Search

ผู้ที่แสวงหาความสุขเพื่อตน โดยการเบียดเบียนผู้อื่น ย่อมไม่ได้รับสุข

สุขกามานิ ภูตานิ, โย ทณฺเฑน วิหึสติ.
อตฺตโน สุขเมสาโน, เปจฺจ โส น ลภเต สุขํ

สัตว์ทั้งหลาย ย่อมต้องการความสุข ผู้ใดแสวงหาสุขเพื่อตน เบียดเบียนเขาด้วยอาชญา ผู้นั้นละไปแล้ว ย่อมไม่ได้ความสุข ฯ

(ภาพจาก twitter ไม่ทราบว่า ผู้โพสท์ภาพและบรรยายภาพนี้ มีความมุ่งหมายอย่างไร ?)

(คำอธิบายในภาพ : เราจะมองเห็นว่า “เด็ก ๆ กำลังสนุกสนาน หัวเราะต่อกระซิกกัน เพราะจับปลาได้ ด้วยเบ็ด ปลาก็ดิ้นรนเพื่อให้หลุดจากเบ็ด ในขณะที่ดิ้น ก็เจ็บปวดด้วยพิษของเบ็ดที่เกี่ยวปาก  ความสำนึกด้วยมโนวิญญาณ ความรู้อารมณ์อันที่ ๖ six-sense ของปลา มันรู้ว่าความตายใกล้จะมาเยือน จึงได้ดิ้นรนขึ้นเพื่อให้หลุดพ้นจากความตาย…”)

ถามว่า “ในขณะที่บุคคลทำบาป-อกุศล จิตมีความสุขได้ไหม ?” ตอบว่า “ได้”
แล้วที่บอกว่า “สมุทัย คือ ตัณหา” เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ไม่ขัดกันหรือ ?
ตอบ “ไม่ขัดกัน” สมุทัย คือตัณหา เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ถูกต้องแล้ว…. แต่ในขณะที่สมุทัย(ตัณหา)เกิดขึ้น จิตสามารถประกอบกับโสมนัสเวทนา (สุขทางใจ) ได้ เช่น “กำลังฟังเพลงเพราะ ๆ แล้วชื่นชอบยินดี เพลิน มีความสุข” ขณะนั้น จิตเป็นอกุศลมีโลภมูลจิตเป็นประธาน เมื่อเป็นสุข ก็คือมีโสมนัสเวทนาเกิดขึ้นในขณะนั้น นั่นเอง…นี่เรียกว่าเป็นสุขในขณะที่กำลังกระทำกรรม… แต่ในขณะที่กำลังเสวยความสุข คือโสมนัสเวนทนาอยู่นั่นเอง ความเปลี่ยนแปลงไปก็กำลังเกิดขึ้น ความเปลี่ยนแปลงไปนั้นนั่นเองเป็นวิปริณามทุกข์ (ทุกข์เพราะความเปลี่ยนแปลงไป) เพราะมันจะทนอยู่ในสภาพที่เป็นโสมนัสเวทนาอยู่อย่างนั้นตลอดไปไม่ได้ นี่จึงเรียกว่า “เป็นเหตุให้เกิดทุกข์”

อีกประการหนึ่ง ขณะที่ฟังเพลง เป็นขณะของกรรม คิอการกระทำ ส่วนที่กล่าวว่าเป็นทุกข์นั้น เป็นช่วงของผล…ก็เพราะกรรมนั้นเป็นวัฏฏคามินี คือเป็นเหตุให้เวียนว่ายตาย-เกิดอยู่ในภพต่าง ๆ การเวียนว่ายตาย-เกิดอยู่ในภพต่าง ๆ นั่นเอง เป็นตัวผล และเป็นสิ่งที่ท่านกล่าวว่า “เป็นทุกข์” (ชาติปิ ทุกฺขา…มรณมฺปิ ทุกฺขํ) ตามหลักของทุกขอริยสัจจ์ ฯ

 

VeeZa : 14/3/60

 

Related posts