สติ ต่างกับ สัมปชัญญะ อย่างไร และ การปฏิบัติที่ใช้สติควบคู่กับสัมปชัญญะ คืออย่างไร

๑.) สติ

ในทางพระอภิธรรม “สติ” เป็นนามธรรม ฝ่ายเจตสิกธรรม โดยเป็นเจตสิกที่ดีพร้อมอย่างเดียว “สติ” อยู่ในพวก โสภณสาธารณเจตสิก มี ๑๙ ดวง “สติ” อยู่หนึ่งในนั้น “สติเจตสิก” คือ ธรรมชาติที่มีความระลึกได้ในอารมณ์ และให้สังวรอยู่ในกุศลธรรม เป็นลักษณะ มีลักขณาทิจตุกะ ๔ ประการดังนี้

ก.) มีความระลึกได้ในอารมณ์เนืองๆ เป็นลักษณะ หรือ มีการเข้าไปถือเอา เป็นลักษณะ
ข.) มีความไม่หลงลืม เป็นกิจ
ค.) มีความจดจ่อต่ออารมณ์ เป็นผล
ง.) มีความจำอันมั่นคง เป็นเหตุใกล้ หรือ มีสติปัฏฐาน ๔ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม เป็นเหตุใกล้

ในมิลินทปัญหา แสดงถึงสติ มี ๒ ประการ คือ

ก.) อปิลาปนลักขณาสติ ได้แก่ สติที่เตือนไปในธรรมทั้งหลายว่า ธรรมสิ่งนั้นหรือนี้ ดีหรือชั่ว มีประโยชน์หรือไม่มี เช่น ธรรมสิ่งนี้เป็น สติปัฏฐาน ๔ , เป็นพละ ๕ , เป็นโพชฌงค์ ๗ , เป็นมรรค ๘ หรือสิ่งนี้เป็นฌาน , เป็นสมาบัติ , เป็นวิชา , เป็นวิมุตติ , เป็นกองจิต , เป็นกองเจตสิก เมื่อ อปิลาปนลักขณาสติ เตือนให้ระลึกถึงธรรมเหล่านี้แล้ว ก็ส่องเสพแต่ธรรมที่ควรเสพ สตินี้จึงหมายถึงสติที่ประกอบทั่วไปในโสภณจิต ทำให้ระลึกถึงกุศลธรรม โดยทำหน้าที่กั้นกระแสแห่งนิวรณ์ธรรม จะประกอบด้วยปัญญาหรือไม่ได้ประกอบก็ตามสามารถให้ระลึกถึงกุศลธรรมโดยชอบได้
ข.) อุปคัณหณลักขณาสติ ได้แก่ สติที่ชักชวนให้ถือเอาคติในธรรมอันดี เป็นสติที่อุปการะแก่ปัญญาโดยตรง ได้แก่ สติสัมปชัญญะที่เกิดขึ้นในการพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม หรือที่เรียกว่าเจริญ “สติปัฏฐาน ๔” อันเป็นปุพพภาคมรรค ซึ่งเป็นเบื้องต้นแห่งมรรคพรหมจรรย์ที่จะอุปการะให้แจ้งพระนิพาน

สรุป สติ จึงมี ๒ อย่างคือ

– สติที่ประกอบกับโสภณจิตโดยทั่วไป ในขณะระลึกรู้อารมณ์ที่อดีตสัญญาเก็บจำไว้ตามนัยปริยัติด้วย อปิลาปนลักขณาสติ กับ
– สติที่กระทำความรู้สึกตัวขณะกำหนดรูปนามตามความเป็นจริงในการเจริญสติปัฏฐานตามนัยปฏิบัติด้วย อุปคัณหณลักขณาสติ

ข้อสังเกต คำว่า สติ มีลักษณะ “ไม่เลอะเลือน” หมายถึง

– บุคคลผู้เลือกเสพธรรมที่ควรเสพ คือ กุศลหรือบุญ
– ไม่เสพธรรมที่ไม่ควรเสพ คือ อกุศลหรือบาป
– คบแต่ธรรมที่ควรคบ คือ กุศลหรือบุญ
– ไม่คบกับธรรมที่ไม่ควรคบ คือ อกุศลหรือบาป

– บุคคลที่มี “สติ” จึงรู้ว่าขณะนั้นตนกำลังทำอะไรอยู่ สิ่งที่กำลังทำอยู่นั้น อะไรเป็นกุศลหรืออกุศล ควรเสพหรือไม่ควรเสพ
– “ไม่เลอะเลือน” ตัวอย่างเช่น นาย ก. กำลังนั่งตกปลา รอดูปลามากินเหยื่อ แสดงว่ามีจิตคิดจะฆ่า และ มีเจตนาทำความเพียรเพื่อฆ่าแล้ว แสดงว่าขณะนั้นเผลอสติ ไม่สามารถระลึกได้ว่า การตกปลาเป็นอกุศลเป็นบาปที่ไม่ควรทำ แต่ระหว่างรอปลากินเหยื่อ เห็นภิกษุเดินมา เกิดระลึกขึ้นมาได้ว่าภิกษุองค์นี้เคยสอนว่าการกระทำเช่นนี้เป็นอกุศล จึงเลิกตกปลา เช่นนี้เรียกว่ามี สติ เพราะไม่เลอะเลือนสับสนไปว่าการตกปลาเป็นอกุศลไม่ควรเสพ จึงได้เลิกเสพอกุศล

สัญญาเจตสิก จำอารมณ์ได้แต่ไม่สามารถ แยกแยะได้ว่า อารมณ์นี้ดีหรือไม่ดี มีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ แต่ สติ สามารถระลึกได้ว่า อารมณ์นี้มีประโยชน์ เมื่อระลึกได้เช่นนี้ก็เข้าไปถือเอาแต่เฉพาะสิ่งที่มีประโยชน์ ตัดสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ทิ้งไป

