พรุ่งนี้อนาคตก็มาถึงแล้ว

—————————-

มีญาติมิตรถามปัญหาไปที่กล่องข้อความของผม ผมตอบไปในกล่องข้อความแล้ว แต่เห็นว่าน่าจะนำมาเขียนสู่กันอ่านในหมู่ญาติมิตร ก็เลยขออนุญาตขยายความนำมาโพสต์ไว้ในที่นี้

ท่านถามมาว่า ….

……………………………………………………………

แม่ชีทำการรักษากับหมอที่เป็นผู้ชาย มีการสัมผัสตัว ถือว่าผิดหรือไม่

……………………………………………………………

ต่อไปนี้เป็นความเห็นของผม –

แม่ชีถือศีล ๘ ในศีลทั้ง ๘ ข้อ ไม่มีข้อใดห้ามสัมผัสตัวบุรุษ
เพราะฉะนั้นจึงไม่ผิดศีล

แต่โดยจรรยาบรรณ (หรือจะเรียกเป็นอย่างอื่นก็ตาม) แม่ชีแสดงตัวต่อสังคมว่าเป็นนักบวช

นักบวชมีวิถีชีวิตต่างจากชาวบ้าน

สิ่งหนึ่งที่ต่างจากชาวบ้านอย่างยิ่งคือการเว้นจากความสัมพันธ์ทางเพศ

การสัมผัสตัวเพศตรงข้ามถือว่าเป็น “บุรพภาค” แห่งการมีสัมพันธ์ทางเพศ ซึ่งนักบวชจะต้องสำรวมระวัง

กรณีทำนองนี้เทียบได้กับภิกษุที่ตั้งใจรักษาศีล ไปนอนอาพาธอยู่ในโรงพยาบาล นางพยาบาลมาเช็ดตัวทำความสะอาดหรือจับต้องโดยกิจอื่นๆ ท่านปฏิเสธไม่ยอมให้ทำ

เรื่องนี้มีผู้มองกันเป็น ๒ แง่ แง่หนึ่งมองว่าท่านเคร่งครัดดี อีกแง่หนึ่งมองว่าท่านเรื่องมาก ทำไมจะต้องมาเคร่งครัดเรื่องนี้ในเมื่อเป็นการปฏิบัติตามกระบวนการรักษาผู้ป่วย

แต่ในมุมมองของผม ในเมื่อสังคมก็รู้กันอยู่ว่าพระสงฆ์ไม่ถูกเนื้อต้องตัวสตรี ทำไมสถานพยาบาลจึงไม่เตรียมผู้ชายไว้สำหรับปฏิบัติกิจที่จำเป็นเกี่ยวกับพระสงฆ์

เรื่องนี้คงมีเหตุผลถกเถียงกันได้มาก

แต่ผมนึกถึงศาสนาอิสลาม เขาเรียกร้องให้ทำที่ละหมาดไว้ตามสถานบริการต่างๆ เช่น สนามบิน สถานีขนส่งทั้งรถไฟและรถยนต์ แม้แต่ปั๊มน้ำมัน ทำไมสังคมไทยยอมทำให้ด้วยความยินดี

แต่กับพระสงฆ์ กลับไม่ยอมรับรู้ว่าท่านมีข้อห้ามอะไรบ้าง อ้างอยู่อย่างเดียวว่า-เป็นการปฏิบัติตามกระบวนการรักษาผู้ป่วย อย่าเรื่องมาก

——————

กรณีแม่ชีตามที่ถามนั้น คงต้องดูรายละเอียดอีกด้วยว่าจำเป็นอย่างไรจึงต้องรักษากับหมอผู้ชาย หาหมอที่เป็นผู้หญิงไม่ได้แล้วหรือ

ก็คงจะต้องมีเหตุผลถกเถียงกันอีก

แต่ในที่สุดแล้วก็ควรจะต้องถกเถียงกันว่า ระหว่างศีลกับสุขภาพ นักบวชควรเลือกอะไร

ถ้าเลือกสุขภาพ ก็ต้องสละศีล คือสละความเป็นนักบวช กลับไปเป็นชาวบ้านเหมือนเดิม (นักบวชทุกคนเป็นชาวบ้านมาก่อน)

ถ้าเลือกศีล ก็ต้องไม่อ้าง-เพื่อสุขภาพ หรือ-เป็นการปฏิบัติตามกระบวนการรักษาผู้ป่วย เรื่องแค่นี้ศีลไม่ขาด หรือขาดก็แค่ข้อเดียว ไม่ถึงกับขาดจากความเป็นพระสักหน่อย จะมาคิดเล็กคิดน้อยอะไรกันนักหนา

…………………..

พอคิดอย่างนี้ ก็เลยนึกถึงเรื่องพระจักขุบาลในคัมภีร์อรรถกถาธรรมบท

แย้มแค่นี้ พวกมหาเปรียญนึกทะลุไปได้หมดทุกคน

แต่ญาติมิตรไกลวัดอาจตามไม่ทัน

ขออนุญาตเล่ารวบรัดไว้ตรงนี้

สมัยพุทธกาล มีพระรูปหนึ่งไปปฏิบัติธรรมอยู่ในป่า ตั้งจิตอธิษฐานว่าจะไม่นอนตลอด ๓ เดือนในพรรษา

เข้าพรรษาได้เดือนเดียว เกิดเจ็บตาอย่างแรง หมอให้ยามาหยอดตา ท่านไม่ยอมนอนหยอดเพราะจะเสียสัจจะ

เมื่อนั่งหยอด ยาก็เข้าไปรักษาดวงตาได้ไม่เต็มปริมาณตามสูตรของหมอ

หมอยื่นคำขาดว่า ถ้าไม่นอนหยอดก็ไม่ต้องรักษา

ท่านก็ยื่นคำขาดให้ตัวเองว่า จะเห็นแก่ดวงตาหรือจะเห็นแก่พระศาสนา

ในที่สุดท่านตัดสินใจเลือก-พระศาสนา

ท่านตั้งใจปฏิบัติพระกรรมฐานโดยไม่เห็นแก่ความเจ็บป่วย ในที่สุดก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์

คัมภีร์บรรยายไว้ว่า วันที่ท่านสำเร็จนั้น กิเลสในใจกับดวงตาทั้งสองของท่านดับสนิทไปพร้อมๆ กัน

คนที่ได้ฟังเรื่องนี้มักเรียกว่า-เรื่อง “พระอรหันต์ตาบอด” เป็นอุดมคติหรือ idol ตลอดกาลของนักปฏิบัติธรรม

…………………..

จะเห็นแก่สุขภาพ (หรือความสะดวก หรือจะอ้างอะไรอีกก็ตาม) หรือจะพยายามรักษาพระธรรมวินัยไว้ให้ดีที่สุด-เรื่องนี้ถ้าไม่มีความชัดเจน ต่อไปสังคมอาจจะได้เห็นผู้ที่ครองเพศนักบวช แต่มีความประพฤติเหมือนชาวบ้านดาษดื่นขึ้น ด้วยเหตุผล-เพื่อความคล่องตัว และเพื่อความอยู่รอด (-ของอะไรไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ-น่าจะไม่ใช่ของพระศาสนา)

ผู้ครองเพศนักบวช แต่ความประพฤติเหมือนชาวบ้านนั้น ในคัมภีร์ท่านใช้คำเรียกว่า “กาสาวกัณฐะ”

คนไทยรู้จักกันในนาม “ผ้าเหลืองน้อยห้อยหู”

อันที่จริงท่านพยากรณ์ไว้นานแล้วว่า-จะเกิดมีขึ้นในอนาคต

ผมเชื่อว่า ถ้าเราช่วยกันศึกษา
ช่วยกันให้ความรู้ที่ถูกต้อง
ช่วยกันให้กำลังใจแก่กันและกัน
และช่วยกันเห็นแก่พระศาสนาให้มากกว่าสิ่งอื่น

“อนาคต” ที่ว่านั้นก็ยังอยู่อีกไกล

แต่ถ้าวันนี้เราพากันปล่อยมือ

พรุ่งนี้อนาคตที่ว่านั้นก็มาถึงแล้ว

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๐
๑๖:๔๒