source :-   www.dailynews.co.th

ยุคนี้พระพุทธศาสนากำลังมีวิกฤติภัยเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นคอยบ่งการตลอด ทำให้พุทธศาสนิกชนบางคนรู้สึกว่าพระพุทธศาสนาเหมือนคนดวงตก“พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก” พุธที่ 21 มิถุนายน 2560 เวลา 10.00 น.

ข่าวอื้อฉาวการทุจริตใน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่าด้วยเรื่อง “เงินทอน” นอกจากจะทำให้ชาวพุทธจำนวนไม่น้อยรู้สึกหงุดเหงิด เอือมระอา ผนวกกับความเอียนที่ต้องเสพข่าว “อวมงคล” แบบนี้มาตลอดหลายวันมานี้ ผมสังเกต 2 -3 ปีมานี้ เชื่อว่าชาวพุทธจำนวนมากรู้สึกสัมผัสได้ว่า…วงการพระพุทธศาสนามีข่าวฉาวออกมาเป็นระลอกๆ

ทั้งจากข่าวที่เกิดจากพระสงฆ์เอง ข่าวที่เกิดจากวัดหรือแม้กระทั้งข่าวที่เกิดจากภัยที่มานอกศาสนา เลยมีความรู้สึกว่ายุคนี้พระพุทธศาสนากำลังมีวิกฤติภัยเหมือนมี “มือที่มองไม่เห็น” คอยสั่งการ คอยบ่งการ ตลอดทำให้พุทธศาสนิกชนบางคนรู้สึกว่าพระพุทธศาสนาในปัจจุบันเหมือนคนดวงตกประเภท “พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก”

ไม่ให้ชาวพุทธคิดได้อย่างไร คุณผู้อ่านลองทบทวนดู ตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา อันดับแรก นโยบายทวงคืนผืนป่า สำนักสงฆ์ วัด ถูกรื้อถอนนับพันแห่ง บาวัดตอนนี้คดีก็ยังไม่สิ้นสุด ก่อให้เกิดความปั่นป่วนในวงการสงฆ์ทุกทั่วภูมิภาค อันดับสอง คิดจะปฎิรูปวงการคณะสงฆ์ เช่น ตรวจสอบบัญชีวัด ตรวจสอบบัญชีพระ จะให้พระเสียภาษี จะแก้กฎหมายคณะสงฆ์ให้เจ้าอาวาสดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี

อันดับสาม เล่นงานประมุขสงฆ์สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เรื่องรถเก่า หาว่าหนีภาษี ปัจจุบันอัยการสั่งไม่ฟ้องก็ยังไม่มีหน้าไหนออกมารับผิดชอบ อันดับสี่ เล่นวัดพระธรรมกายระดมเจ้าหน้าที่ ตำรวจทหารมาล้อมวัด พระภิกษุ -สามเณร ชาวบ้านรอบวัดเดือดร้อนนับแรมเดือน สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรไปนอกจากเสียงบประมาณเปล่าๆ

หลังจากข่าวเรื่อง วัดธรรมกาย ทำท่าจะบางเบาลง ตอนนี้เรื่อง “เงินทอน” ในสำนักงานพระพุทธศาสนาเข้ามาอีก ก็ไม่รู้จะอะไรกันหนักหนา อันนี้ไม่นับจับพระปลอมบ้าง พระเสพยาบ้าบ้าง ไม่รู้ว่าพระจริงหรือพระปลอม แต่ข่าวก็ออกไปแล้วว่าเป็นพระภิกษุ

อยากจะถามเหมือนกันว่า…พระพุทธศาสนาหรือสถาบันสงฆ์ ไม่มีคุณูปการต่อผืนแผ่นดินนี้เลยหรือ?? และที่พูดมานี้ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่สนับสนุนให้ปราบปราม “คนหากินกับวัด” หรือพวก “อลัชชี” ที่อาศัยผ้าเหลืองหากิน ผมสนับสนุนผู้อำนวยการสำนักงานพุทธเต็มที่ แต่ต้องบรรทัดฐานเดียวกันทุกหน่วยงานและทุกวัด ไม่เว้นแม้กระทั้งบางหน่วยงานที่สนับสนุนเงินบูรณะวัด ซึ่งมีเพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้นที่ได้รับงบบูรณะ

ผมขอชื่นชม คุณออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาที่ออกมาเตือน “สื่อมวลชน” ว่าการเสนอข่าวคณะสงฆ์ให้เพลาๆ ลงหน่อย เพราะบางเรื่องแค่ได้ยินเขาว่า แค่เป็นผู้ถูกกล่าวหา บางเรื่องไม่เกี่ยวกับพระ แต่สื่อมวลชนบ้านเราเล่นเสียจน “พระกลายเป็นแพะ” ในขณะที่บางศาสนาไปสร้างศาสนสถานในป่าสงวน หรือถูกชาวบ้านประท้วงไม่ให้สร้างในชุมชนของเขา สื่อมวลชนบ้านเรากลับเงียบ

