“มันเป็นระเบียบของเขา”

————————-

เมื่อเช้าวานนี้ (๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๐) ผมเดินออกกำลัง ถือโอกาสเข้าไปไหว้พระในวัดมหาธาตุด้วย แล้วก็เลยไปสนทนาธรรมกับหลวงพ่อเจ้าอาวาสด้วย

หัวข้อสนทนาที่ผมตั้งใจนมัสการถามหลวงพ่อเรื่องหนึ่งคือ กรณีที่มีการถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์แก่พระสงฆ์ พระจะรับได้หรือไม่ (เรื่องนี้ผมถูกถามมาอีกทีหนึ่ง)

หลวงพ่อท่านตอบว่า รับได้ แต่ใช้ไม่ได้

ท่านบอกว่า ก็แบบเดียวกับกรณีมหาวิทยาลัยถวายปริญญากิตติมศักดิ์ ก็ถวายเครื่องประกอบอื่นๆ เช่นเสื้อครุยมาด้วย พระรับได้ แต่จะเอาเสื้อครุยไปสวมใส่ไม่ได้

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ก็มีคติอย่างเดียวกัน

ผมฟังแล้วก็นึกไปถึงตอนเข้ารับพระราชทานประกาศนียบัตรเปรียญธรรม ๖ ประโยค และ ๙ ประโยค สิ่งของที่พระราชทานให้แก่พระภิกษุสามเณรที่สอบได้มี ๓ อย่าง คือ พัดยศ (พัดเปรียญ) ประกาศนียบัตร และผ้าไตร

จะเห็นได้ว่าสิ่งของเหล่านี้ พระสงฆ์รับได้และใช้ได้ตามฐานะของสิ่งนั้นๆ ไม่มีสิ่งที่-รับได้ แต่ใช้ไม่ได้เหมือนบางสิ่งบางอย่างที่ชาวโลกถวายพระในเวลานี้-อย่างเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเสื้อครุยเป็นต้น

กรณีเสื้อครุยอันเป็นเครื่องประกอบปริญญากิตติมศักดิ์นั้น เคยได้ยินพูดกันว่าถ้าจะถวายปริญญาแก่พระสงฆ์ก็ไม่ต้องถวายเสื้อครุย เพราะพระไม่ได้ใช้อยู่แล้ว แต่ก็มีเสียงตอบว่า มันเป็นระเบียบ คือเสื้อครุยเป็นส่วนควบของปริญญาบัตร เมื่อถวายปริญญาบัตรก็ต้องมีเสื้อครุยพ่วงติดมาด้วยตามระเบียบ

ผมไม่ทราบว่าหลักที่ยุติแล้วเป็นอย่างไร

บ้านเรามีมหาวิทยาลัยสงฆ์ ๒ แห่ง และมีพระภิกษุได้รับปริญญากิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ อยู่เสมอ น่าจะมีใครเอาหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเรื่องนี้มาเผยแพร่เป็นความรู้แก่ประชาชนบ้างนะครับ

แต่เมื่อเทียบกับกรณีพระเจ้าแผ่นดินทรงยกย่องพระสงฆ์ด้วยการพระราชทานสมณศักดิ์ (พระเปรียญจัดเข้าในสมณศักดิ์ชนิดหนึ่ง) จะเห็นได้ว่าสิ่งของประกอบเกียรติยศทั้งปวงล้วนเป็นของที่พระสามารถใช้ได้จริงๆ คือควรแก่สมณบริโภค ไม่ขัดต่อพระธรรมวินัย

นี่แสดงว่า แนวปฏิบัติของคนแต่ก่อนนั้น เมื่อมีเจตนาจะถวายสิ่งใดแก่พระสงฆ์ ผู้ถวายต้องเตรียมสิ่งนั้นให้เป็นของที่สมควรแก่สมณบริโภค

ไม่ใช่เอาของที่ทำขึ้นเพื่อคฤหัสถ์มาถวายพระแล้วอ้างว่า “มันเป็นระเบียบของเขา”

——————

แต่บางกรณี คำอ้างที่ว่า “มันเป็นระเบียบของเขา” ก็ชวนให้คิดว่าพระจำเป็นจะต้องยอมทำตามด้วยหรือไม่

หลวงพ่อท่านยกตัวอย่าง ๒ เรื่อง

เรื่องที่หนึ่ง กรณีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถระ) หรือที่คนทั่วไปมักเรียกติดปากว่า “หลวงพ่อพระพิมลธรรม” เนื่องจากท่านต้องคดีความโด่งดังในสมัยที่ดำรงสมณศักดิ์เป็น “พระพิมลธรรม”

หนึ่งในเรื่องที่โด่งดังคือกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าแต่งตัวเป็นฆราวาสคราวที่เดินทางไปเยือนประเทศสหภาพโซเวียต

ข้อเท็จจริงคือ ท่านไปเยือนโรงงานถลุงเหล็กหรือเหมืองถ่านหินอะไรสักอย่างในประเทศนั้น (จะเป็นรายการที่เจ้าภาพกำหนดให้ หรือท่านขอไปดูเอง ไม่แน่ใจ) มีอยู่ตอนหนึ่งที่จะต้องลงไปดูชั้นใต้ดินซึ่งตามระเบียบของเขา ถ้าจะลงไปชั้นนั้นจะต้องสวมชุดเฉพาะสำหรับลงไป

หลวงพ่อพระพิมลธรรมท่านก็ต้องสวมชุดแบบนั้น เพราะ “มันเป็นระเบียบของเขา” อันเป็นเหตุให้มีผู้ยกขึ้นมากล่าวหาว่าท่านแต่งตัวเป็นฆราวาส

เรื่องที่สอง กรณีพระธรรมวรนายก วัดเบญจมบพิตร ขณะดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค ๑๕ ท่านอาพาธหนักต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

โรงพยาบาลแห่งนั้นมีระเบียบว่า คนไข้หนักทุกคนเมื่อเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลจะต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดคนไข้ของโรงพยาบาล

พระธรรมวรนายกท่านก็ต้องเปลี่ยนไปสวมชุดคนไข้โดยไม่มีจีวรติดกายเลยแม้แต่ผืนเดียว เพราะ “มันเป็นระเบียบของเขา”

หลวงพ่อวัดมหาธาตุ ราชบุรี ในฐานะเป็นวัดในปกครองของภาค ๑๕ ท่านไปเยี่ยม ท่านไปเห็นมากับตา จึงเล่าได้

——————

จากตัวอย่างทั้งสองเรื่องนี้ ถามว่า อะไรๆ ที่สังคมนั้นๆ กำหนดขึ้น พระจำเป็นจะต้องยอมทำตามด้วยทุกอย่างหรือไม่ และถ้าทำ จะอ้างได้หรือไม่ว่าที่ต้องทำก็เพราะ “มันเป็นระเบียบของเขา”

เรื่องแบบนี้ถ้าให้ต่างคนต่างอ้าง ก็คงจะมีเหตุผลแตกต่างกันออกไปเป็นอันมาก เช่นบางคนก็จะว่าทำแค่นี้ไม่เห็นจะเสียหายอะไร บางคนก็จะว่าทำแบบนี้ไม่ได้ ทำแล้วเสียหาย

แต่ถ้าคณะสงฆ์มีหลักหรือมีมติอะไรสักอย่างที่แน่นอนชัดเจนชนิดที่ไม่ต้องเถียงกันให้วุ่นวาย หากแต่ชัดลงไปทันทีว่า กรณีอย่างนี้ให้ทำอย่างนี้ กรณีอย่างนั้นให้ทำอย่างนั้น ทุกคนทุกฝ่ายปฏิบัติตรงกันหมด ก็จะเป็นการดีอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม การอ้าง “มันเป็นระเบียบของเขา” นี้ ผมมีแง่คิดส่วนตัวที่อยากชวนให้คิด

คิดตามเรื่องที่จะสมมุติต่อไปนี้

…………..

