ผ้าป่า
———————
ได้หน้า อย่าลืมหลัง

ปัจจัยเครื่องอาศัยของบรรพชิต มี ๔ อย่าง คือ จีวร (ผ้านุ่งห่ม) บิณฑบาต (อาหาร) เสนาสนะ (ที่อยู่อาศัย) คิลานเภสัช (ยาบำบัดโรค)

สำหรับพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ปัจจัยเหล่านี้ ส่วนใหญ่ย่อมได้มาจากชาวบ้าน แต่วิธีที่จะได้มานั้นย่อมเป็นไปตามกรอบแห่งพระวินัยพุทธบัญญัติ ที่มุ่งความเรียบง่าย กินง่าย อยู่ง่าย ใช้ง่าย เป็นหลัก

กล่าวเฉพาะผ้านุ่งห่ม พระวินัยกำหนดให้ภิกษุใช้จีวรเพียง ๓ ผืน เป็นผ้านุ่งผืนหนึ่ง ผ้าห่ม ๒ ผืน (ที่ต้องใช้ ๒ ผืนก็เพราะในฤดูกาลที่อากาศหนาวจัด ผ้าห่มผืนเดียวไม่พอที่จะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นในระดับที่จะดำรงชีพอยู่ได้เป็นปกติ) และให้ครอบครองไว้ได้เพียงชุดเดียว เพื่อความขัดเกลาเบาสบาย และมีสิกขาบทบัญญัติให้ดูแลรักษาอย่างเข้มงวดเนื่องจากผ้าเป็นของหายากในยุคสมัยโน้น

เพราะผ้าเป็นของหายาก กว่าจะได้ผ้ามาทำจีวรสักผืนหนึ่งจึงยากมาก การมีจีวร ๓ ผืนครบชุดจึงเป็นเรื่องสำคัญถึงกับต้องยกขึ้นเป็นปัญหาซักถามผู้ที่จะเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนากลางที่ชุมนุมสงฆ์ก่อนเลยทีเดียว ดังปรากฏในคำสวดนาคตอนที่พระคู่สวดซักถามอันตรายิกธรรมกับเจ้านาค คำถามข้อหนึ่งว่า ปริปุณฺณนฺเต ปตฺตจีวรํ แปลว่า บาตรจีวรมีครบแล้วหรือ?

การแสวงหาผ้ามาทำจีวรสำหรับคนทั่วไปในยุคโน้นที่มีฐานะยากจนเป็นเรื่องลำบากตั้งแต่ก่อนบวช หลายรายที่ไม่ทันได้บวชก็มาตายเสียก่อนในขณะที่กำลังเที่ยวหาผ้ามาทำจีวรนั่นเอง

แม้บวชแล้ว ความลำบากในการแสวงหาผ้าก็ยังไม่หมด เพราะธรรมดาของผ้าเมื่อใช้นุ่งห่มไปก็ต้องเก่า ต้องเปื่อยขาดไปตามอายุการใช้งาน

ในเครื่องบวช ๘ อย่าง ที่เรียกว่า อัฐบริขาร กำหนดให้มี เข็ม เป็น ๑ ใน ๘ เข็มก็คืออุปกรณ์ที่ง่ายที่สุดสำหรับใช้เย็บผ้า

ที่ว่ามานี้ จะเห็นได้ถึงการให้ความสำคัญเกี่ยวกับผ้า ไม่ว่าจะเป็นก่อนได้มา หรือเมื่อใช้นุ่งห่มไปแล้ว

เนื่องจากมีพระวินัยพุทธบัญญัติมิให้ภิกษุออกปากขอปัจจัยจากชาวบ้าน (ด้วยเหตุผลที่มุ่งให้เป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย ไม่มักมาก และเพื่อฝึกหัดขัดเกลาตนเอง) และแต่เดิมนั้นยังมิได้มีพระพุทธานุญาตให้ภิกษุรับผ้าจีวรจากชาวบ้านได้โดยตรง ดังนั้น แหล่งที่ภิกษุจะหาผ้าได้ตามสภาพสังคมในชมพูทวีปยุคพุทธกาล ก็คือกองขยะอันมีของที่เขาทิ้งแล้วรวมทั้งผ้าด้วย และตามป่าช้าที่มีผ้าห่อศพหรือแม้กระทั่งผ้าที่อยู่กับตัวศพนั้นเอง

กฎสำคัญข้อเดียวในการแสวงหาผ้าตามแหล่งดังกล่าวนี้ก็คือ ต้องแน่ใจว่าเป็นผ้าที่ไม่มีเจ้าของ คือไม่มีใครที่ยังมีชีวิตอยู่จะมาอ้างสิทธิ์เป็นเจ้าของอีกแล้ว นั่นแหละจึงจะเก็บเอาได้

