“สติ” ธรรมที่มีอุปการะมาก (ตอนที่ ๒)

“สติ” ธรรมที่มีอุปการะมาก (ตอนที่ ๒) นี้เป็นภาคที่ชื่อว่า “ธรรมชาติที่เรียกว่า สติ” เขียนโดย อาจารย์ อภิญญา อนัตตา ท่านแสดงความหมายของสติไว้ตาม คัมภีร์อภิธานวรรณา , มิลินทปัญหา และ พระอภิธรรม สำหรับมิลินทปัญหา เป็นภาษาเดิม อ่านแปลยาก แต่ถ้าอ่านซ้ำๆ ก็สามารถพอเข้าใจความหมายได้ครับ

ต่อไปเป็นเรื่องตามปริยัติที่เกี่ยวกับสติ มีดังนี้

ศึกษาธรรมชาติที่เรียกกันว่า “สติ” ภาคปริยัติ

๑.) ก่อนอื่นอธิบาย ศัพท์ ตามคัมภีร์อภิธานวรรณนา คำว่า “สติ” มาจาก

๑.๑) (สร หึสายํ + ติ , ลบ รฺ ที่สุดธาตุ) สร ธาตุ ในอรรถ , หึสายํ แปลว่า เบียดเบียน

วิเคราะห์ว่า ปมาทํ สรติ หึสตีติ สติ แปลว่า ความรู้สึกตัวที่เบียดเบียนความประมาท ชื่อว่า สติ อีกอย่างหนึ่ง

๑.๒) (สร จินฺตายํ + ติ , ลบ รฺ ที่สุดธาตุ) สร ธาตุ ในอรรถ , จินฺตายํ แปลว่า คิด นึก ระลึก

วิเคราะห์ว่า สรติ จินฺเตตีติ แปลว่า อาการที่ระลึกได้ ชื่อว่า สติ

บางแห่งใช้ศัพท์ว่า อนุสสติ (อนุ + สติ ซ้อน สฺ) วิเคราะห์ว่า อนุ ปุนปฺปุนํ สติ อนุสฺสติ , แปลว่า ความระลึกถึงอยู่บ่อยๆ ชื่อว่า อนุสสติ (ทั้ง ๒ ศัพท์ เป็นไปในอิตถีลิงค์ ขอให้ท่านผู้อ่านศึกษาเพิ่มเติมจากอาจารย์ผู้ชำนาญบาลีไวยากรณ์อีกครั้ง)

๒.) อธิบายตามปกรณ์ มิลินทปัญหา

๒.๑) สติลักขณปัญหา

ถาม : สติมีอะไรเป็นลักษณะ
ตอบ : สติมีความไม่เลอะเลือน (ไม่สับสน) เป็นลักษณะอย่างหนึ่ง และมีความเข้าไปถือเอาเป็นลักษณะอีกอย่างหนึ่ง

ถาม : สติ ชื่อว่า มีความไม่เลอะเลือน เป็นลักษณะนั้น อย่างไร
ตอบ : (มีสภาวะ หยั่งลงจับเอาอารมณ์ตามที่ได้เห็นแล้ว ตามที่ได้ถือไว้แล้ว) สติ เมื่อเกิดขึ้นย่อมไม่เลอะเลือน (ไม่สับสน) ซึ่งธรรมที่เป็นกุศล – ธรรที่เป็นอกุศล ธรรมที่มีโทษ – ธรรมที่ไม่มีโทษ ธรรมที่เลว – ธรรมที่ประณีต ธรรมที่ดำ – ธรรมที่ขาว ธรรมที่เหมาะสม – ธรรมที่ไม่เหมาะสม ย่อมไม่เลอะเลือน ธรรมทั้งหลายว่า นี้คือสติปัฏฐาน ๔ นี้คือ สัมมัปปธาน ๔ นี้คืออิทธิบาท ๔ นี้คืออินทรีย์ ๕ นี้คือพละ ๕ นี้คือโพชฌงค์ ๗ นี้คือพระอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้คือสมถะ นี้คือวิปัสสนา นี้คือวิชชา นี้คือวิมุตติ ดังนี้ เพราะลักษณะที่ไม่เลอะเลือนนั้น พระโยคาวจรจึงเสพแต่ธรรมที่ควรเสพ ไม่เสพธรรมที่ไม่ควรเสพ คบแต่ธรรมที่ควรคบ ไม่คบธรรมที่ไม่ควรคบ สติ ชื่อว่ามีความไม่เลอะเลือน เป็นลักษณะ อย่างนี้แล