สมมุติว่าพระสงฆ์จาริกไปเยือนชุมชนแห่งหนึ่งบนโลกนี้

ชมชนแห่งนั้นมีจารีตประเพณีอยู่ว่า เมื่อมีแขกมาเยือน เจ้าภาพจะต้องเชิญแขกไปรับประทานอาหารเย็นที่บ้าน เมื่อแขกไปถึงบ้าน เจ้าของบ้านจะต้อนรับโดยการเชิญให้ดื่มสุราสังสรรค์กันก่อนที่จะรับประทานอาหาร และเมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้วเจ้าภาพกับแขกจะต้องเต้นรำด้วยกันเป็นการปิดท้ายรายการเลี้ยงต้อนรับ

การได้รับเชิญแล้วไม่ไป หรือไปแต่ไม่ดื่มสุรา หรือไม่รับประทานอาหาร หรือไม่เต้นรำ เขาถือว่าเป็นการเสียมารยาทและเป็นการดูถูกเจ้าของบ้าน

…………..

ตามกรณีสมมุตินี้ ถ้าพระสงฆ์ไปเป็นแขกของเขา จะทำตามโดยอ้างว่า “มันเป็นระเบียบของเขา” หรือว่าควรจะทำอย่างไร

ที่สมมุติเรื่องนี้ก็เพื่อชวนให้คิดว่า จริงหรือที่-ข้ออ้างว่า “มันเป็นระเบียบของเขา” นี้เป็นคำตอบสุดท้ายเหมือนคำพิพากษาศาลฎีกา แม้เป็นพระสงฆ์ก็ต้องปฏิบัติตามสถานเดียว

หรือว่าจริงๆ แล้วยังมีหนทางปฏิบัติอื่นอีกตั้งหลายทางที่จะรักษาพระธรรมวินัยไว้ได้อย่างเรียบร้อยดีงาม-ถ้าเราฉลาดพอ

——————

ผมอยากจะชวนให้คิดด้วยว่า ในสังคมบ้านเราที่เป็นเมืองพุทธ การที่ใครจะกำหนดระเบียบอะไรออกมาสักอย่าง เราเคยคิดถึงพระธรรมวินัยประกอบด้วยจารีตประเพณีวิถีชีวิตของพระสงฆ์กันบ้างด้วยหรือไม่

ยกตัวอย่างรถเมล์ในกรุงเทพฯ สมัยก่อนเคยสงวนที่นั่งตอนหลังสุดไว้สำหรับพระภิกษุสามเณร (หลักการก็คือสงวนที่นั่งส่วนใดส่วนหนึ่งบนรถเมล์ไว้สำหรับพระภิกษุสามเณร)

พระเณรในกรุงเทพฯ สมัยก่อนที่ไปเรียนมหาจุฬาฯ มหามกุฏฯ ย่อมจะรู้ประจักษ์ใจและเป็นพยานในข้อนี้ได้ดี-ถึงความลำบากในการรอรถเมล์ เพราะจะขึ้นได้ก็เฉพาะคันที่เบาะหลังว่างเท่านั้น ถ้าคันที่มาถึง มองขึ้นไปแล้วเบาะหลังเต็ม ก็ต้องรอคันต่อไป และคันต่อไป …

คนขับรถเมล์ส่วนหนึ่งก็ไม่พอใจนักที่พระขึ้นรถเมล์ เพราะพระไม่ต้องเสียค่าโดยสาร เพราะฉะนั้นบางป้ายที่มีพระรอกันมากๆ รถเมล์ก็มักจะไม่อำนวยโอกาสให้พระขึ้นได้ง่ายๆ เช่นจอดไกลจากจุดที่พระยืนรอ พอชาวบ้านขึ้นหมดก็รีบออกรถทันที ไม่รอให้พระขึ้น-อย่างนี้เป็นต้น

พระมหาถวิล-อาจารย์สอนบาลีคนแรกของผม-ท่านไปอยู่กรุงเทพฯ

ไปเรียนมหาจุฬาฯ

แล้วสึก

เหตุผลสำคัญที่สึกก็คือ แค้นใจที่ขึ้นรถเมล์ลำบาก

แต่ที่สะใจมากๆ ก็คือ สึกแล้วท่านเข้าทำงานใน ขสมก. ในตำแหน่งนายตรวจรถเมล์

รถเมล์คันไหนไม่อำนวยความสะดวกให้พระ โดนท่านอาจารย์ถวิลปราบราบเรียบไปตามๆ กัน

แต่คนขึ้นรถเมล์กรุงเทพฯ สมัยนั้นก็มีวัฒนธรรมที่ดีพอสมควร ถ้านั่งเบาะหลังอยู่ แล้วมีพระขึ้นมา ก็จะรีบลุกขึ้นให้พระนั่ง จะมีบ้างก็เป็นส่วนน้อยที่ไร้การศึกษาจริงๆ นั่งทำไม่รู้ไม่ชี้ โดยเฉพาะถ้าเป็นผู้หญิงด้วยแล้ว พระท่านก็จะไม่กล้าขึ้น เพราะนั่งเบาะเดียวกันไม่ได้ (ควรหาความรู้ต่อไปว่าทำไม)

