วิเคราะห์การจับกุมพระ และให้สละสมณเพศ (สึก)

– ถ้าว่าตามพระวินัย เมื่อภิกษุ ยังไม่ต้องอาบัติถึงปาราชิก (ในปาราชิก ๔ ข้อ) … ยังไม่ได้บอกลาสิกขา (สิกฺขํ ปจฺจกฺขามิ….) ต่อหน้าสงฆ์ (ภิกษุสี่รูปขึ้นไป) หรือต่อหน้าบุคคล (ภิกษุรูปเดียว) ก็ยังถือว่าท่านเป็นภิกษุอยู่ ยังไม่ได้สึก (การบังคับให้สึก โดยที่ท่านไม่เต็มใจ ก็ยังถือว่าไม่ได้สึก เพราะขาดเจตนา)
– (ว่าโดยทางโลก) การแจ้งข้อกล่าวหาของเจ้าหน้าที่รัฐ เกี่ยวกับคดีความต่างๆ ต่อพระภิกษุ ยังไม่ถือว่ามีความผิดสิ้นสุดยุติ เพราะเป็นเพียงผู้ต้องหา…(ผู้ต้องหา เมื่อศาลยังไม่ตัดสิน ก็ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่)

การต้องอาบัติถึงปาราชิก ต้องมีหลักเกณฑ์ในการพิสูจน์ องค์แห่งปาราชิก มีหลายลักษณะ คือ

๑. ต้องมีเจตนา (สจิตตกะ)
๒. ต้องมีการเคลื่อนไหวกาย (กายวิญญัติ)
๓. ต้องมีการพูดจา (เคลื่อนไหววาจา, หรือวจีวิญญัติ)
๔. มีการหวังผลอื่น ๆ อันไม่ชอบธรรมตามมา

อาบัติปาราชิก อันเป็นเหตุให้ขาดจากความเป็นภิกษุ จะต้องมีสมุฏฐาน ๒ คือ

กายกับจิต เช่นลักของผู้อื่น ต้องเคลื่อนไหวกาย เช่นยื่นมือออกไปหยิบของสิ่งนั้น ๆ มา พร้อมด้วยใจที่มีไถยจิต (คิดจะขโมย) ด้วย
วาจากับจิต เช่น ใช้ให้ผู้อื่นไปลักเงิน (พูดด้วยวาจา) และตนเองก็ยินดี (อาการยินดีเกิดแต่จิต) ในเงินที่เขาลักมาให้ด้วย
ครบองค์ทั้งสอง คู่ใดคู่หนึ่ง (กายกับจิต, วาจากับจิต) จึงเป็นอาบัติถึงที่สุด

ถ้าขาดองค์ใดองค์หนึ่ง ไม่ครบองค์นั้น ๆ อาบัติยังไม่ถึงที่สุด …. เช่น รับเงินที่เขาถวายสงฆ์มาเพื่อสร้างโบสถ์ อาการที่รับมา (กายวิญญัติ), แต่จิตไม่ได้ยินดี หรือไม่ได้น้อมทรัพย์นั้นมาเป็นของตน (ไม่มีไถยจิตเอาทรัพย์นั้นมาเป็นของตน) ไม่เป็นอาบัติปาราชิก… แต่อาจจะเป็นอาบัติอื่น ๆ เช่นปาจิตตีย์ หรือเป็นอาบัติเล็กน้อยคืออาบัติทุกกฎ เพราะจับต้องเงินทองอันเป็นวัตถุอนามาส (อนามาส แปลว่า ไม่ควรจับต้อง)

การบังคับให้ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งสึก…. แม้แต่พุทธอิสระ …อาจก่อให้เกิดปัญหาได้…. ทั้งในอนาคต
กับพระผู้ใหญ่ วัดสระเกศ หรือวัดสามพระยา วัดสัมพันธวงศ์ … ก็จะมีปัญหาตามมาในอนาคตได้เช่นกัน…เมื่อมีผู้ไม่หวังดีกลั่นแกล้ง…และก็จะเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่รัฐ จับสึก ๆ …โดยไม่สนใจธรรมวินัย…. หลักตัดสินธรรมวินัย…..

