป็นคณะเดียวตามกฎของกฐิน

สรุปว่า

(1) บุญกฐิน ไม่เหมือนบุญอื่น เมื่อคนหนึ่งทำแล้ว คนอื่นจะมาทำซ้ำที่กันอีกไม่ได้ จึงต้องจองก่อน เป็นการบอกกล่าวให้รู้ว่า ใครจะมาทอดซ้ำอีกไม่ได้

(2) แต่ถ้าเกิดมีคนอยากจะทอดวัดเดียวกันรายหลาย วิธีที่จะทำให้ทอดได้หมดทุกรายก็คือ ทุกรายต้องรวมตัวกันเป็นรายเดียวก่อน เมื่อรวมกันเป็นรายเดียวแล้วทอด ก็เท่ากับได้ทอดหมดทุกรายนั่นเอง

นี่คือความหมายที่ถูกต้องของคำว่า “กฐินสามัคคี”

คำว่า “สามัคคี” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

“สามัคคี : (คำนาม) ความพร้อมเพรียงกัน, ความปรองดองกัน. (คำวิเศษณ์) ที่พร้อมเพรียงกันทำ, ที่ร่วมมือร่วมใจกันทำ, เช่น กฐินสามัคคี ผ้าป่าสามัคคี. (ป.; ส. สามคฺรี).”

จะเห็นได้ว่า คำนิยามนี้อาจตีความให้ “กฐินสามัคคี” ตามที่มักเข้าใจกันผิดๆ และทำกันผิดๆ นั้นกลายเป็นถูกไปได้

: ไม่จำต้องหลิ่วตาตามไปเสียทุกเรื่อง
: แม้ว่าทั้งเมืองจะมีแต่คนตาหลิ่ว

#บาลีวันละคำ (876)

11-10-57

…………………………..

เวลานี้ นอกจากเราจะพากันเกรงใจคนผิดกันไปหมด-โดยการไม่กล้าทักท้วงอะไรที่ผิดๆ-แล้ว

ที่หนักไปกว่านั้นก็คือ เรายังช่วยกันหาเหตุผลมาอธิบายรองรับเสียอีกด้วยว่า เรื่องที่ทำกันผิดๆ หรือเข้าใจกันผิดๆ นั้นไม่ผิดหรอก

คือที่แต่เดิมว่ากันอย่างนั้นๆ ก็ถูกต้อง แต่ที่ทำกันแบบใหม่หรือเข้าใจกันแบบใหม่นี่ก็ใช้ได้เหมือนกัน ไม่ผิดหรอก

แทนที่จะชี้แจงแข็งขันให้แก้ไขความเข้าใจเสียใหม่ให้ถูกต้อง
กลับมาช่วยกันรับรองอธิบายผิดให้กลายเป็นถูก

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือคำว่า “กฐินสามัคคี” คำนี้

และภาษาไทยอีกคำหนึ่งคือคำว่า “จำวัด” ที่พากันดันทุรังใช้กันผิดๆ ทั่วไปหมด-โดยเฉพาะในวงการสื่อ

จำวัด ภาษาไทยหมายถึง พระนอนหลับ
คนที่ไม่รู้ความหมายเดิมเอามาพูดกันใหม่ว่า จำวัด คือพักอยู่ที่วัด

แล้วก็ช่วยกันอธิบายว่า จำวัด หมายถึง พระนอนหลับ ก็ถูกต้องแล้ว

แต่ที่ใช้ในความหมายว่า พักอยู่ที่วัด นี่ก็ไม่ผิดหรอก

“พระนอนหลับ” กับ “พระพักอยู่ที่วัด” ก็ความหมายเดียวกัน ใช้ได้เหมือนกัน

เอากะพ่อซี

แทนที่จะชี้แจงให้เห็นว่า-คุณใช้คำผิดความหมายนะ
กลับมาช่วยอธิบายให้ผิดกลายเป็นถูก

ไม่ใช่เฉพาะเรื่องภาษา เรื่องกฐิน เรื่องพระธรรมวินัย

แต่สังคมกำลังเป็นแบบนี้กันไปทุกเรื่อง

นอกจากนี้ ยังมีค่านิยมชนิดหนึ่งที่คนชอบนำไปอ้างและยึดถือกัน คือ “อย่าไปเที่ยวจับผิดใครเขา”

แต่ไม่รู้จักแยกแยะให้ชัดเจนว่า อย่างไรคือ “จับผิด” และอย่างไรคือ “ชี้โทษ”

“จับผิด” (รนฺธคเวสก = ผู้แสวงหาช่องโหว่ของคนอื่น) คือ ความผิดไม่ปรากฏ ไม่มีใครรู้ใครเห็น แต่ไปเที่ยวขุดคุ้ยเอาขึ้นมาพูด แบบนี้ไม่ดี ท่านไม่ให้ทำ

ส่วน “ชี้โทษ” (วชฺชทสฺสี = ผู้ชี้ให้เห็นความผิด) คือ การกระทำนั้นๆ ปรากฏให้เห็นกันทั่วไปอยู่แล้ว ไม่ต้องไปขุดคุ้ยที่ไหนเลย แต่เจ้าตัวหรือคนทั้งหลายไม่รู้ว่ามันผิด หรืออาจรู้แต่ขืนทำ แบบนี้ท่านว่าควรตักเตือนกัน ไม่ใช่ปล่อยตามสบาย

แต่หลักสำคัญก็คือ-ต้องทำด้วยกุศลจิต เมตตาจิต หวังดีหวังเจริญต่อกัน ไม่ใช่มุ่งร้ายทำลายกัน

เวลานี้เอาจับผิดกับชี้โทษไปปนกันมั่วไปหมด

แต่ที่แย่มากๆ ก็คือ มองการชี้โทษว่าเป็นการจับผิดไปหมด

เห็นใครทำผิดโต้งๆ แจ้งๆ ก็ไม่ว่า ไม่กล่าว ไม่พูด ไม่เตือน

ใครไปว่ากล่าวพูดเตือนเข้า ก็รุมกันประณามว่า “ไอ้นี่มันเลว คอยเที่ยวจับผิดชาวบ้านเขา”

เลยกลายเป็นปุ๋ยอันโอชะของการทำผิด

คนทำผิดก็เลยสบายไป มีคนคอยปกป้องให้เป็นอย่างดี

แล้วก็อย่างที่ว่า-ไม่ทักท้วงตักเตือนก็แย่อยู่แล้ว มิหนำซ้ำยังช่วยแก้ต่าง ช่วยอธิบายให้ผิดกลายเป็นถูกไปเสียอีกด้วย

ใครอธิบายผิดให้กลายเป็นถูกได้ คนนั้นเก่ง ได้รับความยกย่องชื่นชมว่าเป็นนักปรองดอง ทำให้คนไม่ทะเลาะกัน กลายเป็นดีไป

ผิดกลายเป็นถูกนับวันจะมีมากขึ้น
ความวิปริตของสังคมก็นับวันจะมีมากขึ้น

ผมจึงว่า-ปรองดองกับความผิด คือความวิปริตของสังคม

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๐
๑๓:๒๓

…………………….

ทอดกฐินให้ถูกวิธี

https://drive.google.com/…/0B3WmxiNFNrf8OC12dnNqbGt5WTA/view

กราบขอบพระคุณ พระคุณท่าน Sunant Phramaha ที่กรุณาจัดทำไฟล์ PDF เพื่อดาวน์โหลด