พระพ่อค้า ต้นเหตุมาจากพระรับเงิน

“บวช, บรรพชา” หมายถึง การเว้นทั่ว เว้นทั่วจากความชั่วทั้งปวง ผู้ที่บวชเป็นพระภิกษุ คือ เว้นทั่วจากความชั่ว เว้นทั่วจากความประพฤติที่กระตนดั่งคฤหัสถ์ มีการรับเงินทอง ประกอบอาชีพ เเบบคฤหัสถ์ เป็นต้น ภิกษุ คือ ผู้ขอ แต่ ด้วยการประพฤติธรรมตามพระวินัยที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ สมกับที่เขาถวายทานด้วยศรัทธา ไม่หลอกลวงชาวบ้าน ด้วยการประพฤติผิด ตั้งใจล่วงพระวินัย มีรับเงินทอง เป็นต้น

พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริง รู้ อดีต ปัจจุบัน อนาคต จึงทรงบัญญัติสิกขาบท ภิกษุในธรรมวินัย ไม่รับและไม่ยินดีในเงินและทอง รูปใดรับ ต้อง อาบัติ เพราะ ทรงรู้ว่า ภิกษุบวชสละทุกสิ่ง แต่การรับเงินและทอง นำมาซึ่งกิเลส ความโลภ จนสุดท้าย ก็กลายเป็นพระภิกษุ ประกอบอาชีพ เป็นพ่อค้า และเกิดเรื่องราวต่างๆในวงการสงฆ์ในหลายๆเรื่อง เพราะ การรับเงินทองและไม่ศึกษาพระวินัยของภิกษุเป็นสำคัญ และ เพราะไม่เข้าใจพระธรรม จึงกล่าวอ้างว่าต้องปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ก็คือ ปรับเปลี่ยนไปตามกิเลสตนเอง ความพอใจของตนเอง สุดท้ายก็เห็นความจริงของพระภิกษุ ที่ปรับเปลี่ยนแล้ว นำมาซึ่งกิเลส โทษประการต่างๆ อันอาศัยศรัทธาชาวบ้าน หลอกลวง เพราะ ความอยากได้บุญของคฤหัสถ์ แต่ไม่ใช่บุญ

ชาวพุทธ คือ ผู้ที่ควรศึกษาพระธรรม เคารพพระพุทธเจ้า ด้วยการศึกษาคำสอน ไม่ใช่เคารพเชื่อคำเกจิอาจารย์ เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพาน ทรงให้พระธรรมเป็นศาสดาแทนพระองค์ ดังนั้น ชาวพุทธควรเคารพพระธรรม ศึกษาพระธรรม และ เคารพคำพระพุทธเจ้า ภิกษุในธรรมวินัย ไม่รับและไม่ยินดีในเงินและทอง ตื่นเถิดชาวพุทธ ช่วยกันรักษาพระพุทธศาสนา ด้วยการเคารพศึกษาพระธรรม

ขออนุโมทนา

ศึกษาธรรมเพิ่มเติมได้ที่ www.dhammahome.com

โดย มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา

=================

พจนานุกรมพุทธศาสน์ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต)

อเนสนา การหาเลี้ยงชีพในทางที่ไม่สมควรแก่ภิกษุ, เลี้ยงชีวิตผิดสมณะ เช่น หลอกลวงเขาด้วยการอวดอุตริมนุสธรรม ทำวิญญัติคือออกปากขอต่อคนที่ไม่ควรขอ ใช้เงินลงทุนหาผลประโยชน์ ต่อลาภด้วยลาภคือให้แต่น้อยเพื่อหวังตอบแทนมาก เป็นหมอเวทมนต์เสกเป่า เป็นต้น

พระวินัย

พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ของมหามกุฏราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่มที่ 13
ทีฆนิกาย มหาวรรค หน้า 306-307 ข้อ 129 มหาปรินิพพานสูตร

๓. มหาปรินิพพานสูตร

ทรงปรารภสักการบูชา

[ ๑๒๙ ] สมัยนั้น ไม้สาละคู่เผล็ดดอกบานสะพรั่งนอกฤดูกาลดอกไม้เหล่านั้น ร่วงหล่นโปรยปรายลงยังพระสรีระ ของพระตถาคตเพื่อบูชาพระตถาคต แม้ดอกมณฑารพอันเป็นของทิพย์ก็ตกลงมาจากอากาศ ดอกมณฑารพเหล่านั้น ร่วงหล่น โปรยปรายลงยังพระสรีระของพระตถาคตเพื่อบูชาพระตถาคต แม้จุณแห่งจันทน์อันเป็นทิพย์ ก็ตกลงจากอากาศ จุณแห่งจันทน์ เหล่านั้นร่วงหล่นโปรยปรายลงยังพระสรีระของพระตถาคต เพื่อบูชาพระตถาคต ดนตรีอันเป็นทิพย์เล่า ก็ประโคมอยู่ในอากาศ เพื่อบูชาพระตถาคต แม้สังคีตอันเป็นทิพย์ ก็เป็นไปในอากาศ เพื่อบูชาพระตถาคต