ผ้าตามสภาพดังกล่าวนี้ เรียกกันว่า ผ้าปังสุกูละ

ปังสุ แปลว่า ฝุ่น ขี้ดิน 
กูล แปลว่า เกลือกกลั้ว เปรอะเปื้อน 
ปังสุกูละ ก็คือ ผ้าที่เปื้อนฝุ่น คือถูกทิ้งคลุกอยู่กับดิน

ในภาษาไทย เอาคำนี้มาเรียกว่า บังสุกุล (บัง-สุ-กุน)

เมื่อได้ผ้ามาชิ้นหนึ่ง โดยมากก็ไม่พอที่จะทำเป็นผ้านุ่งหรือผ้าห่มได้ทั้งผืน ต้องหาชิ้นอื่นๆ มาต่อกันเข้าอีก ด้วยเหตุนี้จีวรพระจึงมีรอยต่อไปทั่วผืน แม้ภายหลังจะมีผ้าผืนใหญ่ที่อาจทำเป็นผ้านุ่งหรือผ้าห่มได้พอในผืนเดียว ก็มีพุทธบัญญัติให้ตัดเป็นชิ้นๆ ก่อนแล้วจึงเย็บต่อกันเข้า กลายเป็นรูปแบบของจีวรที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ (อีกเหตุผลหนึ่ง ท่านว่า ค่านิยมของสังคมในยุคนั้นถือว่าผ้าที่ถูกตัดเป็นชิ้นแล้วเป็นของไม่มีราคา หรือถึงกับถือเป็นเสนียด น่ารังเกียจ จึงให้ตัดเป็นชิ้นให้หมดราคาเสีย จะได้ไม่เป็นที่ต้องการของใครๆ เป็นความปลอดภัยของเจ้าของผ้าด้วย)

ต่อมา ชาวบ้านที่เข้าใจวิถีชีวิตของพระสงฆ์และรู้วิธีที่ท่านแสวงหาผ้า ปรารถนาจะสงเคราะห์มิให้ท่านต้องหาผ้าได้อย่างลำบาก จึงทำอุบายเอาผ้าไปวางไว้กับพื้นดินบ้าง พาดไว้กับกิ่งไม้บ้าง เป็นทีว่าเป็นของทิ้งแล้ว ตามที่หรือตามทางที่รู้ว่าพระท่านมักจะไป หรือจะผ่านเพื่อไปแสวงหาผ้า เมื่อพระไปเห็นเข้าและแน่ใจว่าไม่มีเจ้าของแน่แล้ว ท่านก็จะ “ชัก” คือเก็บเอาไป

คำที่พระรุ่นเก่าๆ ท่านพูดกัน ยังเรียกว่า “ชักผ้า” (ชัก ช ช้าง)

และสมัยก่อน ที่ที่พระอยู่หรือทางที่พระผ่านเสมอก็มักจะเป็นป่า ชาวบ้านก็นิยมเอาผ้าไปทอดดักทางพระไว้ตามป่า จึงเรียกผ้าเช่นนั้นว่า “ผ้าป่า”

แม้ต่อมาจะมีพระพุทธานุญาตให้ภิกษุรับผ้าที่ชาวบ้านถวายเป็นอย่างจีวรสำเร็จรูปได้โดยตรง (เรียกผ้าเช่นนี้ว่า คฤหบดีจีวร) แต่พระภิกษุที่พอใจจะแสวงหาผ้าตามวิธีเดิมก็ยังมี ด้วยเห็นว่าเป็นวิธีขัดเกลามิให้เกิดความมักมากอยากได้ ถือว่าเป็นธุดงค์ข้อหนึ่งในธุดงค์ ๑๓ เรียกว่า ปังสุกูลิกังคธุดงค์ แปลว่า องค์แห่งผู้ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร คือใช้เฉพาะแต่ผ้าบังสุกุล ไม่รับจีวรจากทายก เที่ยวแสวงหาผ้าบังสุกุลมาเย็บย้อมทำจีวรเอง (เรียกผ้าที่ได้มาตามวิธีเดิมนี้ว่า บังสุกุลจีวร) พระอรหันตเถระองค์หนึ่งที่ได้รับยกย่องเป็นเลิศในทางนี้ก็คือ พระมหากัสสปะ

นี่คือที่มาของประเพณีทอดผ้าป่า

ผ้าป่า ที่ทำกันแบบเดิมๆ นั้น ก็เอาผ้าไปวางคือ “ทอด” ตามที่ว่านั้น นอกจากผ้าแล้วมักมีของเป็นบริวารด้วย เช่นผลไม้ในพื้นถิ่นตามฤดูกาล และของอื่นๆ อันสมควรแก่สมณบริโภค บางทีเอาไปทอดไว้ใกล้ๆ วัด แล้วทำสัญญาณให้พระได้ยิน เช่นจุดประทัดเป็นต้น พระได้ยินสัญญาณก็จะรู้ว่ามีผู้เอาผ้าป่ามาทอด