– สัญญา ไม่สามารถกำจัดความหลงลืมได้เพราะกิจของสัญญาก็คือ การทำเครื่องหมายไว้เพื่อประโยชน์แก่การจำได้ในภายหลัง ถ้าสัญญาทำกิจไม่ชัดเจน ก็จะทำให้เราจำไม่ได้ในภายหลัง แต่ สติ สามารถกำจัดความหลงลืมได้ เพราะ สติมีความไม่หลงลืมเป็นกิจ
– การจำของสัญญามีโอกาสที่จะคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงได้ เช่นจำในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง จำในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าสุข ในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตน ในสิ่งที่ไม่งามว่างาม ซึ่งในทางธรรมเรียกว่า สัญญาวิปลาส แต่ สติ ที่เรียกว่าวิปลาสไม่มี เป็นการจรดเข้าถึงสภาวธรรมที่แท้จริง จึงไม่มีโอกาสคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง แล้วยังสามารถกำจัดวิปลาสได้ด้วย ดังที่พระพุทธองค์ทรงแสดงสติปัฏฐาน ๔ มีกายานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นต้น ก็เพื่อกำจัดวิปลาส มี สุภวิปลาส เป็นต้น
– สัญญา มีอารมณ์ที่ปรากฏ เช่น สีดำ เสียงช้าง เป็นต้น และ เป็นเหตุใกล้ให้เกิด แต่ สติ มีความจำอันมั่นคง เป็นเหตุใกล้ให้เกิด คือ สติจะระลึกในอารมณ์ใดได้ ก็ต่อเมื่อสัญญาได้จำอารมณ์นั้นไว้แล้ว การระลึกชาติย้อนหลังไปได้ ก็เพราะอาศัยกำลังของสติ ไม่ใช่อาศัยสัญญา
– ในคราวใดมีสัญญาเกิดขึ้น ในคราวนั้นไม่จำเป็นว่าจะต้องมี สติ เกิดร่วมด้วย คือจำได้เฉยๆแต่ระลึกไม่ได้ แต่ ในคราวใดมี สติ เกิดขึ้น ในคราวนั้นต้องมีสัญญาเกิดร่วมได้แน่นอน คือเมื่อระลึกได้ก็ต้องจำได้แน่นอน

ข้อสังเกต

– ทางการแพทย์ คนที่ป่วยด้วยโรคจิตเป็นบ้าเสียสติ จำอะไรได้หรือไม่ คำตอบในทางอภิธรรม คือจำได้ เพราะเขามีสัญญา บุคคลผู้เสียสติเป็นผู้มีความจำอยู่ เพียงแต่ว่าสัญญาของเขานั้นทำกิจในการจำไม่ชัดเจน จึงทำให้เขาจำอะไรๆ ไม่ค่อยได้เท่านั้น ส่วนเขาจะมี สติ หรือไม่ คำตอบคือ เมื่อใดอาการป่วยกำเริบเขาจะเป็นผู้ไม่มีสติ หมายความว่า เขาจะไม่สามารถแยกแยะได้เลยว่า สิ่งใดเป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ สิ่งใดมีโทษหรือไม่มีโทษ สิ่งใดเป็นกุศลหรืออกุศล ฯลฯ เมื่อไม่สามารถแยกแยะได้เช่นนี้ ก็ทำให้เขาไม่สามารถเข้าไปถือเอาเฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์ ตัดทิ้งเสียซึ่งสิ่งไม่เป็นประโยชน์ ได้เลย การกระทำของเขาเป็นการกระทำของผู้เลอะเลือน ไม่สามารถแยกแยะชั่วดีได้ กฎหมายถึงไม่เอาโทษกับบุคคลผู้ขาดสติ
– คนเสียสติที่กล่าวมาข้างต้น กับ คนหลงลืมสติ เหมือนกันหรือไม่ คำตอบคือไม่เหมือน เพราะคนหลงลืมสติไม่ใช่ผู้ป่วยที่มีอาการทางจิต เป็นแต่เพียงว่าคนนั้นหลงลืมสติไปชั่วคราว ปล่อยให้อกุศลครอบงำจิตใจ จนในขณะนั้นไม่สามารถระลึกได้ว่า อะไรเป็นกุศล อะไรไม่ควรเสพ เลอะเลื่อนถือเอาธรรมที่ไม่ควรเสพว่าเป็นธรรมที่ควรเสพ
– พระอริยบุคคลตั้งแต่พระโสดาบันจนถึงพระอนาคามี ยังมีการหลงลืมสติปล่อยให้อกุศลเกิดได้ เพียงแต่การหลงลืมสติของท่านเหล่านั้นไม่รุนแรงจนถึงกับก่อให้เกิดการกระทำทุจริต ที่เป็นเหตุนำไปเกิดในอบายได้ นั่นก็คือ โลภะ โทสะ โมหะ ยังเกิดขึ้นในจิตใจของท่านได้ตามสมควร บุคคลผู้ไม่มีการหลงลืม “สติ” ตลอดกาลมีเพียง พระอรหันต์ ท่านเดียวเท่านั้น

– สติ เป็นธรรมชาติฝ่ายสังขารขันธ์ และเป็นฝ่ายสังขารธรรม หมายความว่า มีการเกิดขึ้นโดยอาศัยเหตุปัจจัยโดยประการต่างๆ ปรุงแต่ง เหตุนั้น จึงมีการดับไปเป็นธรรมดา และตกอยู่ในกฎไตรลักษณ์ คือ ไม่คงที่ถาวร ไม่คงตัว และไม่เป็นตัวตนอะไรที่มีอำนาจสั่งการ บังคับได้
– สติ ที่ประกอบประจำในกุศลจิตทั้งหลาย โดยเฉพาะกุศลที่นำออกจากสังสารทุกข์ เป็นธรรมที่ควรเจริญทุกเมื่อ ที่มาโดย เป็นโพธิปักขิยธรรม (ธรรมที่เป็นฝ่ายน้อมไปเพื่อการตรัสรู้ บรรลุมรรคผล แจ้งพระนิพพาน) คือ เป็นสติปัฏฐาน ๔ เป็นสตินทรีย์ , เป็นสติพละ เป็นสติสัมโพชฌงค์ และเป็นสัมมาสติในองค์มรรค
– สติ เป็นนามธรรม ทั้งฝ่ายผู้รู้อารมณ์ และฝ่ายผู้ถูกรู้ คือ เป็นอารมณ์ให้จิต แยกได้อย่างนี้คือ ฝ่ายผู้รู้อารมณ์ คือ สติ เกิดประจำในโสภณจิตทั้งหมด รับรู้อารมณ์ได้ทั้งที่เป็นปรมัตถ์ บัญญัติ โลกียอารมณ์ โลกุตรอารมณ์ เป็นต้น ฝ่ายผู้ถูกรับรู้ คือ สติ เป็นอารมณ์ประเภทธัมมารมณ์ ที่เป็นได้ทั้ง ๓ กาล คือ ปัจจุบันอารมณ์ อดีตอารมณ์ และอนาคตอารมณ์ ให้แก่กามาวจรจิตและอภิญญาจิต ตามควร ซึ่งควรศึกษา หาตัวอย่างอธิบายเพิ่มเติมต่อไป