เปรียบเหมือนว่า ขุนคลังของพระเจ้าจักรพรรดิ ย่อมไม่เลอะเลือน (ไม่สับสน) ย่อมกราบทูลพระเจ้าจักรพรรดิให้ทรงระลึกถึงพระราชอิสริยยศในเวลาเย็น ในเวลาเช้า ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นสมมติเทพ พระองค์ทรงมีช้างอยู่เท่านี้ มีม้าอยู่เท่านี้ มีรถอยู่เท่านี้ มีพลเดินเท้าอยู่เท่านี้ มีเงินอยู่เท่านี้ มีทองอยู่เท่านี้ มีสิ่งของของพระองค์อยู่เท่านี้’ ดังนี้ ย่อมไม่เลอะเลือนพระราชทรัพย์ ฉันใด สติ เมื่อเกิดขึ้นย่อมไม่เลอะเลือน (ไม่สับสน)

ซึ่งธรรมที่เป็นกุศล – ธรรมที่เป็นอกุศล ธรรมที่มีโทษ – ธรรมที่ไม่มีโทษ ธรรมที่เลว – ธรรมที่ประณีต ธรรมที่ดำ – ธรรมที่ขาว ธรรมที่เหมาะสม – ธรรมที่ไม่เหมาะสม ย่อมไม่เลอะเลือนธรรมทั้งหลายว่า นี้คือสติปัฏฐาน ๔ นี้คือสัมมัปปธาน ๔ นี้คืออิทธิบาท ๔ นี้คืออินทรีย์ ๕ นี้คือพละ ๕ นี้คือโพชฌงค์ ๗ นี้คือพระอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้คือสมถะ นี้คือวิปัสสนา นี้คือวิชชา นี้คือวิมุตติ ดังนี้ เพราะลักษณะที่ไม่เลอะเลือนนั้น พระโยคาวจรจึงเสพแต่ธรรมที่ควรเสพ ไม่เสพธรรมที่ไม่ควรเสพ คบแต่ธรรมที่ควรคบ ไม่คบธรรมที่ไม่ควรคบ ฉันนั้นเหมือนกัน

ถาม : สติ มีความเข้าไปถือเอา เป็นลักษณะอย่างไร
ตอบ : (สติ มีสภาวะที่เข้าไปไตร่ตรอง แล้วถือเอาอารมณ์ตามที่เห็นแล้ว ตามที่จิตถือเอาแล้ว) สติ เมื่อเกิดขึ้น ย่อมรับรู้ด้วยดี ซึ่งคติแห่งธรรมทั้งหลาย ที่เกื้อกูลและที่ไม่เกื้อกูล ว่า ‘ธรรมเหล่านี้เกื้อกูล – ธรรมเหล่านี้ไม่เกื้อกูล ธรรมเหล่านี้มีอุปการะ – ธรรมเหล่านี้ไม่มีอุปการะ’ ดังนี้ เพราะลักษณะนั้น พระโยคาวจรก็ย่อมขจัดธรรมที่ไม่เกื้อกูลเสียได้เข้าไปถือเอาแต่ธรรมที่เกื้อกูล ขจัดธรรมที่ไม่มีอุปการะ เข้าไปถือเอาแต่ธรรมที่มีอุปการะ สติ ชื่อว่า มีการเข้าไปถือเอาเป็นลักษณะ อย่างนี้แล

เปรียบเหมือนว่า ปรินายกแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิ ย่อมรู้จักบุคคลผู้ที่เกื้อกูลและไม่เกื้อกูลแก่พระราชา ว่า ‘คนเหล่านี้เกื้อกูล (เป็นเหตุเจริญ) คนเหล่านี้ไม่เกื้อกูล (เป็นเหตุเสื่อม) คนเหล่านี้มีอุปการะ คนเหล่านี้ไม่มีอุปการะ‘ดังนี้ เพราะเหตุนั้น ย่อมขจัดคนที่ไม่เกื้อกูล เข้าไปถือเอาแต่คนที่เกื้อกูล ขจัดคนที่ไม่มีอุปการะ เข้าไปถือเอาแต่คนที่มีอุปการะ ฉันใด สติ เมื่อเกิดขึ้น รับรู้ด้วยดี

