มองหน้าประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในราชอาณาจักรกัมพูชาสะท้อนกลับมายังการพระพุทธศาสนาในราชอาณาจักรไทยในปัจจุบัน

ปัจจุบัน ราชอาณาจักรกัมพูชามีสมเด็จพระสังฆราช 2 องค์แยกกัน

-เป็นของฝ่ายมหานิกาย 1 องค์ และ
-เป็นฝ่ายธรรมยุตอีก 1

เหตุผลก่อนที่จะเกิดมีสมเด็จพระสังฆราช 2 องค์ในราชอาณาจักรกัมพูชาบังเอิญคล้ายคลึงสถานการณ์พระพุทธศาสนาในราชอาณาจักรไทยในขณะนี้

เกิดมีขบวนการเข้ามาแทรกแซงอำนาจของคณะสงฆ์กัมพูชาอย่างหนักก่อนเกิดการดังกล่าว

จนเป็นเหตุให้สมเด็จพระราชาคณะฝ่ายมหานิกายหลุดวงโคจรการสถาปนาเป็นประมุขสงฆ์ในสมัยมีการปกครองร่วมกัน

ฝ่ายที่มีอำนาจที่หนุนพระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตอ้างว่า พระของตนสะอาดบริสุทธิ์เหนือกว่าฝ่ายมหานิกาย

ทั้งที่ความจริงฝ่ายธรรมยุตเองมีข้อวัตรปฏิบัติที่เขียนขึ้นมาภายหลังไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับกิจการการเผยแผ่ การสาธารณะสงเคราะห์ การปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาฯลฯ ตามที่พระพุทธองค์บัญญัติไว้

เมื่อเหตุการณ์เลวร้าย จึงเป็นเหตุให้ต้องแยกประมุขสงฆ์เป็นของใครของมัน

การทำงานรวมกันของ 2 นิกายจึงยุติลงโดยสิ้นเชิง

การออกงาน การสังฆกรรม การทำหน้าที่ของสงฆ์ การปกครองก็แยกกันหมด

สามัคคีธรรมที่เป็นหัวใจของสงฆ์ถูกทำลายลงสิ้นเชิงระหว่าง 2 นิกาย

จนไม่มีกิจกรรมและสังฆกรรมใดที่สามารถทำร่วมกันได้

ในที่สุด ฝ่ายธรรมยุตกัมพูชากลับได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการแยกประมุขสงฆ์

เพราะธรรมยุตมีพระสงฆ์จำนวนน้อย แถมยังมีขบวนการเข้ามาหากินกับตำแหน่งหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชอย่างหนัก

เพราะสมเด็จพระสังฆราชฝ่ายธรรมยุตถูกเชื่อว่าบริสุทธิ์เกินกว่าที่จะใช้อำนาจปกครองในตำแหน่งบริหารกิจการสงฆ์ตามกฎหมายและธรรมเนียมปฏิบัติ

ปัจจุบัน ฝ่ายธรรมยุตกัมพูชาแทบจะไม่มีพระสงฆ์องค์เณรเหลืออยู่เลย

ราชอาณาจักรไทยขณะนี้ก็กำลังหมุนเข้าสู่กงล้อประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรกัมพูชา

เมื่อมหาเถรสมาคมไม่สามารถเลือกประมุขสงฆ์ของตนเอง จากการแก้ พ.ร.บ.สงฆ์ ม. 7 ของสนช.

ความจริง การตรา ม.7 ในพ.ร.บ.สงฆ์ขึ้นมา เพราะองค์พระมหากษัตริย์ทรงยึดมั่นในองค์ประกอบ 3 ประการตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสั่งไว้ คือ
1. เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพาน ให้ยึดพระธรรมวินัยเป็นศาสดาแทน
2. ปัญหาใดเกี่ยวกับกิจการสงฆ์ ถ้ามีความขัดแย้ง ให้ยึดเอามติคณะสงฆ์เป็นใหญ่ โดยพระพุทธองค์ทรงใช้คำว่า “สงฆ์” เป็นใหญ่ (เมื่อไม่มีพระศาสดา)
3. เมื่อมีการตราพ.ร.บ.คณะสงฆ์ขึ้นมา การใด ๆ ให้ยึดกฎหมายสงฆ์เป็นข้อตัดสินด้วย

และองค์พระมหากษัตริย์ทรงมอบให้เป็นภาระธุระของมหาเถรสมาคมในฐานะองค์กรปกครองสูงสุดที่ทำหน้าที่เหมือนคณะรัฐมนตรีตามกฎหมาย มีหน้าที่ปกครองบริหารจัดการกิจการสงฆ์โดยไม่มีนิกายเกี่ยวข้องใด ๆ แต่ยึดหลักสามัคคีธรรมเป็นใหญ่

สถานการณ์พระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ไทยขณะนี้ กำลังตกอยู่ในภาวะน้ำท่วมปาก

มหาเถรสมาคมถูกทำลายความน่าเชื่อถือสิ้นเชิง

และกำลังถูกแทรกแซงแบ่งแยกปกครอง โดยหาเรื่องใส่ร้ายป้ายสีว่าฝ่ายหนึ่งดีกว่าและด่างพร้อยน้อยกว่าอีกฝ่าย

จนกลายเป็นการแตกแยกสามัคคีอย่างรุนแรง เหมือนคลื่นวาตภัยใต้มหาสมุทร หรือเชื้อไฟบรรลัยกัลที่รอวันปะทุจากภูเขาไฟ

จนน่ากลัวว่า เกมการเมืองกำลังจะทำลายล้างคณะสงฆ์ให้มีสภาพเหมือนคณะสงฆ์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา

ขณะนี้ มหาเถรสมาคมไม่เหลือศักดิ์ศรีในฐานะองค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์ตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ตามพระราชประสงค์ขององค์อัครศาสนูปถัมภกอีกเลย

ถ้ารัฐบาลยังเดินหน้าโดยไม่ฟังเสียงสงฆ์เลย ความเลวร้ายจะเกิดขึ้นกับคณะสงฆ์ไทยและสังคมไทยยิ่งกว่ากัมพูชา

เพราะพระพุทธศาสนาคือฐานรากของสังคมไทย

สังฆราช 2 องค์อาจจะไม่ใช่ทางออกเหมือนคณะสงฆ์กัมพูชา

เพราะอิทธิพลของคณะสงฆ์ไทยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลกในปัจจุบัน

นั่นก็เท่ากับว่า รัฐบาล คสช. กำลังสร้างตราบาปให้ตนเองและวงศ์ตระกูล ซึ่งจะเป็นการประสงค์ร้ายมากกว่าหวังดี ทิ้งมรดกบาปไว้ต่อพระพุทธศาสนาไทยและโลก

ผู้เขียนมีความห่วงใยด้วยใจจริงและกังวลใจอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของสถาบันศาสนาไทยในปัจจุบัน จากเกมการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20

เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์
6 กุมภาพันธ์ 2560