วิถีราชการ: วิถีโลก

——————-

สมัยที่ยังรับราชการอยู่ เพื่อนร่วมงานท่านหนึ่งวิจารณ์ผมว่า “อยู่ผิดลู่” ในความหมายที่ว่า มาทำงานอยู่ในหน่วยงานที่มีระบบอะไรอย่างหนึ่งที่ไม่ค่อยเกื้อกูลให้คนชนิดผมนี้เจริญเติบโต

ผมคิดว่าผมพอจะเข้าใจระบบงานราชการอยู่บ้าง จึงไม่ได้หวังที่จะเติบโตอะไรมากมาย แต่ก็ไม่มีโอกาสอธิบายความเข้าใจของผมให้เพื่อนร่วมงานท่านนั้นฟัง

ครั้งหนึ่ง-หลังเกษียณอายุราชการออกมาแล้ว-ผมเขียนเสนอความเห็นเรื่องอะไรออกไปเรื่องหนึ่ง แล้วมีญาติมิตรบอกว่า “งานนี้ราชการน่าจะทำ”

ผมฟังแล้วก็ได้แต่นึกว่า งานที่ผมเสนอนั่นราชการท่านไม่ทำหรอก แต่ก็ยังไม่มีโอกาสอธิบายความเข้าใจของผมให้ญาติมิตรฟังว่าผมเห็นอะไรจึงนึกแบบนั้น

วันนี้ผมคิดว่าน่าจะขอโอกาสอธิบายมุมมองของผมที่มีต่องานราชการสู่กันฟัง-อย่างน้อยก็ในฐานะคนที่เคยรับราชการมาแล้ว

——————-

งานที่ทำกันในระบบราชการนั้นมีที่มาอยู่ ๓ ทาง คือ –

๑ งานประจำ

คืองานที่ทำจนลงร่องแล้ว ไม่ต้องรอให้สั่ง พอถึงเวลาก็ทำ นายคนไหนจะไปจะมา งานนี้ก็ยังคงทำกันอยู่ทุกปี (ภาษาทหารเรียกว่า “รปจ.” = ระเบียบปฏิบัติประจำ) เนื้องานส่วนใหญ่ของราชการจะเป็นงานแบบนี้

๒ งานตามนโยบาย หรืองานที่สั่งลงมาจากข้างบน

คืองานที่นายแต่ละคนเมื่อมาเป็นใหญ่ในหน่วยงานนั้นก็คิดอ่านขึ้นตามความเห็นของตัว แล้วก็สั่งลงไปให้ทำ งานที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้มักจะหวือหวา เป็นที่รู้เห็นของสังคม

“คนทำเหนื่อยสุดชีวิต แต่คนคิดได้หน้า”

แต่จุดอ่อนของงานประเภทนี้คือ พอคนคิดย้ายไป งานก็หายตามไปด้วย เว้นไว้แต่จะทำกันจนกลายสภาพเป็นงานในข้อ ๑ แต่ถึงกระนั้นถ้าเนื้องานไม่ดีจริง หรือไปขวางผลประโยชน์ผู้มีอำนาจเข้า ก็มีโอกาสที่จะถูกยกเลิกได้ตลอดเวลา

๓ งานที่มีผู้เสนอแนะ หรืองานที่เสนอขึ้นไปจากข้างล่าง

ข้อเสนอแนะนั้นอาจเกิดขึ้นจากคนข้างใน (ซึ่งมักจะเป็นผู้น้อย ไม่มีอิทธิพลอะไร) หรือมาจากภายนอก (อย่างเช่นผมในฐานะประชาชนคนหนึ่งเสนอให้ทำนั่นทำนี่) งานประเภทนี้ กล่าวได้ว่าอัตราส่วนเป็นศูนย์ สาเหตุเพราะผู้มีอำนาจมักไม่ยอมรับ

การยอมรับโครงการที่ผู้น้อยเสนอขึ้นไป มักถูกคิดว่าเป็นการเสียหน้า แล้วจะโกรธเอาด้วย (ฉันเป็นนาย ฉันมีหน้าที่คิด คุณมีหน้าที่ทำตามที่ฉันคิด อย่ามาสะเออะ อย่ามาทำเสือก ถ้าไม่แน่จริงฉันมาเป็นนายคุณไม่ได้หรอก หรือคุณอยากจะเป็นนายเสียเอง ..)