ในคัมภีร์วิภังค์ แห่งพระอภิธรรมปิฎกให้คำจำกัดความ “สติ” ที่มาในรูปศัพท์ “สัมมาสติ” ดังนี้

“สัมมาสติ” เป็นองค์มรรค ในหมวดสมาธิหรืออธิจิตตสิกขา สัมมาสติ ตามคำจำกัดความตามแบบพระสูตรนี้นั้นก็คือหลักธรรมที่เรียกว่า “สติปัฏฐาน” นั่นเอง หัวข้อทั้ง ๔ ของหลักธรรมหมวดนี้มีชื่อเรียกสั้นๆ คือ

ก.) กายานุปัสสนา การพิจารณากาย การตามดูรู้ทันกายในกายทั้งหลาย ; ๑๔ บรรพ
ข.) เวทนานุปัสสนา การพิจารณาเวทนา การตามดูรู้ทันเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ; ๙ บรรพ
ค.) จิตตานุปัสสนา การพิจารณาจิต การตามดูรู้ทันจิตในจิตทั้งหลาย ; ๑๖ บรรพ
ง.) ธัมมานุปัสสนา การพิจารณาธรรมต่างๆ การตามดูรู้ทันธรรมในธรรมทั้งหลาย ; ๕ บรรพ

สาระสำคัญของ “สติปัฏฐาน”

จากข้อความในคำแสดงสติปัฏฐานแต่ละข้อข้างต้น จะเห็นได้ว่า ในเวลาปฏิบัตินั้นไม่ใช่ใช้สติเพียงอย่างเดียว แต่มีธรรมข้ออื่นๆ ควบอยู่ด้วย ธรรมที่ไม่บ่งถึงไว้ ก็คือสมาธิ ซึ่งจะมีอยู่ด้วย อย่างน้อยในขั้นอ่อนๆ พอใช้สำหรับการนี้ เรียกว่า วิปัสสนาสมาธิ (ท่านจัดไว้ในลำดับระหว่าง ขณิกสมาธิ คือ สมาธิชั่วขณะ กับ อุปจารสมาธิ คือ สมาธิที่จวนจะแน่วแน่ ปรากฏในสัทธัมมปกาสินีอรรถกถา แห่งปฏิสัมภิทามรรค)

ส่วนธรรมข้ออื่นๆ ที่ระบุไว้ได้แก่

ก.) อาตาปี คือมีความเพียร ได้แก่ วิริยะ ที่มาในฐานะสัมมัปปธาน จนถึงสัมมาวายามะในองค์มรรค ซึ่งหมายถึง เพียรระวังป้องกันและละความชั่ว (ในที่นี้ คือ นิวรณ์ เป็นต้น) กับความเพียรสร้างและรักษาความดี (คือ สติปัญญา)
ข.) สัมปชาโน คือมีสัมปชัญญะ (ตัวปัญญา)
ค.) สติมา คือมีสติ (หมายถึง สติ ที่กำลังกล่าวถึงนี้)

ข้อน่าสังเกต คือ สัมปชาโน ซึ่งแปลว่า มีสัมปชัญญะ นี้จะเห็นได้ว่า เป็นธรรมที่มักปรากฏควบคู่กับสติ สัมปชัญญะ ก็คือ ปัญญา ดังนั้น การฝึกฝนในเรื่องสตินี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการพัฒนาปัญญา หรือวิปัสสนาภาวนา นั่นเอง

๒.) สัมปชัญญะ

สัมปชัญญะ คือ ความรู้ ความเข้าใจ ตระหนักชัดต่อสิ่งที่สติกำหนดไว้นั้น หรือต่อการกระทำในกรณีนั้นๆ ว่า มีความมุ่งหมายอย่างไร สิ่งที่ทำนั้นเป็นอย่างไร ปฏิบัติต่อมันอย่างไร และไม่เกิดความหลงหรือความเข้าใจผิดใดๆ ขึ้นมาในกรณีนั้นๆ

สัมปชัญญะ เป็นชื่อของปัญญา เพราะเป็นธรรมชาติที่รู้โดยประการทั้งหลายโดยชอบ, รู้ในสิ่งที่สมควรรู้ในวาระนั้นๆ เป็นความรู้ที่เกี่ยวกับความเป็นไปของตน ไม่ใช่ความเป็นไปของผู้อื่น เป็นความพิจารณาใส่ใจในกิจที่ตนพึงกระทำ ไม่ใช่กิจที่ผู้อื่นกระทำ

สัมปชัญญะสามารถจำแนกตามอาการที่รู้หรือทำกิจเกี่ยวกับความหยั่งรู้ออกเป็น ๔ ประการ คือ

ก.) สาตถกสัมปชัญญะ คือปัญญาที่กำหนดได้ว่าการกระทำของตนนั้นอะไรเป็นประโยชน์ อะไรไม่ใช่ประโยชน์ รู้ประโยชน์จึงทำกิจนั้น แต่ถ้ายังมองไม่เห็นประโยชน์ในการกระทำหรือจะใช้อิริยาบถนั้น ก็ยังไม่กระทำโดยมุ่งถือเอาแต่ประโยชน์เท่านั้นเป็นสำคัญ ไม่ทำอะไรตามความเคยชิน การไม่พิจารณาถึงประโยชน์ ย่อมเป็นช่องทางให้กิเลสอาศัยความไม่รู้เกิดขึ้น เช่นการกำหนดรู้ว่าทุกข์ คือความปวดเมื่อย เกิดขึ้นแล้วในอิริยาบถนี้ แล้วจึงเดิน ยืน นั่ง หรือนอน เหยียดหรือคู้ เพื่อบำบัดเพื่อบรรเทาทุกข์นั้น เป็นประโยชน์ของการเปลี่ยนอิริยาบถ เพราะความทุกข์คอยดึงใจจนความรู้สึกตั้งอยู่กับอิริยาบถนั้นลำบาก การเปลี่ยนอิริยาบถเพื่อแก้ทุกข์ จะเป็นเหตุให้ความรู้สึกตั้งอยู่กับอริยาบทใหม่ได้ต่อเนื่อง การกำจัดทุกข์เป็นประโยชน์ของการเปลี่ยนอิริยาบถ