เมื่อทอดเรียบร้อยแล้วเจ้าของจะไม่แสดงตัว แต่ก็มักจะซุ่มซ่อนอยู่ในบริเวณใกล้เคียงนั้นจนกว่าจะมีพระมาชักผ้าป่า ได้เห็นผลทานของตนแล้วจึงกลับไป

วิธีตามที่ว่ามานี้เป็นการตั้งใจถวายผ้าให้พระ เป็นแต่ไม่ถวายตรงๆ ทำอุบายอนุโลมไปตามวิธีแสวงหาผ้าของพระ

ลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งของผ้าป่าก็คือ เป็นของที่ไม่มีเจ้าของ ดังคำพิจารณาผ้าป่าของเดิมว่า อิมํ วตฺถํ อสฺสามิกํ ปํสุกูลจีวรํ มยฺหํ ปาปุณาติ แปลว่า ผ้านี้ไม่มีเจ้าของ เป็นผ้าบังสุกุล ย่อมถึงแก่เรา

แต่ผ้าป่าที่ทำกันทุกวันนี้ กลายไปจากของเดิมหมดแล้ว คือเป็นของที่มีเจ้าของ เจ้าของก็ปรากฏตัวอยู่ตรงนั้นเอง ซ้ำยังมีกล่าวคำถวายอีกด้วย ยังเหลือแต่ชื่อที่เรียก “ผ้าป่า” เท่านั้น นอกนั้นไม่เหลือของเดิม

การสงเคราะห์พระสงฆ์ในเรื่องผ้าอีกวิธีหนึ่งก็คือ เมื่อมีคนตาย เอาศพไปป่าช้าแล้วก็เอาผ้าไปคลุมหรือพาดไว้กับศพ เพื่อให้พระท่านมาชักเอาไป เจตนาเดียวกับผ้าป่านั่นเอง พระนักปฏิบัติที่นิยมไปปลงอสุภกรรมฐานตามป่าช้าก็มีอยู่มาก เมื่อท่านไปเห็นผ้าที่ศพ นอกจากจะชักเอาไปแบบชักผ้าป่าแล้วก็ถือโอกาสนั้นปลงกรรมฐานไปด้วย

ข้อความปลงอสุภกรรมฐานที่นิยมใช้ทั่วไปเป็นคำที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก คือ

อนิจฺจา วต สงฺขารา 
อุปฺปาทวยธมฺมิโน 
อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ 
เตสํ วูปสโม สุโข.

แปลได้ความว่า

สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ 
มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา 
บังเกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไป 
เข้าไปสงบสังขารเหล่านั้นเสียได้ เป็นสุข

ข้อความนี้เราได้ยินกันค่อนข้างจะคุ้นหู ท่านเอามาใช้ปลงอสุภกรรมฐานกันมาตั้งแต่ไหนไม่อาจทราบได้

แต่ที่ทราบได้แน่ก็คือ ประเพณีทอดผ้าบังสุกุลในการศพมีที่มาจากเหตุนี้

คำชักผ้าป่าที่ใช้มาแต่เดิม คือ อิมํ วตฺถํ อสฺสามิกํ ปํสุกูลจีวรํ มยฺหํ ปาปุณาติ แปลว่า ผ้านี้ไม่มีเจ้าของ เป็นผ้าบังสุกุล ย่อมถึงแก่เรา เป็นคำบอกกล่าวแก่ผู้ที่จะได้ยินได้เห็นว่าถือเอาอย่างบริสุทธิ์ ตามหลักก็ต้องว่าถึง ๓ ครั้ง คือมี ทุติยมฺปิ ตติยมฺปิ ด้วย เป็นการย้ำยืนยันให้แน่ใจ

แต่คำชักผ้าป่าที่ได้ยินทุกวันนี้ พระท่านมักจะว่า อนิจฺจา วต สงฺขารา แบบชักผ้าบังสุกุลศพไปแล้ว ไม่ทราบว่ากลายมาตั้งแต่เมื่อไร

ผ้าป่ากับผ้าบังสุกุลจึงมีรากเดียวกัน แต่แตกออกเป็น ๒ ยอด

ผ้าป่าไม่เกี่ยวกับศพ
ผ้าบังสุกุลเกี่ยวกับศพ

แต่ทั้งผ้าป่าและผ้าบังสุกุล ในภาษาบาลีใช้คำเดียวกัน คือ ปํสุกูลจีวร เพราะเกิดจากรากเดียวกันดังกล่าว

