ยึดเอาสาระแห่งชีวิตไว้ได้หรือยัง

———————————-

เคยไหม-เมื่อเห็นใครบางคนทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้ หรือใครบางคนได้เป็นนั่นเป็นนี่-แล้วเราก็เก็บเอามาเปรียบเทียบกับตัวเราเองว่า ทำไมเราจึงทำไม่ได้อย่างเขา ทำไมเราจึงเป็นไม่ได้อย่างเขา

เชื่อไหมว่าการคิดเช่นนั้นได้กลายเป็นการบั่นทอนศักยภาพของเราเองไปอย่างน่าเสียดาย

จงเปลี่ยนวิธีคิดเสียใหม่

คนเราไม่จำเป็นต้องทำอะไรได้เหมือนกันไปเสียทุกเรื่อง และไม่จำเป็นต้องเป็นอะไรได้เหมือนกันทุกคน

เราเห็นใครบางคนทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้อย่างน่าอัศจรรย์และน่าชื่นชม แต่จงเชื่อเถอะว่า ใครคนนั้นก็ยังทำอะไรบางอย่างหรือหลายอย่างไม่ได้เหมือนกับที่เราทำได้

แม้การได้เป็นนั่นเป็นนี่ก็ทำนองเดียวกัน

จุดพลาดของเราก็คือ อยากจะทำสิ่งเดียวกันได้เหมือนกับที่ใครบางคนทำได้ อยากจะเป็นอย่างเดียวกับที่ใครบางคนได้เป็น

จงเข้าใจเถิดว่าไม่จำเป็นเลย

เป็ดไม่จำเป็นต้องบินได้เหมือนไก่
ไก่ไม่จำเป็นต้องบินได้เหมือนนก
แม้นกกระจอกก็ไม่จำเป็นบินได้เหมือนนกพิราบ

เพราะฉะนั้น จงทำเฉพาะสิ่งที่เราสามารถทำได้ หรือที่สามารถฝึกฝนให้ทำได้ตามศักยภาพของเรา

อย่าพยายามทำในสิ่งที่เราไม่ถนัดเพียงเพื่อจะได้ชื่อว่าเราก็ทำได้-เหมือนกับที่คนนั้นคนนี้เขาทำได้

และอย่าพยายามเป็นในสิ่งที่เราเป็นไม่ได้เพียงเพื่อจะได้ชื่อว่าเราก็เป็นได้-เหมือนกับที่ใครบางคนเป็น

แต่แน่นอน การคิดและทำอย่างที่ว่า ไม่ได้แปลว่าเราไม่ต้องพยายามที่จะทำอะไรหรือเป็นอะไรเลย เฉื่อยชา ปล่อยชีวิตให้ไหลเรื่อยเปื่อยไปแบบไม่มีจุดหมาย

ในฐานะสมาชิกของสังคม เราต้องพยายามทำอะไรบางอย่างให้ได้ และต้องพยายามเป็นอะไรให้ได้สักอย่าง ตามมาตรฐานทั่วไปของสังคมนั้นๆ

ทำ-อย่างที่เราสามารถทำได้
เป็น-อย่างที่เราสามารถเป็นได้

เพียงแต่ว่า-ไม่ต้องเอาไปเทียบกับใคร แล้วพยายามจะทำให้ได้เป็นให้ได้เหมือนเขา เท่าเขา

จงจำไว้ว่า ทำอะไรได้ เป็นอะไรได้ ไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จของชีวิต

การยึดเอาสาระของการที่เกิดมาเป็นมนุษย์ไว้ได้นั่นต่างหากคือความสำเร็จที่แท้จริง

นั่นคือ จงศึกษาเรียนรู้ให้ประจักษ์แจ้งว่า อะไรคือสาระสำคัญของการที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ แล้วจงพยายามยึดเอาสิ่งนั้นไว้ให้จงได้

ตรงจุดนี้จะกลายเป็นปัญหาท้าทายเสียยิ่งกว่าปัญหาที่ว่า-ใครสามารถทำอะไรได้ เป็นอะไรได้ มากกว่ากัน

นั่นคือท้าทายว่า-ใครสามารถยึดเอาสาระของการที่เกิดมาเป็นมนุษย์ไว้ได้มากกว่ากัน

เริ่มท้าทายไปตั้งแต่-ใครจะรู้จักสิ่งที่เป็นสาระแห่งชีวิตได้ถูกต้องกว่ากัน

ไปจนถึง-ใครจะสามารถยึดเอาสาระแห่งชีวิตไว้ได้มากกว่ากัน

ตรงนี้ต้องเข้าใจให้ถูกต้องด้วย ปัญหาที่ว่าอะไรคือสาระแห่งชีวิต เราไม่ได้ตัดสินกันด้วยความเชื่อความเห็นของใครของมัน-อย่างที่คนส่วนมากเข้าใจ

คือคนส่วนมากเข้าใจว่า อะไรคือสาระแห่งชีวิต ไม่มีคำตอบที่ตายตัว หากแต่ขึ้นอยู่กับว่า-แล้วแต่ใครจะมอง

