วินิจฉัยในคาถา ที่ท่านแสดงไว้ในวิสุทธิมรรค

เทวดาตนหนึ่ง ตั้งปัญหาทูลถามพระพุทธเจ้า ว่า…

อนฺโตชฏา พหิชฏา ชฏาย ชฏิตา ปชา
ตํ ตํ โคตม ปุจฺฉามิ โก อิมํ วิชฏเย ชฏนฺติ

“ธรรมชาติอันหนึ่ง เป็นชัฏทั้งภายใน ชัฏทั้งภายนอก ประชาชนถูกชัฏ(นั้น)เกี่ยวสอดไว้แล้ว
ข้าแต่พระโคดม เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอทูลถามพระองค์ ใครจะพึงถางชัฏนี้ได้.”

พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรัสตอบว่า…

สีเล ปติฏฺฐาย นโร สปญฺโญ   จิตฺตํ ปญฺญญฺจ ภาวยํ 
อาตาปี นิปโก ภิกขฺ                 โส อิมํ วิชฏเย ชฏนฺติ ฯ

“ภิกษุผู้เป็นคนฉลาด มีความเพียร มีปัญญาบริหารตน ตั้งอยู่ในศีลแล้ว
อบรมจิตและปัญญาตั้งอยู่ นั้น พึงถางชัฏนี้ไดแล”

(คำแปลจากหนังสือวิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ หลักสูตรชั้นประโยค ป.ธ.๘ ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย)

ต่อไปนี้เป็นคำแปลของผู้เขียน…

“นระผู้มีปัญญามาแต่กำเนิด (ติเหตุกบุคคล) มีความเพียร มีปัญญาบริหารตน
มีปกติเห็นภัยในวัฏฏะ ตั้งอยู่ในศีลแล้ว  อบรมจิตและปัญญานั้น พึงถางชัฏนี้ได้”

ผู้เขียน เห็นว่า ไม่ควรแปลคำว่า “ภิกขุ” ว่าเป็นภิกษุในลักษณะทับศัพท์ เพราะถ้าแปลว่า เป็นภิกษุ หลาย ๆ คนก็จะมุ่งหมายถึงพระภิกษุ คือนักบวชในพุทธศาสนาอย่างเดียว ทั้ง ๆ ที่ “บุคคลผู้มีปัญญามาแต่กำเนิด (ติเหตุกบุคคล) ตั้งอยู่ในศีล มีความเพียร เป็นผู้ฉลาด อบรมจิต ยังปัญญาให้เจริญ” นั้น คงไม่ใช่บุคคลที่ถือเพศเป็นภิกษุอย่างเดียว แม้บุคคลที่เป็นคฤหัสถ์ เป็นฆราวาส เป็นอุบาสก อุบาสิกาอื่น ๆ ก็สามารถมีคุณธรรมเช่นนั้น ๆ ได้ และพึงถางชัฏคือตัณหานั้น ๆ ได้เช่นเดียวกัน //

อนึ่ง แม้พวกที่มิใช่มนุษย์ เช่น เทวดา, พรหม ทั้งหมด เป็นผู้ที่ถือเพศเป็นนักบวช คือภิกษุ ไม่ได้… เทวดา และพรหมเหล่านั้น บางพวกที่เห็นภัยในวัฏฏะ เป็นติเหตุกบุคคล ก็ย่อมประกอบด้วยคุณธรรมนั้น ๆ แล้วถางชัฏคือตัณหาได้เช่นเดียวกัน…

เพราะฉะนั้น การจะแปลคำว่า “ภิกขุ” ว่าเป็นภิกษุ ที่เป็นนักบวชอย่างหนึ่ง จึงไม่ค่อยสมควร แต่ควรจะแปลว่า “ผู้เห็นภัยในวัฏฏะ” อันเป็นวิเสสนะของบุคคล ซึ่งผู้เห็นภัยในวัฏฏะ จึงหมายเอาบุคคลทั้งปวง ไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าจะต้องเป็นภิกษุ หรือนักบวชเพียงอย่างเดียว

อนึ่ง ถ้าจะหมายเอา ศัพท์ว่า “ภิกฺขุ” ว่าเป็นพระภิกษุ ก็น่าจะหมายความว่า “พระพุทธองค์ทรงหมายเอาภิกษุ โดยความเป็นปธานนัย คือในบรรดาพุทธบริษัททั้ง ๔ (ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา) นั้น “พระภิกษุ” จัดว่าเป็นประธาน // เมื่อกล่าวถึงประธาน ในลักษณะของปธานัย ก็ต้องหมายเอาบุคคลอื่น ๆ คือ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ด้วย….เหมือนคำกล่าวที่ว่า “พระราชา เสด็จมาแล้ว”
คำว่า “พระราชา เสด็จมาแล้วนี่” จัดเป็นปธานนัย หมายความว่า ในการเสด็จไปที่ไหน ๆ ของพระราชา มักจะไม่เสด็จไปเพียงผู้เดียว ต้องมีข้าทาสบริวาร มหาดเล็ก ทหาร ตำรวจ…ติดตามไปมากมาย…แต่เวลาจะกล่าว คนทั้งหลาย ก็จะกล่าวเพียงแค่ว่า “พระราชา เสด็จมาแล้ว” โดยความเป็นปธานนัย ย่อมหมายเอาบุคคลอื่น ๆ ที่มาพร้อมกับพระราชาด้วย …..นี่คือลักษณะการแสดงธรรมของพระพุทธองค์อย่างหนึ่ง”

ดังคำที่ท่านพระอานนทเถระ ได้กล่าวไว้ในคราวทำปฐมสังคายนาว่า “นานานยปริปุณฺณํ อตฺถธมฺมเทสนาปฏิเวธคมฺภีรํ สตฺถุ สาสนํ” คำสอนของพระศาสดา เต็มไปด้วยนัยหลายหลาก ลึกซี้งด้วยอรรถะธรรมะเทสนาและปฏิเวธ ฯ

==============
VeeZa
๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๑