พระคุณโดยประการทั้งปวง อาจแบ่งออกเป็นหลายนัย คือ

คุณที่เป็นไป ๒ นัย คือ

๑. อัตตัตถคุณ คือพระคุณที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลส่วนของพระองค์เอง อย่างเช่น พระปัญญาคุณ, พระบริสุทธิคุณ…ฯ
๒. ปรัตถคุณ คือพระคุณที่เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้อื่น เช่น มหากรุณาธิคุณ เป็นต้น

พระคุณในลักษณะใหญ่ ๆ ๓ อย่าง คือ

๑. ทรงเป็นผู้มีพระคุณ เพราะตรัสรู้ธรรมแล้ว นำธรรมนั้น ๆ และวิธีการเข้าถึงธรรมนั้น มาแสดงสั่งสอน (โลกุตตรธรรม ๙) คือเป็นดุจบุพพการี
๒. ทรงเป็นผู้มีพระคุณ ตามที่ได้คุณวิเศษนั้นจริง ๆ เช่น เป็นผู้มีอรหันตคุณ ก็เพราะทรงมีคุณคือห่างไกลกิเลส, หรือเป็นผู้หักกรรมแห่งสงสารเสียได้….ตามความเป็นจริง
๓. ทรงเป็นผู้มีคุณ เป็นบ่อเกิดแห่งพระคุณ เพราะผู้ที่ศรัทธา เลื่อมใส หรือยอมรับนับถือแล้ว….ย่อมได้รับประโยชน์อันหาประมาณมิได้….ตามสมควรแก่กำลังของอินทรีย์ของผู้นั้น ๆ ….

ความเป็นผู้มีคุณ ยังเป็นไป ๓ อย่างที่ทราบกันดีคือ

ก. พระปัญญาคุณ ทรงมีปัญญารอบรู้ในธรรมทั้งหลายในลักษณะ ๔ อย่าง คือ
๑) รู้ตามความเป็นจริงในสิ่งนั้น ๆ
๒) รู้กิจ ว่าจะทำอย่างไรกับสิ่งที่ได้รู้ตามความเป็นจริงนั้น
๓) รู้ว่ากิจที่จะต้องกระทำในสิ่งนั้น ๆ ว่าได้กระทำเสร็จแล้ว
๔) รู้ข้อปฏิบัติที่ทำให้กิจนั้น ๆ สำเร็จ
โดยสรูป ก็คือรู้อริยสัจจ์ ๔ นั่นเอง
* อีกอย่างหนึ่งทรงรอบรู้ตามที่กล่าวไว้ ในวิชชา ๘ คือ รู้ในอริยสัจจ์ ๔, รู้ในขันธ์ ที่เป็นอดีต-ปัจจุบัน-อนาคต, และรู้ในปฏิจจสมุปบาท ฯ
นอกจากนี้ ยังทรงเป็นผู้รู้สรรพสิ่ง “สัพพัญญุตญาณ” เป็นผู้รอบรู้ในปฏิสัมภิทาญาณทั้ง ๔ คือ
๑) อัตถปฏิสัมภิทา รอบรู้ในผล
๒) ธัมมปฏิสัมภิทา รอบรู้ในเหตุ
๓) นิรุตติปฏิสัมภิทา รอบรู้ในภาษา การสื่อสาร โวหารต่าง ๆ
๔) ปฏิภาณปฏิสัมภิทา รอบรู้แตกฉานในการโต้ตอบ แก้ปัญหา…
* อีกประการหนึ่ง ทรงรอบรู้อินทรีย์ของสรรพสัตว์ ที่เรียกว่า “อินทริยปโรปริยัตติญาณ, รู้การจุติ-อุบัติของสัตว์ทั้งหลาย ที่เรียกว่า “จุตูปปาตญาณ” ….เป็นต้น

       ข. พระบริสุทธิคุณ คุณคือความหมดจดจากสัพพาสวะกิเลสทั้งหลาย

       ค. พระมหากรุณาธิคุณ คุณ คือความมีพระกรุณาในสรรพสัตว์ทั้งหลาย….

นอกจากนี้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เมื่อเสด็จมาอุบัติตรัสในโลกธาตุนี้แล้ว ย่อมทรงมีพระเกียรติศัพท์อันงามขจรขจายไป ทรงพระพุทธคุณนานาประการนับไม่ถ้วน ซึ่งพระพุทธคุณ ๙ ประการใหญ่ มีดังนี้ คือ