ซึ่งคติแห่งธรรมทั้งหลายที่เกื้อกูลและที่ไม่เกื้อกูล ว่า ‘ธรรมเหล่านี้เกื้อกูล – ธรรมเหล่านี้ไม่เกื้อกูล ธรรมเหล่านี้มีอุปการะ – ธรรมเหล่านี้ไม่มีอุปการะ‘ ดังนี้ เพราะลักษณะที่เข้าไปถือเอานั้น พระโยคาวจรก็ย่อมขจัดธรรมที่ไม่เกื้อกูลเสียได้ เข้าไปถือเอาแต่ธรรมที่เกื้อกูล ขจัดธรรมที่ไม่มีอุปการะ เข้าไปถือเอาแต่ธรรมที่มีอุปการะ ฉันนั้นเหมือนกัน

๒.๒) จิรกตสรณปัญหา (ปัญหาเกี่ยวกับการระลึกถึงกิจที่ได้ทำไว้นานแล้ว)

ถาม : บุคคลย่อมระลึกถึงกิจที่ได้ล่วงไปแล้ว ที่ได้ทำไว้นานแล้ว ได้ด้วยอะไร
ตอบ : เขาย่อมระลึกได้ด้วยสติ

ถามค้าน : เขาย่อมระลึกได้ด้วยจิตมิใช่หรือ ไม่ใช่ด้วยสติหรอก
ตอบต้านโต้ : กิจบางอย่างที่ทำแล้ว หลงลืมไป (ระลึกไม่ได้) ก็มีอยู่ ก็ในสมัยนั้นเป็นผู้ไม่มีจิตหรือไร (ก็ไม่ใช่) ในสมัยนั้นไม่มีสติ ต่างหาก

อธิบาย

ธรรมที่เป็นความระลึกได้ หรือเป็นเหตุให้สัตว์ระลึกได้ ชื่อว่า สติ

สติ เป็นธรรมที่เกิดในจิต ย่อมมีเมื่อมีจิตก็จริง แต่ในเวลาใดมีจิต เวลานั้น จะมีสติเกิดขึ้นด้วยโดยแน่นอน ก็หามิได้

จิตมีอยู่เป็นประจำแก่สัตว์ตลอดเวลาที่มีชีวิตอยู่ แต่สติหาได้มีอยู่เป็นประจำตลอดเวลาเช่นนั้นไม่
ในเวลาที่บุคคลระลึกได้ ในเวลานั้นกล่าวได้ว่ามีสติเกิดขึ้น

ในเวลาใดระลึกไม่ได้ ทั้งๆ ที่มีจิต ในเวลานั้นกล่าวได้ว่า ไม่มีสติเกิดขึ้น เพราะเหตุนั้นจึงกล่าวได้ว่า บุคคลย่อมระลึกได้ด้วยสติ ไม่ใช่ด้วยจิต

๒.๓) อภิชานันตสติปัญหา

ถาม : สติพอเกิดขึ้นมา ก็รู้ทันทีทั้งนั้นหรือ หรือว่ามีแต่สติที่เป็นเหตุให้รู้ภายหลังทำไปแล้วเท่านั้นตอบ : สติ แม้ที่รู้ทันทีก็มี แม้ที่เป็นเหตุให้รู้ภายหลังทำไปแล้วก็มี
ค้านว่า : เป็นอย่างนี้ต่างหาก สติล้วนมีแต่ที่รู้ทันที สติที่เป็นเหตุให้รู้ภายหลังทำไปแล้ว ไม่มีหรอก

ค้านว่า : ถ้าหากว่า สติ ที่เป็นเหตุให้รู้ภายหลังทำไปแล้ว ไม่มีไซร้ พวกศึกษางานศิลปะทั้งหลาย ก็ไม่มีกิจอะไรๆ ที่ควรทำ โดยเป็นการงานที่ควรทำ โดยเป็นศิลปะที่ควรทำหรือโดยเป็นฐานะแห่งวิชชา ทั้งพวกอาจารย์ทั้งหลาย ก็ย่อมเป็นคนไร้ประโยชน์ แต่เพราะเหตุที่ สติ ที่เป็นเหตุให้รู้ภายหลังทำไปแล้ว ก็มีอยู่ เพราะฉะนั้นจึงมีกิจที่ควรทำโดยเป็นการงานที่ควรทำ โดยเป็นศิลปะที่ควรทำ หรือโดยเป็นฐานะแห่งวิชชา และประโยชน์ด้วยอาจารย์ทั้งหลาย ก็มีอยู่

อธิบาย

คำว่า สติ พอเกิดขึ้นมา ก็รู้ทันที ในที่นี้อธิบายว่า สติทันทีที่เกิดขึ้นมา ก็ประกอบพร้อมด้วยปัญญาอันเป็นความรู้

คำว่า สติที่เป็นเหตุให้รู้ภายหลังทำไปแล้วอธิบายว่า สติพอเกิดขึ้นมา ก็ยังไม่อาจรู้ได้ทันที คือยังไม่ประกอบพร้อมด้วยปัญญา แต่พอได้ทำกิจเกี่ยวกับการศึกษาในการงานนั้นๆ ตามที่ผู้อื่นได้ทำไว้เป็นตัวอย่าง หรือตามที่อาจารย์สอน ก็เป็นเหตุให้เกิดปัญญาได้ในภายหลัง คือ เป็นธรรมชาติที่ประกอบพร้อมด้วยปัญญาในภายหลัง

ถ้าหาก สติ ที่เป็นเหตุให้รู้ภายหลังทำไปแล้วไม่มีไซร้ เมื่อเป็นเช่นนี้ กิจเกี่ยวกับการศึกษางานศิลปะทั้งหลายก็ย่อมไม่มี คือไม่อาจปรารภได้ เพราะการจะทำกิจเหล่านั้นได้ จำต้องอาศัยความเป็นผู้มีสติ แต่ในเวลานั้นไม่อาจทำสติให้เกิดได้ เพราะสติล้วนแต่ว่าจะต้องเกิดร่วมกับปัญญา ซึ่งในเวลานั้นยังไม่ใช่โอกาสของปัญญา เพราะยังศึกษาอยู่ ยังไม่จบการศึกษา และเพราะเหตุนั้นนั่นแหละ อาจารย์ทั้งหลายก็ย่อมเป็นผู้ไร้ประโยชน์ กล่าวคือ ไม่อาจสอนให้ผู้อื่นทำกิจเกี่ยวกับการศึกษาได้ เพราะสติของคนเหล่านั้นไม่เกิด

แต่ว่า ตามความเป็นจริง พวกงานศิลปะทั้งหลาย แม้ยังไม่มีปัญญา ยังไม่มีความรอบรู้ในงานศิลปะนั้นๆ ก็ย่อมทำกิจเกี่ยวกับการศึกษาของตนได้ ซึ่งเป็นเครื่องแสดงว่าสามารถทำสติให้เกิดได้ เพราะเหตุนั้น สติที่ไม่ประกอบพร้อมด้วยปัญญา อันเป็นสติที่เป็นเหตุให้เกิดปัญญาในภายหลังที่ได้ทำกิจเกี่ยวกับการศึกษาสมบูรณ์แล้วก็มีอยู่ เพราะเหตุนั้นนั่นแหละ ประโยชน์ด้วยอาจารย์ทั้งหลาย ย่อมมี

๒.๔) สติอุปปัชชนปัญหา (ปัญหาเกี่ยวกับความเกิดขึ้นแห่งสติ)

ถาม : สติ ย่อมเกิดขึ้นโดยอาการเท่าไร
ตอบ : สติ ย่อมเกิดขึ้นโดยอาการ ๑๗ ดังนี้คือ

ก.) สติ ย่อมเกิดขึ้น เพราะเป็นคนคงแก่เรียน ความว่า ผู้คงแก่เรียน มีปกติใช้สติระลึกถึงบทเรียนอยู่บ่อยๆ เพื่อประโยชน์แก่ความทรงจำไว้ได้ อาศัยทั้งความเป็นผู้สิ้นกิเลสหรือมีกิเลสน้อย เบาบางอีกด้วย สตินั้นย่อมมีกำลังจนอาจระลึกชาติหนหลังได้ ก็เหมือนอย่างพระอานนท์ และ นางขุชชุตตราอุบาสิกา หรือแม้คนอื่นๆ บางพวกผู้ระลึกชาติได้ทั้งหลาย ย่อมระลึกชาติได้

ข.) สติ ย่อมเกิดขึ้น แม้เพราะเป็นคนที่ผู้อื่นกระตุ้นเตือนให้รู้สิ่งที่ได้ทำไปแล้ว ความว่า บุคคลผู้มักหลงลืมสติ พอผู้อื่นกระตุ้นเตือนเพื่อให้ระลึกถึงสิ่งที่ทำไปแล้วนั้นได้ ก็ย่อมระลึกได้

ค.) สติ ย่อมเกิดขึ้น เพราะวิญญาณหยาบ ความว่า ก็เหมือนอย่างที่ในคราวที่บุคคลได้อภิเษกในราชสมบัติ หรือบรรลุโสดาปัตติผล ฉะนั้น (วิญญาณหยาบ ในที่นี้คือวิญญาณที่ประกอบด้วยปีติ ย่อมระลึกได้ว่า ได้อภิเษกในราชสมบัติเมื่อไหร่ อย่างไร หรือบรรลุโสดาปัตติผล ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร)

ง.) สติ ย่อมเกิดขึ้นเพราะวิญญาณที่เกื้อกูล (คือ วิญญาณที่ประกอบด้วยสุขเวทนาอันสงบ เยือกเย็น ไม่กระวนกระวาย ไม่มีความพยาบาทเบียดเบียน) ความว่า บุคคลเป็นผู้เปี่ยมด้วยความสุขในที่ใด ก็ย่อมระลึกได้ว่า ‘ในที่โน้น เราเป็นผู้เปี่ยมด้วยความสุขแล้วอย่างนี้‘ ดังนี้

จ.) สติ ย่อมเกิดขึ้นเพราะวิญญาณที่ไม่เกื้อกูล ความว่า บุคคลผู้เปี่ยมด้วยความทุกข์ในที่ใด ก็ย่อมระลึกได้ว่า ‘ในที่นั้น เราเป็นผู้เปี่ยมด้วยความทุกข์แล้วอย่างนี้‘ ดังนี้

ฉ.) สติ ย่อมเกิดขึ้นเพราะนิมิตที่มีส่วนเหมือนกัน ความว่า บุคคลเห็นบุคคลที่เหมือนกันกับมารดา (ของตน) เป็นต้น ก็ย่อมระลึกถึงมารดาหรือบิดา หรือพี่น้องชาย หรือพี่น้องหญิง (ของตน) เห็นอูฐ หรือโค หรือแพะของคนอื่นที่เหมือนกันกับของตนนั้น ก็ย่อมระลึกถึงอูฐ หรือโค หรือแพะ (ของตน)

ช.) สติ ย่อมเกิดขึ้นเพราะนิมิตที่มีส่วนผิดกัน คือ ย่อมระลึกได้ว่า สิ่งโน้นมีสีเช่นนี้ มีรสเช่นนี้ มีโผฏฐัพพะเช่นนี้

ญ.) สติ ย่อมเกิดขึ้นเพราะการเข้าใจคำพูด ความว่า ผู้ที่มักหลงลืม พอถูกผู้อื่นบอกให้ระลึก ก็ระลึกได้ เพราะคำพูดนั้น

ฎ.) สติ ย่อมเกิดขึ้นเพราะลักษณะ เช่นว่า บุคคลผู้มีปกติรู้จักโคงานทั้งหลายได้เพราะอวัยวะ (ส่วนต่างๆ ของร่างกาย) ชื่อว่า รู้จักเพราะลักษณะ

ฏ.) สติ ย่อมเกิดขึ้นเพราะการถูกผู้อื่นบอกให้ระลึก ความว่า ผู้ที่มักหลงลืม พอผู้อื่นมาบอกให้ระลึกอยู่บ่อยๆ ว่า ‘จงระลึกเข้าเถิดนะ พ่อมหาจำเริญ จงระลึกเข้าเถิดนะ พ่อมหาจำเริญ‘ ดังนี้ (ก็ย่อมระลึกได้)

ฐ.) สติ ย่อมเกิดขึ้นเพราะมีวิธีบันทึก ความว่า เพราะได้ศึกษาจนทราบวิธีเขียนคำนั้นๆ ที่ถูกต้องไว้แล้ว เมื่อจะเขียนข้อความก็ย่อมระลึกได้ว่า เมื่อจะเขียนคำนี้ ต้องเขียนอักษรตัวนี้ก่อน ต่อมาต้องเขียนอักษรตัวนี้ อักษรตัวนี้ต้องเขียนไว้ในลำดับแห่งอักษรตัวนี้ อย่างนี้เป็นต้น

ฒ.) สติ ย่อมเกิดขึ้นเพราะมีวิธีนับ (อุบายนับ) ความว่า เพราะได้ศึกษาวิธีนับเอาไว้แล้ว คนผู้นับจึงนับจำนวนแม้มากมายได้ (ไม่ผิดพลาด คลาดเคลื่อน สับสน)

ณ.) สติ ย่อมเกิดขึ้นเพราะมีวิธีทรงจำ (อุบายทรงจำ) ความว่า เพราะได้ศึกษาวิธีทรงจำไว้แล้ว บุคคลผู้จะทรงจำไว้ จึงจำได้แม้มากมาย

น.) สติ ย่อมเกิดขึ้นเพราะภาวนา (คือ เพราะการเจริญปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ซึ่งเป็นญาณที่เป็นไปกับสติอันมีกำลังในการระลึกอย่างยิ่ง) ความว่า

ภิกษุในพระศาสนานี้ ย่อมตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่ในภพก่อนได้เป็นอันมาก คือ ย่อมระลึกไปชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ฯลฯ หลายสังวัฏฏกัป (กัปที่กำลังเสื่อม) บ้าง หลายวิวัฏฏกัป (กัปที่กำลังเจริญ) บ้าง หลายสังวัฏฏวิวัฏฏกัปบ้าง ว่า

‘ในครั้งโน้น เรามีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้ มีผิวพรรณอย่างนี้ มีอาหารอย่างนี้ เสวยสุขหรือทุกข์อย่างนี้ มีขอบเขตอายุอย่างนี้ เรานั้นเคลื่อน (ตาย) จากที่นั้นแล้ว ก็ได้เกิดขึ้นในที่โน้น ณ ที่นั้น เรามีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้ มีผิวพรรณอย่างนี้ มีอาหารอย่างนี้ เสวยสุขหรือทุกข์อย่างนี้ มีขอบเขตอายุอย่างนี้ เรานั้นเคลื่อนจากที่นั้นแล้ว ก็มาเกิดขึ้น ณ สถานที่นี้‘ ดังนี้

ภิกษุนั้น ย่อมตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่ในภพก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ (ชื่อและโคตร) พร้อมทั้งอุทเทส (ประการต่างๆ แห่งผิวพรรณ อาหาร สุขและทุกข์ เป็นต้น)

ย.) สติ ย่อมเกิดขึ้นเพราะคำนิพนธ์ในคัมภีร์ เช่น พวกพระราชาทั้งหลาย เมื่อจะทรงระลึกในอนุศาสนี จึงรับสั่งว่า จงเอาคัมภีร์เล่มนี้มา ทรงระลึกถึงอนุศาสนีได้เพราะคัมภีร์เล่มนั้น สติย่อมเกิดขึ้นเพราะอย่างนี้

ร.) สติ ย่อมเกิดขึ้นเพราะการเก็บไว้ คือ พอเห็นสิ่งของที่ได้เก็บไว้ ก็ย่อมระลึกได้ว่า สิ่งนี้เราได้มาในสมัยนั้น เราได้มาโดยประการอย่างนี้ เป็นต้น พร้อมทั้งบุคคล สถานที่ เป็นต้น ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งของที่เก็บไว้นั้น

ล.) สติ ย่อมเกิดขึ้นเพราะเป็นอารมณ์ที่เคยเสวย คือ ย่อมระลึกถึงรูปได้ เพราะเคยเห็น ย่อมระลึกถึงเสียงได้ เพราะเคยได้ยิน ฯลฯ ย่อมระลึกถึงธรรมได้ เพราะเคยรู้ สติย่อมเกิดขึ้น เพราะเป็นอารมณ์ที่เคยเสวย อย่างนี้

สติ ย่อมเกิดโดยอาการ ๑๗ เหล่านี้แล และสติ เป็นธรรมมีอุปการะ ควรเจริญทุกเมื่อดังปรากฏใน

๒.๕) พุทธคุณสติปฏิลาภปัญหา (ปัญหาเกี่ยวกับการได้สติระลึกพระพุทธคุณ)

คำค้าน : มีคำกล่าวว่า ‘บุคคลใดทำแต่อกุศลไปตลอด ๑๐๐ ปี แต่ในเวลาตาย ได้สติระลึกถึงพระพุทธคุณ บุคคลนั้นพึงได้เกิดในหมู่เทวดา” ข้าพเจ้าไม่เชื่อคำที่ว่านี้หรอก อีกอย่างหนึ่งกล่าวว่า “บุคคลพึงเกิดขึ้นในนรกได้ เพราะปาณาติบาตที่ได้ทำไว้ครั้งเดียว‘ นี้ ข้าพเจ้าก็ไม่เชื่อหรอก