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์ ไม้สาละทั้งคู่ เผล็ดดอกบานสะพรั่งนอกฤดูกาลร่วงหล่นโปรยปรายลงยังพระสรีระของพระตถาคตเพื่อบูชาพระตถาคต แม้ดอกมณฑารพอันเป็นของทิพย์ก็ตกลงมาจากอากาศ ดอกมณฑารพเหล่านั้น ร่วงหล่น โปรยปรายลงยังพระสรีระของพระตถาคตเพื่อบูชาพระตถาคต

แม้จุณแห่งจันทน์อันเป็นทิพย์ ก็ตกลงจากอากาศ จุณแห่งจันทน์ เหล่านั้นร่วงหล่นโปรยปรายลงยังพระสรีระของพระตถาคต เพื่อบูชาพระตถาคต ดนตรีอันเป็นทิพย์เล่า ก็ประโคมอยู่ในอากาศ เพื่อบูชาพระตถาคต แม้สังคีตอันเป็นทิพย์ ก็เป็นไปในอากาศเพื่อบูชาพระตถาคต

ดูก่อนอานนท์ สักการะประมาณเท่านี้หามิได้ ผู้ใดแลจะเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก หรืออุบาสิกา ก็ตาม เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรมอยู่ ผู้นั้นชื่อว่าสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ด้วยการบูชาอย่างยิ่ง เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ พวกเธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า เราจักเป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรมอยู่

หน้า 320 ข้อที่ 141

ประทานโอวาทแก่ภิกษุสงฆ์

[ ๑๔๑ ]ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์ บางทีพวกเธอจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า ปาพจน์ที่พระศาสดาล่วงแล้ว พระศาสดาของพวกเราหามีไม่ ข้อนั้นพวกเธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น ธรรมก็ดี วินัยก็ดี อันใดอันเราแสดงแล้ว ได้บัญญัติไว้แล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้นจักเป็นศาสดาแห่งพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา

หน้า 421

อรรถกถามหาปรินิพพานสูตร

ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญวิบาก ที่แม้พระพุทธญาณก็กำหนดไม่ได้ของการบูชา ที่บุคคลถือเพียงดอกฝ้ายดอกเดียว ระลึกถึงพระพุทธคุณบูชาแล้วไว้ในที่อื่น ในที่นี้กลับทรงคัดค้านการบูชาใหญ่อย่างนี้
ตอบว่า เพราะเพื่อจะทรงอนุเคราะห์บริษัทอย่างหนึ่ง เพื่อประสงค์จะให้พระศาสดาดำรงยั่งยืนอย่างหนึ่ง

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่พึงคัดค้านอย่างนั้นไซร้ ต่อไปในอนาคต พุทธบริษัทก็ไม่ต้องบำเพ็ญศีลในฐานะที่ศีล มาถึง จักไม่ให้สมาธิบริบูรณ์ในฐานะที่สมาธิมาถึง ไม่ให้ถือห้องคือวิปัสสนาในฐานะที่วิปัสสนามาถึง ชักชวนแล้วชักชวนอีก ซึ่งอุปัฏฐากกระทำการบูชาอย่างเดียวอยู่ จริงอยู่ ชื่อว่าอามิสบูชานั้นไม่สามารถจะดำรงพระศาสนาแม้ในวันหนึ่งบ้าง แม้ชั่วดื่มข้าวยาคูครั้งหนึ่งบ้าง

จริงอยู่ วิหารพันแห่งเช่นมหาวิหาร เจดีย์พันเจดีย์ เช่นมหาเจดีย์ ก็ดำรงพระศาสนาไว้ไม่ได้ บุญผู้ใด ทำไว้ก็เป็นของผู้นั้นผู้เดียว ส่วนสัมมาปฏิบัติ ชื่อว่าเป็นบูชาที่สมควร
แก่พระตถาคต เป็นความจริงปฏิบัติบูชานั้น ชื่อว่าดำรงอยู่แล้ว สามารถดำรงพระศาสนาไว้ได้ด้วย

เพราะฉะนั้น ภิกษุตั้งอยู่ในอคารวะ ๖ ละเมิดพระบัญญัติ เลี้ยงชีวิตด้วยอเนสนา ภิกษุนี้ชื่อว่า ไม่ปฏิบัติสมควรแก่ธรรม ส่วนภิกษุใดไม่ละเมิดสิกขาบทที่ทรงบัญญัติแล้วแก่ตนทั้งหมดที่ขีดขั่น เขตแดนและเส้นบรรทัดของพระชินเจ้าแม้มีประมาณน้อย ภิกษุนี้ ชื่อว่าปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม