พุทธศาสนา มีความสุขุมลุ่มลึกใน ๔ ลักษณะ คือ
๑. สุขุมลุ่มลึกโดย ผล (อัตถะ)
๒. สุขุมลุ่มลึกโดย เหตุ (ธัมมะ)
๓. สุขุมลุ่มลึกโดย เทศนา (เทสนา)
๔. สุขุมลุ่มลึกโดย คือการบรรลุ, การเข้าถึง (ปฏิเวธ) (บางครั้งผู้บรรลุ ก็บอกสิ่งที่ตนเองบรรลุออกมาเป็นบัญญัติทางภาษา หรือตามโวหารของชาวโลกไม่ได้ ต้องอาศัยหลักปริยัติในเทศนาโวหารที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้แล้วเท่านั้นจึงแสดงออกมาได้)
(สมดังที่ท่านพระอานนท์เถระกล่าวไว้ในคราวกระทำปฐมสังคาวนา ว่า “นานานยปริปุณฺณํ อตฺถธมฺมเทสนาปฏิเวธคมฺภีรํ สตฺถุ สาสนํ” พระดำรัสของพระศาสดา เต็มไปด้วยนัยหลายหลาก ลึกโดยอรรถ-ธรรม-เทศนา-และปฏิเวธ ฯ

– ผล หรือวิบากต่าง ๆ นั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างไร และเป็นผลแห่งการกระทำ(กรรม)อะไร ? สัตว์ทั้งหลายที่เกิดในภพภูมิต่าง ๆ มีรูปร่างเหมือนกัน ปฏิสนธิวิญญาณก็เหมือนกันบ้าง, มีรูปร่างเหมือนกัน ปฏิสนธิวิญญาณต่างกันบ้าง, มีรูปร่างต่างกัน ปฏิสนธิวิญญาณก็ต่างกันบ้าง, มีรูปร่างต่างกัน แต่มีปฏิสนธิวิญญาณเหมือนกันบ้าง….เป็นผลมาแต่กรรมอะไร… ชื่อว่า “สุขุมลุ่มลึกโดยผล”
นอกจากนี้ ธรรมที่เป็นผล (ปัจจยุปบันนธรรม) ที่ทรงแสดงไว้ในปฏิจจสมุปบาท, ผลธรรมต่าง ๆ ที่ทรงแสดงไว้ในคัมภีร์มหาปัฏฐาน มีสาเหตุมาแต่ธรรมอะไร ? ธรรมที่เป็นผล ที่ทรงแสดงไว้ในอริยสัจ ๔ เป็นผลธรรมแห่งธรรมอะไร ?…. ทั้งหมด เป็นผลธรรมที่มีความสุขุมลุ่มลึก ยากแก่สัตว์ทั้งหลายที่จะรู้-เข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง…. ทั้งนี้ ต้องอาศัยพระปัญญาญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น จึงจะทราบได้…

อีกประการหนึ่ง ผล หรือวิบากของกรรม หรือของธรรมต่าง ๆ นั้น ย่อมวิจิตรพิสดาร มีทั้งผลโดยตรง และผลโดยอ้อม, มีทั้งผลในปัจจุบันชาติ, ผลที่จะได้รับขณะปฏิสนธิกาล, ผลที่จะได้รับภายหลังแต่ปฏิสนธิกาลไปแล้ว… หรือธรรมบางอย่างก็ไม่ส่งผล ไม่มีผล…

– เหตุ หรือธรรมที่เป็นเหตุ…ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกันกับธรรมที่เป็นผล… ก็ย่อมมีความสุขุมลุ่มลึกไม่แพ้กัน

เหตุ มี ๔ อย่าง คือ
๑. เหตุเหตุ คือ เหตุที่เป็นมูล ได้แก่ กุศลเหตุ ๓ (อโลภะ อโทสะ อโมหะ) อกุศลเหตุ ๓ และอัพยากฤตเหตุ ๓
๒. ปัจจยเหตุ คือ เหตุที่เป็นปัจจัย ได้แก่ มหาภูตรูป ที่เป็นปัจจัยเพื่อการบัญญัติรูปขันธ์
๓. อุตตมเหตุ คือ เหตุที่เป็นประธาน ได้แก่ กุศลธรรมและอกุศลธรรม ในฐานะแห่งการให้ผลของตน, อิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ เป็นเหตุสูงสุดในฐานะแห่งกุศลวิบากและอกุศลวิบาก
๔. สาธารณเหตุ คือ เหตุทั่วไปแก่สรรพสัตว์. ได้แก่ อวิชชา เป็นปัจจัยแก่สังขารทั่วไป ทั้งที่เป็นกุศล-อกุศล