ในฐานะ “สื่อมวลชน” ผมอยากให้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ต้องทำงานเชิงรุกมากกว่านี้ อาจจะต้องมี “ทีมงาน” ทำงานเชิงรุกด้านประชาสัมพันธ์ คือทำอย่างไรให้พุทธศาสนิกชนรู้สึกว่าสถาบันสงฆ์ “มิใช่กาฝาก” ในสังคมไทย แต่ละวันทำอย่างไรจึงจะมีข่าวสมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม ที่ทำคุณูประโยชน์ให้กับสังคมไทยมากกว่ารัฐมนตรีบางรายด้วยซ้ำไป มีข่าวออกมาสู่สังคมบ้าง

ทำอย่างไรพระภิกษุที่ทำคุณต่อพระพุทธศาสนา ปฎิบัติตนอยู่ในพระธรรมวินัย อุทิศตนเผยแผ่ธรรม มีข่าวออกตามสื่อบ้าง ทำอย่างไรให้คนรู้สึกว่า “พระภิกษุในสถาบันสงฆ์มีคุณค่า” ต่อสังคมไทยไม่แพ้บุคลากรในสถาบันหลักอื่น ๆ หน่วยงานที่ดูแลพระสงฆ์อย่างสำนักงานพุทธฯ ต้องนำเสนอออกมาให้ประชาชนเห็นภาพว่า หลักธรรมพระพุทธศาสนา จำเป็นต้องการขับเคลื่อนประเทศไทยในอนาคตอย่างไร ดีกว่าเอางบประชาสัมพันธ์ไปละเลงไปกับงานสัมมนา กิจกรรม หรืองานเผยแผ่ในรูปแบบที่เข้าไม่ถึงประชาชน

และที่สำคัญทีมงานโฆษกมหาเถรสมาคมต้องเอาคนรุ่นใหม่ๆ เข้าไปช่วยด้วย ไม่ใช่มีแต่เฉพาะพระพรหมเมธี รูปเดียว ซึ่งมีอายุ 76 ปีแล้ว ทีมงานโฆษกมหาเถรต้องใช้คนรุ่นใหม่ ทั้งพระสงฆ์และฆราวาสที่เชี่ยวชาญทั้ง “บู๊และบู๋น” เข้ามาช่วย หากกรรมการมหาเถรสมาคมคิดว่า การแถลงข่าว การชี้แจง หรือการตอบโต้ ไม่สำคัญ พระคุณเจ้าลองพิจารณาหน่วยงานภาครัฐดู เขามีทีมงานโฆษกทุกกรม ทุกกระทรวง

หรือแม้กระทั้งรัฐบาลก็มีทีมงานโฆษก (ล่าสุดตั้งรองโฆษกเกือบ 10 คน) แปลว่าการให้ข่าวต้องสำคัญ แม้กระทั้งนายกรัฐมนตรีท่านก็มีศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรีหรือเรียกกันสั้นๆ ว่า “PMOC” โดยมีที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีนั่งหัวโต๊ะคอยสั่งการในการให้ข่าว โต้ข่าว เพื่อให้เกิดเอกภาพในการขับเคลื่อนประเทศ ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปจิตใจคนทุกวันนี้ “ท่านนั่งอยู่เฉยๆ ก็มีสิทธิถูกด่าฟรี” และคนยุคปัจจุบันเขาไม่กลัวบาปด้วย บางคนซ้ำร้ายหาว่า “พระภิกษุที่ตนด่าไม่ใช่พระ” อีกต่างหาก

มหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ รีบทำเถอะครับในการประชาสัมพันธ์สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสถาบันสงฆ์ ในการตั้งทีมงานโฆษก แต่ต้องทำแบบเชิงรุกนะครับ “ไม่ใช่เช้าชาม เย็นชาม” และก็อย่าไปสนใจชาวพุทธประเภท “มือถือสาก ปากถือศีล” ที่คิดว่าชาวพุทธต้องสงบ เสงี่ยม เจียมตัว เพราะคนประเภทนี้ต้องรอให้ถึงวันที่มีคนมาเชือดลูกกระเดือกถึงจะรู้สึก!!!
………………………………..

คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง
โดย เปรียญ10 : riwpaalueng@gmail.com

ขอบคุณภาพจาก แถลงการณ์คดีพิเศษ , ศูนยข่าวศาสนา