คำค้านโต้ : จะสำคัญความข้อนั้นอย่างไร ก้อนหินแม้ก้อนเล็กๆ เว้นการใช้เรือ ก็พึงลอยอยู่เหนือน้ำได้หรือไม่ (ไม่ได้) ก้อนหินแม้ขนาด ๑๐๐ เล่มเกวียน ที่เขาบรรทุกไว้ในเรือ พึงลอยอยู่เหนือน้ำได้หรือไม่ (ได้) บุคคลพึงเห็นกุศลกรรมทั้งหลายว่าเปรียบเสมือนเรือ เถิด

ขยายความ

ก้อนหินแม้ก้อนเล็กๆ วางไว้บนผิวน้ำ มิได้วางไว้ในเรือ ไม่มีเรือรองรับ ก็ย่อมไม่อาจลอยอยู่เหนือน้ำได้ ย่อมจมลงไปในน้ำแน่เทียว ฉันใด

บุคคลผู้ทำอกุศลกรรมไว้แม้เพียงครั้งเดียวในเวลาใกล้ตาย เมื่อไม่มีกุศลเกิดขึ้นมารองรับ คือป้องกันไว้ ก็ย่อมจมลงไป คือ ตกไปในนรกแน่เทียว ฉันนั้น
ก้อนหินแม้ขนาด ๑๐๐ เล่มเกวียน บรรทุกไว้ในเรือใหญ่เพียงลำเดียว ก็ย่อมลอยอยู่เหนือน้ำได้ ไม่จมลงไปในน้ำ ฉันนั้น

บุคคลผู้ทำอกุศลกรรมไว้มากมาย แต่ในเวลาใกล้ตาย มีกุศลที่ยิ่งใหญ่ มีพุทธานุสสติ เป็นต้น เกิดขึ้นมาเพียงคราวเดียวเท่านั้น ก็ย่อมย่างขึ้นสู่สวรรค์ได้ ไม่ตกไปในนรก ฉันนั้น

พึงเห็นสัตว์ผู้ทำอกุศลกรรมว่า เป็นดุจก้อนหิน พึงเห็นกุศลกรรมว่า เป็นดุจเรือ

๓.) อธิบายตามทางพระอภิธรรม

ลักขณาทิจตุกะ (อธิบายโดยอาศัย ธรรม ๔ มีลักษณะเป็นอาทิ) คือ

– อปิลาปน ลกฺขณา (วา) มีความระลึกได้ในอารมณ์อยู่เนืองๆ เป็นลักษณะ

– อุปคณฺหน ลกฺขณา หรือมีการเข้าไปถือเอา เป็นลักษณะ

– อสมฺโมห รสา มีความไม่หลงลืม เป็นกิจ
วิสยาภิมุขภาว ปจฺจุปฏฺฐาน มีความจดจ่อต่ออารมณ์ เป็นผลปรากฏ

– ถิรสญฺญา ปทฏฺฐานา (วา) มีความจำอันมั่นคง เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

กายาทิสติปฏฺฐานา ปทฏฺฐานา หรือมีสติปัฏฐาน ๔ มีกาย เป็นอาทิ เป็นเหตุใกล้

อธิบายศัพท์

อปิลาปน (นปุ) คือ การนับเรื่อยไป การพูดซ้ำซาก การทำซ้ำ สิ่งที่ตรงกันข้ามกับผิวเผิน ในที่นี้ แปลว่า ไม่เลอะเลือน ไม่เลื่อนลอย

อุปคณฺหนา (อิต.) คือ การยกขึ้น เข้าจับ การรักษาไว้ การเข้าไปยึดเหนี่ยว ในที่นี้ แปลว่า การเข้าไปถือเอา

มอง “สติ” หลายๆ ด้าน

สติ เป็นนามธรรม ฝ่ายเจตสิกธรรม ในกลุ่มโสภณราศี คือ โสภณสาธารณเจตสิก (๑๙) หมายความว่า สติ เป็นพื้นฐานความดีงามทุกอย่าง เช่นเดียวกับศรัทธา หิริโอตตัปปะ อโลภะ อโทสะ ตัตตรมัชฌัตตตา และยุคลธรรม ๖ คู่ มีกายปัสสิทธิ – จิตตปัสสิทธิ เป็นต้น ซึ่งประกอบประจำในโสภณจิตทั้งหมด (๕๙) คือ กามาวจรโสภณจิต ๒๔ (แบ่งโดยชาติ คือ มหากุศล ๘ มหาวิบาก ๘ มหากิริยา ๘) รูปาวจรจิต ๑๕ อรูปาวจรจิต ๑๒ และ โลกุตรจิต ๘ (โดยย่อ)

