วันวิสาขบูชา 2560…พุทธปาฏิหาริย์แห่งทางสายกลาง

วันวิสาขบูชา หรือมีคำเรียกวันนี้อีกอย่างหนึ่งว่า วันพระพุทธเจ้า ความสำคัญของวันวิสาขบูชาดังที่อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล กล่าวไว้คือ “วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา ด้วยเป็นคืนวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ของปี อันเป็นวันที่พระพุทธองค์ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ในช่วงก่อนที่พระองค์จะตรัสรู้ พระองค์ได้เข้าถึงการปฏิบัติให้อยู่ในทางสายกลาง คือ ทำจิตให้อยู่ตรงกลางระหว่างทุกข์และสุข จิตที่ไม่ติดข้องกับสิ่งใดทำให้เกิดปัญญาที่ไม่โน้มเอียง ภาษาธรรมเรียกว่า “อุเบกขา” ซึ่งอุเบกขาธรรม เป็นธรรมสำคัญที่สุดที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ เพราะนี่คือวิธีการอยู่เหนือโลก เหนือพลังงานดึงดูดของกระแสจักรวาล เป็นกฎพลังงานล้วน ๆ เมื่อจิต ‘เพียงแค่รู้’ ไม่ว่าจะมีอะไรกระทบ ก็ไม่ติดใจ ไม่ติดค้างใจ ก็พ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิด”
.
องค์การสหประชาชาติยังกำหนดให้วันวิสาขบูชาเป็น “วันสำคัญสากล” (International Day) ซึ่งมีมติเป็นเอกฉันท์ในที่ประชุมสมัชชา โดยที่ประชุมระบุว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดศาสนาหนึ่งของโลก ที่ได้หล่อหลอมจิตวิญญาณของมนุษยชาติมานาน ควรที่จะยกย่องกันทั่วโลก ยิ่งไปกว่านั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นมหาบุรุษผู้ให้ความเมตตาต่อหมู่มวลมนุษย์ เปิดโอกาสให้ทุกศาสนาสามารถเข้ามาศึกษาพระพุทธศาสนา เพื่อพิสูจน์หาข้อเท็จจริงได้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้มวลมนุษย์มีเมตตาธรรมและขันติธรรมต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย เพื่อให้เกิดสันติสุขในสังคม อันเป็นแนวทางของสหประชาชาติ

การประสูติของพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าได้รับการถวายพระนามว่า “สิทธัตถะ” หมายถึง ผู้ที่สำเร็จความมุ่งหมายแล้ว พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ กษัตริย์ผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ และพระนางสิริมหามายา พระราชธิดาของกษัตริย์ราชสกุลโกลิยวงศ์แห่งกรุงเทวทหะ แคว้นโกลิยะ

ในคืนที่พระพุทธองค์เสด็จปฏิสนธิในครรภ์พระมารดา พระนางทรงพระสุบินนิมิตว่า มีช้างเผือกมีงาสามคู่ได้เข้ามาสู่พระครรภ์ ณ ที่บรรทม ก่อนที่พระนางจะมีพระประสูติกาล ที่ใต้ต้นสาละ ณ สวนลุมพินีวัน เมื่อวันศุกร์ ขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนวิสาขะ ปีจอ หรือ 80 ปีก่อนพุทธศักราช ทันทีที่ประสูติ เจ้าชายสิทธัตถะทรงดำเนินด้วยพระบาท 7 ก้าว และมีดอกบัวผุดขึ้นมารองรับพระบาท พร้อมเปล่งพระวาจาว่า “เราเป็นเลิศที่สุดในโลก ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของเรา”

พร้อมกันนั้นมีคำพยากรณ์ของอสิตดาบสว่า “พระราชกุมารนี้จักบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ เห็นแจ้งพระนิพพานอันบริสุทธิ์อย่างยิ่ง ทรงมุ่งหวังประโยชน์แก่มหาชนเป็นอันมาก จะประกาศธรรมจักร พรหมจรรย์ของพระกุมารนี้จักแพร่หลาย”

การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

พระองค์พยายามแสวงหาทางพ้นทุกข์ ด้วยการศึกษาในสำนักดาบส แต่เมื่อเรียนจบจากทั้ง ๒ สำนักแล้ว ทรงเห็นว่านี่ยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ จากนั้นพระองค์ได้เสด็จไปที่แม่น้ำเนรัญชรา และทรงเริ่มบำเพ็ญทุกรกิริยา ด้วยการขบฟันด้วยฟัน กลั้นหายใจและอดอาหาร จนร่างกายซูบผอม หลังจากบำเพ็ญเช่นนี้อยู่ 6 ปี ทรงเห็นว่านี่ยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ จึงทรงเลิก และหันมาฉันอาหารตามเดิมประกอบกับพระราชดำริตามที่ท้าวสักกเทวราชเสด็จลงมาดีดพิณถวายพระองค์ 3 วาระ คือดีดพิณสายที่ 1 ขึงไว้ตึงเกินไปเมื่อดีดก็จะขาด ดีดพิณวาระที่ 2 ซึ่งขึงไว้หย่อน เสียงจะยืดยาดขาดความไพเราะ และวาระที่ 3 ดีดพิณสายสุดท้ายที่ขึงไว้พอดี จึงมีเสียงกังวานไพเราะ ดังนั้นจึงทรงพิจารณาเห็นว่า ทางสายกลางคือไม่ตึงเกินไปและไม่หย่อนเกินไป นั่นคือทางที่จะนำสู่การพ้นทุกข์