มีเรื่องที่ควรสังเกต ๒ เรื่อง

เรื่องที่ ๑ กิริยาที่พระไปเก็บเอาผ้ามานั้น ไม่ว่าจะเป็นผ้าป่าหรือผ้าบังสุกุล แต่ก่อนนี้เรียกกันว่า “ชักผ้า” ทั้งนั้น เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ยินใครพูด กรณีผ้าป่ายังพอได้ยินบ้าง แต่ผ้าบังสุกุลนั้นเดี๋ยวนี้นิยมพูดกันว่า “พิจารณาผ้า”

คำนี้ก็น่าคิดอยู่

คือถ้ายึดหลักที่ว่า ผ้าชนิดที่พระจะไปเก็บเอามาได้นั้นต้องเป็นผ้าที่ไม่มีเจ้าของ พระก็ต้อง “พิจารณา” ก่อนทั้งนั้น คือต้องตรวจดูให้แน่ใจว่าผ้านั้นไม่มีเจ้าของแน่ๆ

แต่เฉพาะผ้าที่มากับศพนั้น ต้องพิจารณาถึง ๒ ชั้น คือพิจารณาผ้าว่าไม่มีเจ้าของจริงๆ หรือเปล่า ชั้นหนึ่ง กับยังจะต้องพิจารณาศพนั้นนั่นเองเป็นการปลงอสุภกรรมฐานอีกชั้นหนึ่ง

แต่เมื่อดูจากข้อเท็จจริงทุกวันนี้ ทั้งผ้าป่าผ้าบังสุกุลล้วนแต่มีเจ้าของแสดงตัวอยู่ทั้งนั้น คำว่า “พิจารณาผ้า” ที่นิยมพูดในการศพนั้น จึงน่าจะไม่ตรงข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงก็คือ ควร “พิจารณาศพ” ไม่ใช่ “พิจารณาผ้า”

เพราะฉะนั้น ใช้คำเก่าว่า “ชักผ้า” น่าจะเหมาะแล้ว

เรื่องที่ ๒ ผ้าป่านั้นนอกจากรูปแบบจะกลายจากของเดิมแล้ว ความมุ่งหมายหรือความประสงค์ก็กลายไปมากด้วย

คือของเดิมมุ่งจะถวายผ้าเพื่อสงเคราะห์พระ เดี๋ยวนี้เอาวิธีทอดผ้าป่ามามุ่งหาเงินหรือหาสิ่งของเครื่องใช้อื่นๆ เช่น ทอดผ้าป่าหนังสือ ทอดผ้าป่าเก้าอี้ ทอดผ้าป่ากระเบื้อง

สุดแต่ว่าต้องการจะระดมทุนเพื่อให้ได้อะไรมา ก็เรียกกันว่า ทอดผ้าป่า ไปทั้งนั้น

กล่าวได้ว่า ทุกวันนี้ผ้าป่าเหลือแต่เปลือก แต่เนื้อในไม่รู้ว่าเป็นอะไรไปหมดแล้ว

สมัยผมเป็นเณรอยู่ที่ถ้ำเขาพลอง ใกล้กับวัดโพธิ์ศรี ตำบลหนองกระทุ่ม อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ราว พ.ศ.๒๕๐๔-๒๕๐๕ ตอนสายๆ วันหนึ่ง ได้ยินเสียงประทัดดังขึ้นในดงไม่ไกลจากกุฏิ หลวงลุงที่อยู่ด้วยบอกว่า เณรไปดูซิ ท่าจะเป็นผ้าป่า ไปดูก็เป็นผ้าป่าจริงๆ มีผลไม้กองหนึ่ง มีผ้าทอดไว้ข้างบน จึงได้ชักมา

เวลาผ่านไปเพียง ๕๐ ปี หาดูผ้าป่าแบบเดิมไม่ได้เสียแล้ว

ท่านผู้ใดมีศรัทธาจิต คิดทำผ้าป่าแบบดั้งเดิมขึ้นมาอีกให้คนรุ่นหลังได้รู้ได้เห็น ก็น่าจะเป็นมหากุศล จะประยุกต์อะไรบ้างตามกาลสมัยก็ไม่ว่า แต่ขอให้ทำเป็นของจริงๆ อย่าให้เป็นการแสดงย้อนยุคอะไรอย่างหนึ่งเหมือนการแสดงทางวัฒนธรรมที่นิยมทำกันอยู่ในระยะนี้ไปเสียก็แล้วกัน

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๔ กันยายน ๒๕๖๐
๑๓:๐๐

———-
เรื่องนี้พิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่ปี ๒๕๕๕
เมื่อวันก่อนมีญาติมิตรท่านหนึ่งถามเรื่องผ้าป่า
ผมเอาไฟล์เรื่องนี้ส่งให้ไปอ่าน
เลยถือโอกาสเอามาฝากให้ญาติมิตรทั้งปวงได้อ่านด้วยครับ