ผู้น้อยย่อมจะรู้ดีว่าเสนออะไรขึ้นไปแล้วจะเจออะไร จึงมักไม่มีใครกล้าคิดเสนออะไรขึ้นไป วิธีที่ปลอดภัยก็คือ รอทำตามที่นายสั่งอย่างเดียว นายไม่สั่งอะไรใหม่ๆ ก็ไม่ต้องทำอะไรใหม่แม้จะมีความคิดก็ตาม

นี่เป็นวัฒนธรรมหรือธรรมชาติของระบบราชการไทย

กรณีที่เป็นข้อเสนอจากภายนอก ก็ยากนักที่จะยอมรับ เพราะถ้ายอมรับก็เหมือนกับยอมรับว่าตน-ผู้เป็นใหญ่ในหน่วยงานนั้นไม่มีความคิด ก็รู้สึกเสียหน้าอีก

ข้อเท็จจริงหรือ “ธรรมชาติ” อีกอย่างหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ ข้อเสนอมักจะผูกติดอยู่กับคนเสนอด้วยทุกครั้ง

และในระบบราชการ (รวมทั้งระบบงานทั่วไปในสังคมไทย) นั้น “คนเสนอ” จะต้องสำคัญกว่า “ข้อเสนอ” ทุกกรณีไป

ผู้ปฏิบัติหรือผู้จะรับข้อเสนอไปปฏิบัติส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญอยู่อย่างเดียวว่า “ใครเสนอ”

ถ้าคนเสนอเป็นผู้ใหญ่เหนือตน หรือเป็นคนมีอิทธิพล สามารถให้คุณให้โทษได้ ก็จะรีบปฏิบัติทันที ไม่ว่าข้อเสนอนั้นจะดีหรือไม่ดี ชนิดที่ว่าทำไม่ได้ก็ยังพยายามจะทำ

ตรงกันข้าม ถ้าข้อเสนอนั้นมาจากใครที่ไหนก็ไม่รู้ หรือถึงจะรู้ ถ้าไม่ใช่คนสำคัญในเส้นทางของตน แม้ว่าจะเป็นข้อเสนอที่ดี มีประโยชน์ และสามารถทำได้จริง ชนิดที่ว่า “เพียงแค่พยักหน้าก็สำเร็จแล้ว” ถึงกระนั้นก็มักจะไม่สนใจ

ไม่ต้องหวังไปถึงว่าจะพยายามทำ อย่างเกรงใจที่สุดก็อาจจะทำเป็นกุลีกุจอต่อหน้าพอให้พ้นๆ ไป แต่ไม่คิดจะทำจริง

สรุปสั้นๆ ว่า ธรรมชาติของการทำงานราชการก็คือ คิดอะไรไม่สำคัญเท่ากับใครเป็นคนคิด

——————-

การที่คิดอะไรขึ้นมาแล้วสามารถทำให้เป็นจริงได้ดังที่คิดนั้น อาจทำเป็นการส่วนตัวก็ได้ถ้ามีพลังพอ ดังที่มีเอกชนทำโครงการนั่นนี่ที่เราเห็นกันว่าดี มีประโยชน์ อยู่บ้างประปรายในสังคม (ซึ่งมีท่าทีว่าจะหนาตามากขึ้น) แต่ถ้าจะให้ได้ผลดีในวงกว้างและเป็นหลักฐานมั่นคง ก็ต้องทำโดยรัฐ

อาจเป็นเพราะอย่างนี้กระมัง จึงมีคนอยากได้อำนาจรัฐ เพราะอำนาจรัฐหมายถึงอำนาจที่จะสั่งให้ใครทำอะไรก็ได้ที่ตนเห็นว่าดีมีประโยชน์

เพียงแต่ว่าผู้ที่ได้อำนาจรัฐในสมัยก่อนๆ ท่านได้รับการอบรมสั่งสอนให้คิดอ่านทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม

แต่ผู้ที่อยากได้อำนาจรัฐในสมัยนี้คิดแต่จะใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง

วิถีโลก ย่อมเป็นเช่นนี้แล

คำถามก็คือ เราควรจะไหลไปตามวิถีโลก คือยืน เดิน นั่ง นอน กินดื่ม เสพสุขไปวันๆ ทำหน้าที่ในกรอบขอบเขตของเราไปตามเรื่อง

หรือว่าควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อให้สังคมมีสภาพที่ดีขึ้น

ผู้คนในระบบวิถีโลกย่อมต่างกันตรงนี้-ตรงที่บางคนอยู่เพื่อตัวเองและพวกพ้อง แต่บางคนอยู่เพื่อเพื่อนมนุษย์

อยู่เพื่อตัวเอง อยู่ได้แค่ตาย
อยู่เพื่อเพื่อนมนุษย์ อยู่ได้เลยตาย

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๑๒ พฤษภาคม ๒๕๖๐
๑๒:๐๕