ใครเห็นว่าอะไรเป็นสาระแห่งชีวิตของเขา สิ่งนั้นก็เป็นสาระของเขา ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเหมือนกับของคนอื่น และคนอื่นก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะมาตัดสินชี้ขาดว่าอะไรควรเป็นสาระแห่งชีวิตของใคร

คนส่วนมากคิดอย่างนี้ เข้าใจอย่างนี้

ปัญหาแบบนี้ก็เหมือนกับปัญหาที่ว่า-ตายแล้วเกิดหรือตายแล้วสูญ ซึ่งคนส่วนมากเข้าใจว่าเป็นเรื่องของความเชื่อ

เหมือนกับจะเป็นคำตอบว่า ใครเชื่อว่าตายแล้วเกิด คนนั้นก็เกิด ใครเชื่อว่าตายแล้วสูญ คนนั้นก็สูญ

แต่เรื่องตายแล้วเกิดหรือตายแล้วสูญนี่เป็นสัจธรรม คือเป็นจริงอย่างที่มันเป็น ไม่ได้เป็นจริงตามที่มีใครเชื่อ

ถ้าความจริงคือตายแล้วเกิด แม้คนที่เชื่อว่าตายแล้วสูญ เขาตายไปก็ยังต้องเกิด

ถ้าความจริงคือตายแล้วสูญ แม้คนที่เชื่อว่าตายแล้วเกิด เขาตายแล้วก็ต้องสูญ

นี่คือความหมายของคำที่ว่า สัจธรรมเป็นจริงอย่างที่มันเป็น ไม่ได้เป็นจริงตามที่มีใครเชื่อ

หน้าที่ของมนุษย์เราก็คือ ทำความเห็นให้ถูกต้องตรงกับความเป็นจริง ไม่ใช่ยึดถือดิ่งไปตามความเชื่อของตนว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าเชื่อนี่แหละคือความจริง (อิทังสัจจาภินิเวส)

ปัญหาที่ว่า-อะไรคือสาระแห่งชีวิต ก็เป็นเช่นนั้น

นั่นคือ ต้องทำความเห็นให้ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงว่าอะไรคือสาระแห่งชีวิต ไม่ใช่ยึดถือดิ่งไปตามความเชื่อของตนว่าสิ่งนี้แหละคือสาระแห่งชีวิตของฉัน

หน้าที่ของเราคือ –

๑ ศึกษาให้รู้เห็นได้ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงว่าอะไรคือสาระแห่งชีวิต และ –

๒ ดำเนินชีวิตโดยวิธีที่สามารถยึดเอาสาระนั้นไว้ได้ครบถ้วนถึงที่สุด

เมื่อใดทำสำเร็จ เมื่อนั้นก็ได้ชื่อว่าทำหน้าที่ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์เสร็จเรียบร้อยแล้ว

กล่าวตามคำพระก็ว่า –

วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ สิ่งประเสริฐที่ควรประพฤติ ก็ได้ประพฤติแล้ว
กตํ กรณียํ กิจที่ควรทำ ก็ทำสำเร็จแล้ว

ถึงตอนนี้ชีวิตก็เป็นอิสระ อยู่เหนือปัญหาที่จะต้องคิดว่า ทำอย่างไรเราจึงจะทำอะไรๆ ได้อย่างที่ใครบางคนทำได้ และทำอย่างไรเราจึงจะเป็นอะไรๆ ได้อย่างที่ใครบางคนได้เป็น

ถึงตอนนั้นเราก็จะได้เห็นความจริงที่น่าพรั่นพรึงว่า ในบรรดาเพื่อนร่วมโลกของเรานี้ คนที่รู้เห็นได้ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงว่าอะไรคือสาระแห่งชีวิต มีจำนวนน้อยเหลือเกิน

และในจำนวนคนที่รู้เห็นเช่นนั้นแล้วดำเนินชีวิตจนสามารถยึดเอาสาระแห่งชีวิตไว้ได้ ก็ยิ่งมีน้อยกว่านั้นลงไปอีก

แล้วยังจะมามัวเพลิดเพลินอะไรกันอยู่?

ผู้รู้ท่านบอกว่า ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้

สิ่งที่เรากระหยิ่มว่าเราทำได้ ล้วนแต่เคยมีผู้ทำได้มาก่อนแล้วทั้งนั้น และที่ทำได้ดีกว่าเราก็มีนับไม่ถ้วน

สิ่งที่เราภูมิใจว่าเรามีได้ เราเป็นได้ ล้วนแต่เคยมีผู้มีได้ เป็นได้มาก่อนแล้วทั้งนั้น และที่มีมากกว่าเรา เป็นได้ดีกว่าเราสูงกว่าเราก็มีนับไม่ถ้วน

ลองตามไปดูบ้างหรือเปล่าว่าเดี๋ยวนี้คนเหล่านั้นไปเป็นอะไรอยู่ที่ไหน

เราเองต่อไปจะไปเป็นอะไรอยู่ที่ไหน

แล้วยังจะมามัวเพลิดเพลินอะไรกันอยู่ว่า-เราทำนั่นได้ เรามีนี่ได้ เป็นนั่นได้

แต่ไม่ได้มองให้ถูกให้ตรงว่า-เรายึดเอาสาระแห่งชีวิตไว้ได้หรือยัง

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๐
๑๑:๐๖