ในเวลาใช้สอยปัจจัย ๔ มีการกำหนดรู้ประโยชน์ที่แท้จริงของปัจจัยนั้นๆ เสียก่อนที่จะใช้สอย เกี่ยวกับการจะทำอะไรต้องรู้เหตุผลในการกระทำนั้น ว่าก่อให้เกิดประโยชน์หรือไม่ ก่อนที่จะทำหรือใช้สอย เช่น รู้ว่าเดินทำไม รับประทานอาหารทำไม ดื่มน้ำทำไม ใส่เสื้อผ้าทำไม ไม่ใช่ทำอะไรตามความเคยชิน แต่ได้พิจารณาถึงประโยชน์เสียก่อน ก็เป็นสาตถกสัมปชัญญะ ย่อมไม่เป็นช่องทางให้กิเลสคือความยินดียินร้าย อาศัยเกิดขึ้นได้ ในทางตรงข้าม เช่น เมื่อทุกข์เวทนาคือความปวดเมื่อยเกิดขึ้นแล้วในอริยาบทนั่ง การที่ยืนขึ้นตามความเคยชิน โดยไม่พิจารณาก่อนว่าจะยืนทำไม เพื่อประโยชน์อะไร ในเวลานั้นยอมปิดโอกาสแห่งความรู้ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นประโยชน์ของการเปลี่ยนอริยาบท มีแต่ความไม่รู้ซึ่งเป็นอวิชชานุชสัย และก็เพราะเหตุที่ไม่รู้นั่นแหละ, กิเลส คือความยินดีในอิริยาบถที่ปรารภจะเปลี่ยนย่อมได้โอกาสเกิดขึ้น สุขเวทนาที่พึ่งได้จากการเปลี่ยนอิริยาบถยืน เป็นที่ตั้งอาศัยแห่งกามราคานุสัย และขณะนั้นกิเลสคือความยินร้ายในอิริยาบถนั่งเก่า ย่อมได้โอกาสเกิดขึ้น เพราะทุกขเวทนาคือความปวดเมื่อยนั้น เป็นที่ตั้งแห่งปฏิฆานุสัย คือโทสะขุ่นเคือง ไม่พอใจอิริยาบทเก่า เป็นอันว่ากิเลสที่เป็นประธาน ๓ อย่างคือโลภะ โทสะ โมหะ ย่อมพร้อมเพรียงกันเกิดขึ้น เพราะเหตุที่ไม่มีการพิจารณาในการเปลี่ยนอิริยาบถแต่ละครั้ง

ความรู้ที่ทำให้เกิดขึ้นเกี่ยวกับกำหนดประโยชน์ในการใช้อิริยาบถใหญ่ และอิริยาบถย่อยในเวลานั้นๆ เสียก่อนเพื่อกำจัดความไม่รู้ที่คอยจะเกิดขึ้นด้วยอำนาจการกระทำตามความเคยชิน ชื่อว่า สาตถกสัมปชัญญะ

ข.) สัปปายสัมปชัญญะ คือปัญญาที่กำหนดถึงความสะดวก ไม่สะดวก สมควร ไม่สมควร ในการทำกิจนั้นๆ โดยมุ่งถือเอาความสะดวกเป็นสำคัญ แม้กำหนดประโยชน์ได้แล้วก็ตามแต่เห็นว่าไม่สมควร ไม่สะดวก ก็ไม่ทำ เห็นว่าสมควร สะดวกจึงทำ เพื่อเป็นการส่งเสริม ศีล สมาธิ ปัญญาให้เจริญขึ้น ยับยั้งการเกิดขึ้นของกิเลสได้ ความไม่เกิดขึ้นแห่งกิเลสชื่อว่าสะดวก ความเกิดขึ้นแห่งกิเลสชื่อว่าไม่สะดวก, สัปปายะ ไม่ได้หมายถึงความสบายที่เป็นความสุข ความเพลิดเพลิน อันเป็นเหตุให้ตัณหาเกิด ในที่นี้หมายถึงความสะดวก

อนึ่ง สัปปายะ ๗ อย่าง ได้แก่ อาวาส โคจร ภัสสะ บุคดล โภชนะ อุตุ อิริยาบถ ที่สร้างความสะดวกในการเจริญ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็มีอสัปปายะ ๗ อย่าง ที่สร้างความไม่สะดวกในการเจริญ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็มี สำหรับผู้ปฏิบัติที่หลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นอสัปปายะ เสพแต่สิ่งที่เป็นสัปปยะเท่านั้น เป็นความฉลาดในธรรมที่เป็นสัปปายะ ก็ชื่อว่าสัปปายสัมปชัญญะ

ค.) โคจรสัมปชัญญะ คือปัญญาที่เข้าถึงอารมณ์ปัจจุบันที่ควรใส่ใจขณะปฎิบัติ จึงสามารถปรารภอารมณ์กรรมฐานได้สม่ำเสมอติดต่อกันไป โดยไม่หลงไปจากความจริงและไม่ทอดทิ้งอารมณ์กรรมฐาน สติ สัมปชัญญะ เมื่อเกิดขึ้น รู้อารมณ์แล้วย่อมหมดไป ต้องน้อมใจให้สติสัมปชัญญะเกิดขึ้นใหม่เนืองๆ มีอุบายที่ทำให้โคจรสัมปชัญญะเกิดขึ้นรู้อารมณ์ได้ใหม่ ก็คือทำไว้ในใจว่าขณะนี้กำลังทำอะไรอยู่ กำลังรู้อะไรอยู่เป็นการใส่ใจนาม ผู้ดูว่ากำลังรู้รูปอะไร นามอะไร เป็นปัญญาที่ใส่ใจความรู้สึก ใส่ใจผู้ดูอารมณ์กรรมฐาน รู้ว่ากำลังดูอะไรอยู่ คือรู้ทั้งนามผู้ดู และอารมณ์กรรมฐานที่ถูกดู จึงแยกได้ว่า ผู้ดูก็อย่างหนึ่ง อารมณ์กรรมฐานที่ถูกดูก็อย่างหนึ่ง ไม่ปะปนกัน “โคจร” ในที่นี้หมายถึงอารมณ์กรรมฐาน ปัญญาที่ไม่ทอดทิ้งอารมณ์กรรมฐาน จึงชื่อว่า “โคจรสัมปชัญญะ” ไม่ว่าจะอยู่ในอริยาบทได้ก็ตามจึงต้องมีโคจรสัมปชัญญะกำกับไปตลอดเวลา

ง.) อสัมโมหสัมปชัญญะ คือปัญญาที่รู้ตรงต่อความเป็นจริงของสภาวธรรม ว่าสภาวธรรมนี้เป็นรูปธรรม สภาวธรรมนี้เป็นนามธรรม หยั่งเห็นสภาวะลักษณะของรูป ของนาม ว่ารูปแต่ละรูป มีความแตกต่าง นามแต่ละนามมีความแตกต่างกัน รูปอย่างหนึ่ง นามก็อย่างหนึ่ง แต่รู้ถึงสามัญลักษณะว่ารูปธรรม นามธรรม ที่เป็นสังขตธรรม เป็นธรรมที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง เมื่อดับไปมีสภาวะที่เสมอเหมือนกัน คือความ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นปัญญาที่ไม่ลุ่มหลง สามารถรู้ถูกต้องตรงต่อความจริงของสภาวธรรม รู้เท่าทันอารมณ์ปัจจุบันทุกๆอารมณ์ว่าเป็นรูปหรือนาม ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคลทไม่ใช่หญิง ไม่ใช่ชาย ไม่ใช่ตัวตน เป็นเพียงขันธ์ ๕ คือ รูป นาม อันว่างจากอัตตาโดยประการทั้งปวง

เพื่อความเข้าใจเกี่ยวกับสาระของอสัมโมหสัมปชัญญะนี้ได้แจ่มแจ้งขึ้น จึงควรทราบความแตกต่างกันของปัญญา ๓ อย่างคือ สุตมยปัญญา จินตามยปัญญา และ ภาวนามยปัญญา ที่เป็นไปเกี่ยวกับความรู้ว่าเป็นนาม เป็นรูป

ความรู้นามรูปของปัญญามี ๓ ขั้นคือ

ก.) สุตมยปัญญา หมายถึงปัญญาที่สำเร็จเพราะคำชี้แจงที่ได้สดับแล้ว คือ เป็นปัญญาที่ได้มาเพราะฟังจากคนอื่น ได้เรียน ได้ศึกษา ได้อ่านตำรับตำราอยู่ในรูปของบัญญัติ เป็นสำนวนโวหารที่ผู้อื่นแสดงเป็นปริยัติแล้ว เกิดปัญญา ปัญญานี้ต้องอาศัยกัลยาณมิตร เป็นความรู้รูป รู้นาม ที่ได้มาจากการฟัง เพื่อกำหนด นาม รูป ได้ถูกต้องในภายหลัง ในการปฏิบัติการที่ผู้ปฏิบัติและกำหนดอารมณ์กรรมฐานคือ นามรูป ได้ถูกต้องนั้น ในเบื้องต้นต้องมีการฟังจากครูอาจารย์ว่าอะไร เป็นรูป อะไรเป็นนามก่อน จึงจะมีโอกาสกำหนด นามรูป ได้ถูกต้องในคราวปฏิบัติ

ข.) จินตามยปัญญา หมายถึง ปัญญาความรู้ที่ได้จากการพิสูจน์ รูปนาม แล้วด้วยตนเอง เพราะได้ใส่ใจลักษณะของนามหรือรูปนั้นว่าเป็นนามอะไรรูปอะไร ในเวลาที่มีสติเข้าไปตั้งไว้ที่นามที่รูปที่เป็นปัจจุบันอารมณ์นั้น การใส่ใจลักษณะที่แตกต่างกันแห่งนาม รูป เหล่านั้น ย่อมทำปัญญาให้เกิดขึ้นรู้ว่า นี้เป็นนามอะไร รูปอะไร ตรงต่อความเป็นจริงสามารถทำให้สภาวะของรูป นามจริงๆ ปรากฏขึ้นในความรู้สึกได้ โดยอาศัยความรู้ที่ได้จากสุตมยปัญญา เป็นปัจจัยเท่านั้น ความรู้นาม รูป ขั้นนี้เป็นความรู้ที่ได้ สัมผัสกับสภาวะของจริงที่เป็นนาม เป็นรูปนั้นๆ เพียงแต่ว่ายังมีการอิงอาศัยบัญญัติอยู่ เพราะเป็นความรู้ที่ทำขึ้นให้ตรงกับบัญญัติ ตรงกับชื่อที่เรียนรู้มา ไม่ใช่คิดเอาเองลอยๆ บุคคลชื่อว่ามีการปฏิบัติ ก็เมื่อเขาได้ใช้ความเพียรทำความรู้นามรูป ขั้นจินตามยปัญญานี้ให้เกิดขึ้นบ่อยๆ ฉะนั้นความรู้ขั้นจินตามยปัญญาอย่างนี้นับว่าเป็นความรู้ขั้นปฏิบัติ ความรู้นี้ยังกำลังน้อย ต้องหมั่นใส่ใจ ทำความรู้สึกตัวไปที่ รูปนาม ที่เป็นอารมณ์อยู่เสมอๆ จนรู้ความจริงของรูปนาม ด้วยอสัมโมหสัมปชัญญะโดยมีโคจรสัมปชัญญะเป็นไปอยู่บ่อยๆ เป็นปัจจัย

ค.) ภาวนามยปัญญา เป็นปัญญาที่สำเร็จเพราะการเจริญ อบรมให้สติ สัมปชัญญะ เจริญงอกงามให้ยิ่งๆขึ้นไป จนปัญญาแกล้วกล้า กล่าวคือ มีความชำนาญยิ่งแม้ไม่ต้องขนขวายทำให้เกิดก็ย่อมเกิดขึ้น จิตเกิดปรารภอารมณ์ที่ปรากฏเฉพาะหน้าอันใดก็ตาม สติเข้าไปตั้งอยู่ในอารมณ์นั้นแล้ว ความรู้ว่าเป็นนามรูปก็เกิดขึ้นทันที ใส่ใจครั้งใดก็เห็นความจริงจนบรรลุถึงความเป็นยอด คือมรรคอันเป็นที่สุดแห่งการเจริญได้ เรียกว่า วิปัสสนาปัญญา และ มรรคปัญญา เมื่อผู้ปฏิบัติ ทำเหตุปัจจัยให้ความรู้จริงเกิดขึ้นได้บ่อยๆ จนชำนาญอันเป็นผลมาจากการชำระกิเลสให้บริสุทธิ์ได้แล้ว จึงเป็นปัจจัยต่อความรู้แจ้ง ความรู้นี้ไม่ต้องอาศัยโยนิโสมนสิการ เพียงแต่ปรารภอารมณ์ด้วยสติ ความรู้ว่าเป็นรูปเป็นนามก็เกิดขึ้นทันทีโดยไม่ต้องตั้งใจสำเหนียกลักษณะเหมือนแต่ก่อนในขั้นจินตามยปัญญา

ความรู้ทั้ง ๓ อย่างนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยสืบต่อกัน ความรู้ขั้นสุตมยปัญญาอันเป็นความรู้ขั้นปริยัติ เป็นปัจจัยให้ความรู้ รูปนาม ขั้นจินตามยปัญญา อันเป็นความรู้ขั้นปฏิบัติ และความรู้ขั้นปฏิบัติ เป็นปัจจัยให้ความรู้ขั้นภาวนามยปัญญา อันเป็นความรู้ขั้นปฏิเวธ แม้เบื้องต้นจะเป็นความรู้สึก ขั้นญาณก็ตาม อันเป็นผลแห่งการปฏิบัติที่ถูกต้อง ที่เรียกว่า “นามรูปปริจเฉทปริเฉทญาณ” ก็นับว่าเป็นวิปัสสนาปัญญา ก็จัดเป็นปัญญาประเภท ภาวนามยปัญญาเหมือนกัน

สรุป สัมปชัญญะ ๔ มี

ก.) สาตถกสัมปชัญญะ ใส่ใจว่าที่ทำนั้น ทำทำไม เดินทำไม กินทำไม เพื่อรู้เหตุผล
ข.) สัปปายสัมปชัญญะ ใส่ใจว่าที่ทำนั้น ทำแค่ไหน เดินแค่ไหน กินแค่ไหน เพื่อความสะดวกต่อการเจริญ ศีล สมาธิ ปัญญา
ค.) โคจรสัมปชัญญะ ใส่ใจว่าขณะที่ทำจิตรู้อะไรเพื่อไม่ให้ทิ้งอารมณ์กรรมฐาน ได้ปัจจุบันอารมณ์เนืองๆ เป็นปัญญาที่รู้ตัวผู้ดู ขณะกำหนดอารมณ์กรรมฐาน รู้ว่าตัวกำลังดูอะไร
ง.) อสัมโมหสัมปชัญญะ คือปัญญาที่รู้ว่าสิ่งที่ดูคือรูปนาม

ผู้ที่ปฏิบัติจนคุ้นเคยแล้วโคจรสัมปชัญญะกับอสัมโมหสัมปชัญญะทั้ง ๒ ย่อมเป็นไปราวกับว่าพร้อมกันทีเดียว

๓.) การปฏิบัติที่ใช้สติควบคู่กับสัมปชัญญะ

ก.) ความรู้สึกตัว (โคจรสัมปชัญญะ)

ความรู้สึกตัว หมายถึงปัญญารู้อาการของสภาวธรรมตามความเป็นจริงในขณะปัจจุบันโดยมีสติสำรวมอยู่กับอารมณ์นั้นสัมปชัญญะรู้ความจริงของอารมณ์ รู้ว่าใครดู ดูอะไร รู้ทั้งอารมณ์กรรมฐานและ ผู้รู้อารมณ์กรรมฐาน

ฉะนั้นในความรู้สึก จะมีธรรม ๒ อย่างปรากฏ คือนามผู้ดูและอารมณ์กรรมฐานที่ถูกดู ทั้งผู้ดูและอารมณ์ที่ถูกดู ก็จะแยกออกจากกันไม่ปะปนกัน

ความรู้สึกตัว เป็นปัญญาที่รู้ความเป็นไปของตน หยั่งรู้ในกิจที่ตนกำลังกระทำในขณะกำหนดอารมณ์อยู่ คอยปรารภนามผู้ดู ด้วยการมนสิการ (ใส่ใจ) ที่ผู้ดู ไม่มุ่งแต่อารมณ์กรรมฐานโดยตรง เพื่อกระตุ้นความรู้สึกในเวลาดู ว่ากำลังดูอะไร ดังนั้นความรู้สึกต้องรู้ที่ผู้ดู ไม่ใช่รู้ที่อารมณ์กรรมฐาน รู้อย่างนี้จะสามารถกำหนดอารมณ์กรรมฐานได้อย่างสม่ำเสมอ ติดต่อกัน ไม่ทอดทิ้งอารมณ์ ไม่เผลอ ไม่หลงลืมกรรมฐานได้โดยง่าย ความรู้สึกตัว จึงเป็นข้อปฏิบัติที่สำคัญที่สุดในการเจริญวิปัสสนา เพราะความรู้สึกตัวทำให้รู้อยู่กับอารมณ์ปัจจุบัน ที่เป็น รูป นาม จึงเป็นโอกาสให้รูปนาม แสดงความเป็นจริงให้กับปัญญารู้ อีกทั้งนิวรณ์เข้าอาศัยอารมณ์เกิดขึ้นในจิตไม่ได้ เมื่อไม่มีนิวรณ์เป็นเครื่องกั้น ปัญญาจึงเกิดได้สะดวก

ผู้ที่มีความรู้สึกตัวจนชำนาญ สามารถรู้เท่าทันกายและใจ รู้ว่ากายและใจเป็นตัวทุกข์ คอยตามดูว่าทุกข์เกิดขึ้นได้อย่างไร ขณะกายเป็นทุกข์มาสังเกตใจว่าใจเป็นทุกข์ด้วยหรือไม่ ความรู้สึกตัวจึงเป็นการรู้กระจายไปตามอาการท่าทาง หรือ สภาวธรรม ไม่จับยู่ที่ใดแห่งหนึ่ง ไม่ค่อยมุ่งไม่คอยจ้องแต่อารมณ์กรรมฐาน จึงไม่ทำให้เกิดการจับท่า ไม่ทำให้เกิดการทำกรรมฐานขึ้น และไม่เกิดความสงบนิ่งเฉยไป สมาธิจึงไม่สามารถปิดบังสัมปชัญญะได้