๑. อรหํ…. ทรงเป็นพระอรหันต์ ประกอบด้วยคุณควรที่จะรับสรรพสักการะน้อยใหญ่ได้ทุกประการของชาวโลกทั้งผอง อาจทำให้เกิดอานิสงส์เนืองนองมากมายแก่สรรพสัตว์ผู้กราบไหว้บูชา
๒. สมฺมาสมฺพทฺโธ… ทรงเป็นผู้ตรัสรู้ดีตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ด้วยพระบารมีธรรมที่พระองค์ได้สั่งสมมาช้านาน ธรรมทั้งปวงมาเกิดขึ้นพร้อมในพระหฤทัยของพระองค์เอง
๓. วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน… ทรงไพบูลย์ด้วยไตรวิชชา (ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ จุตูปปาตญาณ และอาสวักขยญาณ) และอัษฏางควิชชา (วิชชาทั้ง ๘ เช่น หูทิพย์ ตาทิพย์ เหาะเหินเดินอากาศได้ และอิทธิฤทธิ์ทั้งหลาย ฯลฯ) พร้อมทั้งจรณะสิบห้าประการ
๔. สุคโต… ทำดำเนินไปแล้วด้วยดี เพราะมีพระนิพพานคติอันดีเป็นที่ดำเนินไป
๕. โลกวิทู… ทรงรู้แจ้งโลก เพราะทรงพระสัพพัญญุตญาณ รู้แจ้งจบทั้งสังขารโลก และโอกาสโลก
๖. อนุตฺตโรปุริสทมฺมสารถิ…. ทรงเป็นสารถี มีพระปรีชาญาณรู้ทรมานบุรุษ ทรงฝึกบุรุษผู้สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า
๗. สตฺถา เทวมนุสฺสานํ… ทรงเป็นบรมครู ได้โอกาสตรัสพระพุทธฏีกาแก่ฝูงสัตว์ เทพยดา และหมู่มนุษย์พุทธเวไนยทั่วโลกสันนิวาส ให้สามารถบรรลุถึงคุณธรรมอันมีผลเป็นสุขพิเศษ มีพระนิพพานธรรมเป็นที่สุด
๘. พุทฺโธ… พระองค์เป็นผู้ตรัสรู้แล้วเต็มที่ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม เป็นผู้ตื่นแล้วจากความหลับ คือ กิเลสนิทรา
๙. ภควา… พระองค์ทรงเป็นผู้มีความจำเริญจำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ และเป็นผู้มีส่วนแห่งพระบารมีธรรมอันจำเริญนั้นทั้งมวล
เหล่านี้คือพระบารมีธรรม และพระพุทธคุณอันประเสริฐทั้ง ๙ ประการในสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

* พุทธคุณ มิได้หายไป หรือว่าไม่มี… แม้เราจะได้ปฏิบัติตามไม่ได้, หรือไม่ได้ปฏิบัติตามธรรมที่ทรงสั่งสอนไว้ เพราะแม้เราปฏิบัติไม่ได้ เวไนยสัตว์อื่น ๆ ที่สามารถปฏิบัติและบรรลุธรรมได้ ก็มีอยู่มากมาย… แม้ในปัจจุบันนี้ ก็ยังมีอยู่…

แม้หากเราจะพูดในโวหารที่ว่า “เมื่อเราปฏิบัติตามไม่ได้ บรรลุคุณธรรมต่าง ๆ ไม่ได้…. ก็เป็นอันว่า “พระพุทธคุณ” ไม่มี หรือ ไม่ควรอ้างพุทธคุณ …แท้จริงแล้ว “พระพุทธคุณ” ไม่ใช่สิ่งวิเศษในลักษณะของการดลบันดาล ให้เรา หรือให้ใคร ๆ เป็นไปต่าง ๆ… การจะบรรลุ หรือการเข้าถึงธรรมหรือคุณวิเศษต่าง ๆ ได้นั้น ต้องอาศัยการปฏิบัติ อาศัยบุญญาบารมี อินทรีย์ทั้ง ๕ ของเวไนยสัตว์ นั้น ๆ เอง….พระพุทธเจ้า หรือคุณของพระพุทธเจ้าต่าง ๆ ไม่ได้มาดลบันดาลให้ใคร ๆ สำเร็จได้….(ตุมฺเหหิ กิจฺจํ อาตปฺปํ, อกฺขาตาโร ตถาคตา พวกเธอ(เท่านั้น)จะพึงทำกิจที่ควรทำด้วยความเพียร(ของพวกเธอเอง) พระตถาคตเจ้าเป็นเพียงผู้บอกทางให้เท่านั้น)

เปรียบเหมือนกับมารดาบิดา ผู้ให้กำเนิดบุตร และเลี้ยงดูบุตร…. แม้บุตรจะรู้ในพระคุณ หรือไม่รู้ในพระคุณ, จะตอบแทนคุณหรือไม่ได้ตอบแทนคุณ …. มารดาบิดา ก็ยังได้ชื่อว่า เป็นผู้มีพระคุณ เป็นผู้ประกอบด้วยคุณ อยู่นั้นเอง…..ฯ

อีกประการหนึ่ง แม้เราทั้งหลาย ผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า หรือในคุณของพระองค์ในลักษณะต่าง ๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง แม้จะยังไม่ได้บรรลุคุณธรรมสูงสุด คือโลกุตตรธรรม ๙ อย่างใดอย่างหนึ่ง….ก็ถือว่าได้บุญกุศล ได้สร้างบุญกุศล เพราะอาศัยศรัทธานั้น มากมาย ไม่สามารถนับคำนวณได้…

 

VeeZa
๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๐