ผมได้เคยอ่านความเห็นของสุภาพสตรีสมัยใหม่ท่านหนึ่ง แสดงความไม่เห็นด้วยกับการอำนวยความสะดวกให้พระภิกษุสามเณรในการใช้บริการขนส่งสาธารณะ

เหตุผลสั้นๆ ของเธอก็คือ พระคือผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่ควรได้รับอภิสิทธิ์ใดๆ

ก็ย้อนกลับมาถามอีกทีว่า เมื่อจะกำหนดกฎเกณฑ์อะไรขึ้นมาสักอย่าง เราได้คิดถึงพระธรรมวินัยประกอบด้วยจารีตประเพณีวิถีชีวิตของพระสงฆ์กันบ้างด้วยหรือไม่

อย่างกรณีโรงพยาบาลที่กำหนดระเบียบว่า คนไข้หนักทุกคนเมื่อเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลจะต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดคนไข้ของโรงพยาบาล-ได้คิดถึงด้วยหรือเปล่าว่า ถ้าผู้ป่วยเป็นพระภิกษุสามเณรจะให้ทำอย่างไร

หรือว่า-ต้องใช้มาตรการเดียวกันทั้งหมด ทำนองเดียวกับเหตุผลของสุภาพสตรีสมัยใหม่ท่านนั้นที่ว่า-พระคือผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่ควรได้รับอภิสิทธิ์ใดๆ

คุณจะเป็นพระภิกษุสามเณรหรือเป็นเทวดามาจากไหนก็เรื่องของคุณ แต่เมื่อคุณมาอยู่ตรงนี้ คุณต้องปฏิบัติตามระเบียบของฉัน

นึกถึงบางศาสนาครับ (เขานิยมใช้คำแบบนี้ ทั้งๆ ที่ใช้แล้วก็รู้กันดีว่าหมายถึงศาสนาอะไร)

ในการจัดกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมกลุ่ม หรือทัศนศึกษา หรืออะไรก็ตาม ถ้ามีศาสนิกของศาสนานั้นร่วมอยู่ด้วยแม้เพียงคนเดียว อาหารทุกมื้อต้องไม่มีหมู

ผู้จัดกิจกรรมหรือเจ้าภาพในกิจการนั้นๆ ยินดีที่จะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของศาสนานั้น มิหนำซ้ำกลับเป็นฝ่ายอ้างเสียเองด้วยว่า “มันเป็นระเบียบของเขา”

แต่พอมาถึงพระเณร ตรงกันข้าม ผู้จัดกิจกรรมหรือเจ้าภาพในกิจการนั้นๆ ไม่ได้คำนึงถึงกฎเกณฑ์ทางพระธรรมวินัยหรือจารีตของพระเณรใดๆ ทั้งสิ้น ใช้ไม้บรรทัดอันเดียวกับชาวบ้านทั้งหมด

พระเณรของเราเสียอีกที่พากันยินดีปฏิบัติตาม แล้วก็บอกอย่างหน้าชื่นตาบานว่า “มันเป็นระเบียบของเขา”

แถมท้ายด้วยเหตุผลที่ว่า “ก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไร ที่ไหนๆ เขาก็ทำกัน”

……………

ใครไม่รู้เป็นคนพูดว่า กรุงเทพฯ อยู่ยากขึ้นทุกวัน

ขอให้รู้เถิดว่า พระภิกษุสามเณรที่ตั้งใจปฏิบัติตามพระธรรมวินัยก็ชักจะอยู่ในสังคมไทยยากขึ้นทุกวันแล้วนะขอรับ

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐
๑๑:๓๒