สำหรับผู้ฝึกปฏิบัติใหม่ๆ เวลากำหนดมักรู้แต่อารมณ์เฉยๆ เพราะธรรมชาติของจิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ แต่ในการปฏิบัติต้องรู้ตัวด้วย ไม่ใช่รู้แต่อารมณ์เฉยๆ ฉะนั้นผู้ปฏิบัติโดยมากมักขาดความรู้สึกตัว จึงมีแต่สติไม่มีสัมปชัญญะ ผู้ปฏิบัติที่ฝึกไปนั้นนานๆ ต้องคอยสังเกตทำความรู้สึกตัวอยู่เสมอในขณะรู้อารมณ์ โดยมีอุบายว่าขณะกำหนดอารมณ์นั้น ผู้ดูรู้อะไรอยู่ จนตัวผู้ดูปรากฏ อย่างนี้เป็นความรู้สึกตัว ในความรู้สึกตัวของผู้ปฏิบัติขณะกำลังรู้รูปนั่ง จะมีทั้งรูปนั่งที่เป็นอารมณ์ และนามผู้ดู อยู่ในความรู้สึก แต่ไม่ใช่กำหนดรูป นาม ไปพร้อมๆกัน จะต้องมีความรู้เก็บไว้ในใจก่อนว่า นามเป็นผู้ดู ถ้าไม่รู้ว่าผู้ดูเป็นนาม ก็จะไม่รู้ว่าใครดู ต้องรู้ว่าใครดูและกำลังดูอะไร จึงเป็นสัมปชัญญะ

ธรรมชาติของปัญญา มักเกิดยากกว่าสติ เพราะต้องอาศัยเหตุปัจจัยหลายอย่าง ทั้งอาศัยความชำนาญฝึกฝนจนคุ้นเคยในการปฏิบัติด้วยการฝึกบ่อยๆ ถ้าฝึกนิดๆหน่อยๆ แล้วจะให้สัมปชัญญะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ย่อมไม่มีทาง ดังนั้นจึงต้องฝึกมากๆ บ่อยๆ จนกว่าเมื่อใดสัมปชัญญะสมบูรณ์ด้วยเหตุปัจจัยแล้วความรู้สึกตัวก็จะเกิดขึ้น

การที่จะทำความรู้สึกตัว รู้ความจริงของ รูป นาม อยู่เนืองๆนั้น ต้องอาศัยธรรมหลายอย่าง นอกจากจะมีโยนิโสมนสิการ มีสติสำรวมอยู่กับปัจจุบัน เพื่อเป็นปัจจัยให้เกิดอินทรีย์สังวร ยังมีธรรมอีกประการหนึ่งที่ช่วยอุปถัมภ์ให้การภาวนาเจริญก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ ก็คือ “มีการสังเกตในขณะปฎิบัติ”

ข.) การสังเกต (ปาริหาริกปัญญา)

การสังเกต เป็นปัญญาอย่างหนึ่งที่คอยบริหารการปฎิบัติ เพื่อให้การปฏิบัตินั้นเป็นไปอย่างถูกต้อง ตรงกับที่ได้ศึกษาเข้าใจมา การสังเกตนั้นต้องเป็นไปพร้อมๆ กับการกำหนดในอารมณ์ปัจจุบันนั่นเอง

เมื่อสำรวมอยู่ ใส่ใจอยู่ ความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่จะออกมาทำงานเป็นการสังเกตเอง รู้เองว่าการปฏิบัติถูกหรือไม่ถูกอย่างไร ที่รู้ได้อย่างนี้เพราะเราต้องมีความเข้าใจจากการฟังมาดีแล้ว และจะเก็บความเข้าใจอันนี้ไว้นั่นเอง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการกำหนด เช่นการกำหนดนั้นไม่เป็นไปตามที่เข้าใจมาก็จะได้รู้ได้ทันทีว่าไม่ถูก รู้ว่าไม่ถูกอย่างไร และต้องบริหารอย่างไร เป็นต้น การสังเกตจึงต้องมีอยู่เสมอเมื่อเรามีความรู้สึกตัวอยู่ก็หมายความว่า การสังเกตต้องมีในที่นั้นด้วย ถ้ามีเพียงสติก็เท่ากับรู้ไปเฉยๆ จึงเป็นธรรมที่มีความสำคัญยิ่งในการเจริญวิปัสสนา เมื่อสังเกตรู้ว่า การกำหนดนั้นตกไปจากอารมณ์ รูปนาม แล้วก็จะกลับมาตั้งอยู่ในอารมณ์ รูปนาม ที่เป็นปัจจุบันได้อีก ถ้าไม่มีสังเกต จิตตกไปจากอารมณ์รูปนาม ก็ตกไปเลย ทำให้เสียปัจจุบันไป

ผู้ปฏิบัติต้องไม่ทำสังเกตขึ้น คือขณะกำหนดไปคิดเทียบเคียงพิจารณา การกำหนดนั้นๆ โดยดึงเอาความรู้ความเข้าใจมาเปรียบเทียบอย่างนี้เป็นการทบทวน เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ธรรมซึ่งเป็นเรื่องนึกคิดไป แต่การสังเกตเป็นเรื่องของความรู้สึก เป็นการงานของปัญญา แต่ในความเป็นจริง การที่จะไปห้ามไม่ให้ทำสังเกตขึ้น คงเป็นการยาก

ผู้ปฏิบัติใหม่ ยังขาดความชำนาญในการสังเกต การที่จะไม่ให้ทำสังเกตขึ้นนั้นคงเป็นไปไม่ได้ เพราะยังไม่คุ้นเคยกับตัวสภาวะของนามรูป และลักษณะการงานของธรรมะที่ใช้ในการกำหนด เพราะความรู้ยังต้องอิงอาศัยบัญญัติอยู่ แต่เมื่อทำสังเกตขึ้นแล้วจะเป็นการช่วยประคับประคองให้การกำหนดได้เข้าต้องเข้าร่องรอยเข้าสู่แนวทางที่ถูกต้องได้ หากชำนาญก็ไม่ต้องทำสังเกตขึ้นอีก