ทั้งธรรมที่เป็นเหตุ และธรรมที่เป็นผล (ปัจจัยธรรม และปัจจยุปบันนธรรม ตามนัยแห่งปัจจัย 24/47 ในคัมภีร์มหาปัฏฐาน)…จัดว่าเป็นอจิณไตยธรรมอย่างหนึ่ง คือเป็นธรรมที่จะรู้ได้อย่างแท้จริงด้วยการคิดนึก ตรึกตรองเอานั้น ไม่ได้เลย….ฉะนั้น จึงจัดว่ามีความสุขุมลุ่มลึก ฯ

– เทศนา นัยที่พระพุทธองค์ทรงแสดงนั้น ก็มีมากมายหลายอย่าง เป็นไปตามสภาธรรมล้วน ๆ บ้าง, เป็นไปตามอัธยาศัยของเวไนยสัตว์บ้าง…เต็มไปด้วยโวหารต่าง ๆ ของชาวโลกบ้าง, แสดงธรรมไปตามลำดับบ้าง, ย้อนลำด้บบ้าง, แสดงตอนต้นไปจบที่ตอนกลางบ้าง, แสดงตอนกลางไปจนสุดเบื้องปลายบ้าง, แสดงตอนกลางไปย้อนไปสุดตอนต้นบ้าง, แสดงตอนปลายย้อนไปสุดตรงกลางบ้าง….. (แนวที่ทรงแสดงในปฏิจจสมุปบาท) / แสดงผลก่อน แล้วแสดงเหตุทีหลังบ้าง, จับเป็นคู่ ๆ (แสดงอริยสัจจ์ ๔) แสดงโดยความเป็นมูล มูลีบ้าง…….และอีกมากมายหลายประการ….นี่เป็นความลุ่มลึกโดยเทศนา (การแสดง) //

อีกประการหนึ่ง การแสดงธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น มีลักษณะเป็นไปต่าง ๆ คือ 

๑. แสดงโดยตรง (มุขยนัย)
๒. แสดงโดยอ้อม (อุปจารนัย)

หรือพิสดารโดย นยะ, และ หาร ตามที่ท่านแสดงไว้ในคัมภีร์เนตติปกรณ์, เนตติหารัตถทีปนี …

– การบรรลุธรรม ในขั้นต่าง ๆ มี ฌาน อภิญญา วิปัสสนาญาณ มรรค ผล … ล้วนเป็นธรรมที่สุขุมลุ่มลึก บางครั้งผู้บรรลุ ก็บอกสิ่งที่ตนเองบรรลุออกมาเป็นบัญญัติทางภาษา หรือตามโวหารของชาวโลกไม่ได้ อย่างเช่นพระปัจเจกพุทธเจ้า… ส่วนพระอริยสาวกผู้บรรลุตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องอาศัยหลักปริยัติในเทศนาโวหารที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้แล้วเท่านั้นจึงแสดงออกมาได้ คือแสดงออกมาได้ ตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้แล้วนั่นเอง….

อนึ่ง ปฏิปทาอันเป็นเหตุให้บรรลุคุณวิเศษต่าง ๆ คือ ฌาน อภิญญา มรรค ผล ในพุทธศาสนานั้น แม้กล่าวโดยย่อ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา, หรือกล่าวโดยองค์มรรคในอริยสัจ ๔, กล่าวโดยวิธีแห่งการเจริญวิปัสสนากรรมฐานจนบังเกิดลำดับญาณต่าง ๆ นั้น ก็เป็นปฏิปาทาที่สุขุมลุ่มลึกเช่นเดียวกัน… ไม่ปรากฎในคัมภีร์ ตำรา อักษร ภาษาใด ๆ ในโลก … ไม่มีในลัทธิหรือในศาสนาใด ๆ ในโลก

เพราะความที่พระดำรัสของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่อยู่ในรูปของ ธรรม-วินัย, ที่อยู่ในรูปของปิฎกทั้ง ๓, ในลำดับแห่งเทศนา ๓ (ปฐมเทศนา,มัชฌิมเทศนา,ปัจฉิมเทศนา), ใน นิกาย ๕, ในนวังคสัตถุศาสน์ ๙, ในรูปแบบของธรรมขันธ์ ๘๔,๐๐๐ มีความสุขุมลุ่มลึกในลักษณะทั้ง ๔ อย่างดังกลาวมาแล้วนั้น…ยากแก่การเข้าใจและเข้าถึง…ผู้มีศรัทธาในพุทธศาสนา พึงขวนขวายเรียนรู้…สดับรับฟังจากบัณฑิต…จากสำนักอาจารย์ทั้งหลายผู้ถึงพร้อมด้วยปริยัติเถิด…..

=================
VeeZa
๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๑