เย็นวันหนึ่งพระองค์ได้ประทับ ณ ใต้ต้นโพธิ์ หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก พร้อมกับตั้งจิตอธิษฐานว่า “แม้เลือดในกายของเราจะเหือดแห้งไปเหลือแต่หนัง เอ็น กระดูก ก็ตาม ถ้ายังไม่พบธรรมวิเศษแล้วจะไม่ยอมหยุดความเพียรเป็นอันขาด” เมื่อทรงตั้งจิตอธิษฐานแล้ว พระองค์ก็ทรงสำรวมจิตให้สงบแน่วแน่พระองค์เริ่มบำเพ็ญเพียรทางจิต และในที่สุดทรงชนะความลังเลพระทัย ทรงรู้แจ้งในความจริงของสรรพสิ่ง พระองค์ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระชนมายุ 35 พรรษา ในตอนเช้าวันเพ็ญเดือน 6 ปีระกา ก่อนพุทธศักราช 45 ปี ธรรมที่พระองค์ตรัสรู้นั้น คือ อริยสัจ4 หรือความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ ได้แก่

1. ทุกข์ คือ ความทุกข์ สภาพที่บีบคั้น ขัดแย้ง ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ
2. สมุทัย คือ สาเหตุของความทุกข์
3. นิโรธ คือ ความดับทุกข์
4. มรรค คือ ทางดับทุกข์ ข้อปฏิบัติที่จะนำไปสู่ความดับทุกข์ ซึ่งก็คือการเดินทางสายกลาง

การเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า

หลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระองค์ทรงโปรดเหล่าเวไนยสัตว์ตลอดระยะเวลา 45 ปี ทั้งนี้ก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน 1 วัน พระองค์ประทับอยู่ ณ เมืองปาวานคร ซึ่งห่างจากเมืองกุสินารา 18 กิโลเมตร พระองค์เสวยสุกรมัททวะที่มีผู้นำมาถวาย และเกิดอาพาธ จากนั้นพระองค์ทรงประชวรหนัก แต่ทรงอดกลั้นเพื่อเสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ ป่าสาละ เมืองกุสินารา โดยก่อนพระองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน พระองค์ทรงอุปสมบทแก่สาวกองค์สุดท้าย นามว่า “พระสุภัททปริพาชก” ท่ามกลางคณะสงฆ์ที่เป็นพระอรหันต์ ปุถุชนจากหลากหลายแคว้น รวมถึงเทวดา ซึ่งมารวมตัวกันในวันนี้

ครานั้นพระองค์ทรงมีปัจฉิมโอวาทว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งปวงมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด” (อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ) จากนั้นพระองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ใต้ต้นสาละ ณ สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา ในวันขึ้น15 ค่ำ เดือน 6 พระชนมายุ 80 พรรษา

แม้ว่าวันนี้พระพุทธองค์จะทรงดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วกว่า 2,500 ปีแต่พระธรรมคำสอนแห่งองค์พระศาสดายังคงสืบทอดมาจนปัจจุบัน ในฐานะชาวพุทธพึงปฏิบัติและเดินตามทางแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยมีจุดมุ่งหมายสูงสุดคือ การหลุดพ้นจากวัฏสงสาร

ขอน้อมกราบรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในการเผยแผ่พระธรรมคำสอนให้เหล่าเวไนยสัตว์ได้มีโอกาสพ้นจากห้วงวัฏฏะนี้ เนื่องในวันวิสาขบูชานี้ขอเชิญเหล่าศิษย์ร่วมกันปฏิบัติภาวนาเพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชาด้วยความกตัญญูกตเวทีต่อองค์พระศาสดาด้วยความเคารพอย่างสูงสุด

องค์กรโนอิ้ง บุดด้า จัดนิทรรศการวิสาขบูชาที่วัดโพธิ์ ระหว่างวันที่ 6-13 พฤษภาคม 2560 ภายในนิทรรศการมีเหล่าทีมงานจิตอาสาให้ความรู้และข้อควรปฏิบัติที่ถูกต้องต่อพระบรมศาสดา ขอเรียนเชิญทุกท่านเข้าเยี่ยมชมงานเพื่อส่งต่อความดีงามและมีส่วนร่วมในการปกป้องพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนสืบไป

ข้อมูลบางส่วนจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
บทความโดย : คุณผุสดี แดงสุริศรี
10 พฤษภาคม 2560