การสังเกตจะเป็นไปได้ดี นอกเหนือจากการได้ศึกษาได้ฟังมาดีแล้ว ยังต้องอาศัยกัลยาณมิตร ทั้งประสบการณ์จากการฝึกปฏิบัติรู้ผิดรู้ถูก รู้ความบกพร่องนำมาเป็นครู สิ่งเหล่านี้เป็นผู้คอยชี้แนะให้การสังเกตในคราวต่อไปดีขึ้นเรื่อยๆ สามารถพูดได้ว่านอกเหนือจาก ปุพเพกตปุญญตาและการได้กัลยาณมิตรผู้มีความสามารถแล้ว การสังเกตได้ถูกนี้ เป็นเครื่องวัดบารมีของผู้ปฏิบัติได้ส่วนหนึ่งด้วย

ธรรมที่ต้องถูกสังเกตในการกำหนด ได้แก่ ธรรมทุกอย่างที่ต้องใช้ และประกอบร่วมกันในการปฏิบัติเช่น สติ สัมปชัญญะ โยนิโสมนสิการ อารมณ์กรรมฐาน ตลอดถึงการวางใจ การเปลี่ยนแปลงของความรู้สึกในการกำหนด แม้แต่สังเกตเองก็ยังต้องถูกสังเกตด้วย คือ ต้องสังเกตด้วยว่าการกำหนดที่มีการสังเกตุ กับไม่มีการสังเกตแตกต่างกันอย่างไร การสังเกตจึงครอบคลุมกว้างขวางมาก สมกับที่เรียกว่า ปาริหาริกปัญญา จริงๆ

ในระหว่างการปฏิบัติ ผู้ปฏิบัติพึงเป็นผู้มีสังเกตอยู่เสมอว่าความรู้สึกของตนนั้นเป็นเพียงนึกบริกรรม ว่านาม ว่ารูป หรือว่าเป็นความรู้ที่ทำให้เกิดขึ้นด้วยมีสติ มีความรู้สึกออกไปที่อารมณ์กรรมฐานนั้นจริงๆ ถ้าหากเห็นว่าเป็นเพียงนึกบริกรรมเท่านั้นหาความรู้สึกไม่ได้ก็ควรทราบด้วยว่าเพราะเหตุใดจึงว่าเป็นเพียงการนึกไม่ใช่ความรู้สึก และถ้าหากเป็นความรู้สึกไม่ใช่การนึกก็เช่นเดียวกัน คือ การมีหลักตัดสินว่า เพราะเหตุใดจึงว่าเป็นความรู้สึก ไม่ใช่นึก

นึกเป็นอย่างไร รู้สึกเป็นอย่างไร ควรสังเกตความแตกต่างกันไว้

ในเวลาที่สามารถทำความรู้สึกให้ออกไปที่ท่าทางอิริยาบถนั้นได้ ก็ควรสังเกตว่าจิตของเราเอาแต่จับอารมณ์เฉยอยู่ ไม่ขวนขวายหรือมีความขนขวายที่จะรู้อารมณ์อยู่เรื่อยๆ หรือจิตตกไปจากอารมณ์กรรมฐานแล้ว ถ้ามีการสังเกต ก็จะกลับมาตั้งอยู่ที่อารมณ์ปัจจุบันได้อีก ถ้าขาดการสังเกตแล้ว จิตตกไปจากอารมณ์ก็ตกไปเลย ทำให้เสียปัจจุบันไป

ในเวลาเปลี่ยนอิริยาบถแต่ละครั้งควรสังเกตเสมอว่าควรรู้ว่าเปลี่ยนเพื่อแก้ เพื่อบำบัดทุกข์นั้น เป็นการนึก ให้ตรงกับที่เรียนมาเท่านั้น หรือว่ามีความรู้สึกสัมผัสถึงสภาวะที่เป็นทุกข์นั้นจริงๆ โดยเฉพาะในคราวเข้านอนตอนกลางคืนแล้วจะลุกขึ้นจากที่นอนตอนเช้าของวันใหม่นั้น พึงสังเกตว่ามีการใส่ใจเหตุที่ทำให้ต้องลุกขึ้นอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ หรือสักแต่ลุกขึ้นตามความเคยชิน หรือลุกขึ้นเพื่อจะไปเดิน เพื่อกำหนดรูปเดินเท่านั้น เป็นต้น

ผู้ปฏิบัติที่มีความสังเกต รู้จักสังเกตการงานเกี่ยวกับการปฏิบัติของตนอยู่บ่อยๆเท่านั้น จึงจะสามารถปรับปรุงการปฏิบัติของตนให้ถูกต้องสมบูรณ์ได้ เพราะเมื่อตามสังเกตอยู่ก็ย่อมพบความบกพร่องในเรื่องนั้นๆ จะได้ปรับปรุงการปฏิบัติให้ถูกต้องต่อไป ความบกพร่อง ผิด ถูก ความไม่สะดวกต่างๆเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นครูที่คอยชี้แนะให้การสังเกตมีการพัฒนามากขึ้น ละเอียดขึ้น ว่องไวขึ้น

ส่วนผู้ที่ขาดการสังเกต มุ่งแต่จะปฏิบัติไปอย่างเดียว เมื่อเกิดความบกพร่อง ปฏิบัติผิดจากแนวทางก็จะไม่รู้ หรือทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกิดขึ้น เช่น มีสติอย่างเดียว ไม่มี สัมปชัญญะ ก็อาจสำคัญว่ามีทั้งสติและสัมปชัญญะ การปฏิบัติก็จะบกพร่อง ผิดพลาดต่อไป การภาวนาก็จะไม่ก้าวหน้า

การสังเกต จึงเป็นแนวทางตรวจสอบการปฏิบัติ ปฏิบัติถูกรู้ว่าถูก ปฏิบัติผิดก็รู้ว่าผิด ถ้าไม่มีการสังเกต จะไม่ทราบความเป็นไปในขณะปฎิบัติว่าถูกหรือผิดอย่างไร การสังเกตจึงเป็นการตรวจสอบสภาพของผู้รู้อารมณ์ และอารมณ์ที่ถูกรู้ ว่ามีสภาพถูกต้องเป็นกลางหรือไม่ อย่างไร

ณัฏฐ สุนทรสีมะ – https://goo.gl/d61zif