เมื่อภิกษุ ยังปฏิญญา ว่า “เป็นภิกษุอยู่” (การต้องอาบัติปาราชิก ก็ไม่ชัดเจน ยังไม่ได้พิสูจน์โดยพระวินัยธร หรือจากสงฆ์อย่างครบถ้วน) ต้องถือว่า ท่านยังเป็นภิกษุอยู่ แม้จะนุ่งห่มด้วยผ้าอะไร ๆ ก็ตาม….เหมือนอย่างพระพิมลธรรม //

อย่างจับพระสุวิทย์ (พุทธอิสระ) ให้สึก ยังไม่แน่ชัดว่า พระสุวิทย์ บอกลาสิกขากับใคร … (สึกกับใคร) ถ้าเกิดพระสุวิทย์บอกว่า ไม่ต้องอาบัติปาราชิก ข้อใดเลย…และสงฆ์ (คณะสงฆ์ไทย) ก็ไม่ได้บอกว่าว่า “ต้องอาบัติปาราชิก”… พระสุวิทย์ก็อาจปฏิญญาว่าตนยังเป็นพระอยู่… หลุดรอดคดีความเมื่อไร ก็อาจจะนุ่งห่มผ้าเหลือง…ถือว่าตนเองเป็นพระต่อได้เลย… เพราะว่ายังไม่ได้สึก และ… แกสามารถฟ้องร้องภายหลังกับเจ้าหน้าที่รัฐได้ด้วย…

เรื่องนี้ดูท่าจะสนุกแน่…………… ///

คดีความในทางโลก

– บางอย่างอาจเข้าลักษณะของอาบัติปาราชิกได้ (เช่น ฆ่าคน, ลักทรัพย์) ที่ถึงพร้อมด้วยองค์ประกอบแห่งปาราชิกสิกขาบท
– บางอย่าง อาจไม่เข้าหลักเกณฑ์ของอาบัติปาราชิก… คือคดีความนั้น ๆ ขาดองค์ของอาบัติปาราชิกไป ก็จะไม่เข้าหลักเกณฑ์ของอาบัติปาราชิก เช่น คำว่า “ฟอกเงิน” จะบอกว่า ภิกษุมีไถยยจิตฟอกเงิน ถ้อยคำมันกำกวม … ต้องมีการตีความ… มีไถยยจิต อย่างไร ตอนไหน??? ซึ่งก็ต้องมีการพิสูจน์

วัตถุสิ่งของ หรือเงิน-ทอง ที่ทายก นำมาถวายพระ … คงไม่มีพระรูปใด ที่จะต้องไปตามหาที่มา หรือไปสอบถามว่า เงินทองข้าวของนั้น ๆ โยมได้มาอย่างไร ? (ไปปล้น จี้, ทำงาน, ลงทุน, เล่นหุ้น, เล่นหวย…แล้วได้มา) พระนำไปใช้ หรือนำไปทำประโยชน์อย่างอื่น ๆ ต่อ…. กลายเป็นว่า “ฟอกเงิน” … มันยังไง ๆ อยู่…
ถ้าว่าตามเจตนา สจิตตกะ ในปาราชิก ถือว่า ไม่ถูกต้องแล้วละ…

แต่อย่างว่า “เงินทอง เป็นดุจอสรพิษ” เพราะเกี่ยวเนื่องกับวิถีชีวิตในทางโลก และทางรัฐทุกทาง…เป็นวัตถุที่ก่อให้เกิดอาบัติได้ง่ายที่สุด เมื่อยึดถือว่าเป็นของตนแล้ว… เพราะความเกี่ยวเนื่องกับรัฐ จึงเกิดมีผลประโยชน์อันเกิดจากเงิน-ทองนั้น คือภาษี เก็บไว้เฉย ๆ ก็มีภาษี… ถ้าหลีกเลี่่ยงมาษี มีความจงใจ ก็อาบัติปาราชิก… ผิดกฎหมายทางโลกอีกด้วย….(เพราะฉะนั้น ไม่เกี่ยวข้อง ดีที่สุด ตัดปัญหาไปเลย)

============
VeeZa
๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๑