สติ เป็นธรรมชาติฝ่ายสังขารขันธ์ และเป็นฝ่ายสังขารธรรม หมายความว่า มีการเกิดขึ้นโดยอาศัยเหตุปัจจัยโดยประการต่างๆ ปรุงแต่ง เหตุนั้น จึงมีการดับไปเป็นธรรมดา และตกอยู่ในกฎไตรลักษณ์ คือ ไม่คงที่ถาวร ไม่คงตัว และไม่เป็นตัวตนอะไรที่มีอำนาจสั่งการ บังคับได้

สติ ที่ประกอบประจำในกุศลจิตทั้งหลาย โดยเฉพาะกุศลที่นำออกจากสังสารทุกข์ เป็นธรรมที่ควรเจริญทุกเมื่อ ที่มาโดย เป็นโพธิปักขิยธรรม (ธรรมที่เป็นฝ่ายน้อมไปเพื่อการตรัสรู้ บรรลุมรรคผล แจ้งพระนิพพาน) คือ เป็นสติปัฏฐาน ๔ เป็นสตินทรีย์ , เป็นสติพละ เป็นสติสัมโพชฌงค์ และเป็นสัมมาสติในองค์มรรค

สติ เป็นนามธรรม ทั้งฝ่ายผู้รู้อารมณ์ และฝ่ายผู้ถูกรู้ คือ เป็นอารมณ์ให้จิต แยกได้อย่างนี้คือ

ฝ่ายผู้รู้อารมณ์ คือ สติ เกิดประจำในโสภณจิตทั้งหมด รับรู้อารมณ์ได้ทั้งที่เป็นปรมัตถ์ บัญญัติ โลกียอารมณ์ โลกุตรอารมณ์ เป็นต้น

ฝ่ายผู้ถูกรับรู้ คือ สติ เป็นอารมณ์ประเภทธัมารมณ์ ที่เป็นได้ทั้ง ๓ กาล คือ ปัจจุบันอารมณ์ อดีตอารมณ์ และอนาคตอารมณ์ ให้แก่กามาวจรจิตและอภิญญาจิต ตามควร ซึ่งควรศึกษา หาตัวอย่างอธิบายเพิ่มเติมต่อไป

นอกจากนั้น เมื่อสติเกิดขึ้น จะเกิดร่วมกับเจตสิกธรรมเหล่านี้ คือ อัญญสมานาเจตสิก ๑๓ ตามควรแก่กรณี คือ อาจมีการเว้นบางสภาวะ เช่น เว้นปีติ เมื่อโสภณจิตมีเวทนาเป็นอุเบกขาเว้นวิตก – วิจาร เมื่อจิตเป็นฌานสูง เป็นต้น

โสภณสาธารณเจตสิก ๑๘ (เว้นสติในฐานะยกขึ้นแสดงในที่นี้)

วิรตี ๓ ตามควรแก่กรณี (ที่ในมหากุศลจิต ๘ โลกุตรจิต ๘ อัปปมัญญา ๒ ตามควรแก่กรณี (ที่ในมหากุศลจิต ๘ มหากิริยาจิต ๘ รูปฌานที่ ๑-๔) และปัญญา ๑ ตามควรแก่กรณี (คือที่ในญาณสัมปยุตจิต ๔๗)

มองแบบที่ ๑ เมื่อสติ เป็นตัวรู้ = สติ + เจตสิก ๓๗ (ข้างต้น) ที่ในโสภณจิต ๕๙ ตามควรแก่กรณี

มองแบบที่ ๒ เมื่อสติ เป็นตัวถูกรู้ คือ เป็นธัมมารมณ์ให้แก่กามจิต ๔๑ (เว้นทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ มโนธาตุ ๓) และอภิญญาจิต ๒ ทางมโนทวารวิถีจิต

ความข้างต้นนี้ ผู้อ่าน ต้องมีพื้นความเข้าใจ “ปรมัตถธรรม” ที่มาในตำราอภิธัมมัตถสังคหะ ควรหาโอกาสศึกษาเพิ่มเติม

ในคัมภีร์วิภังค์ แห่งพระอภิธรรมปิฎก

ให้คำจำกัดความ “สติ” ที่มาในรูปศัพท์ “สัมมาสติ” ว่าดังนี้

สัมมาสติ เป็นไฉน

สติ คือ การคอยระลึกถึงอยู่เนืองๆ การหวนระลึก (ก็ดี) สติ คือ ภาวะที่ระลึกได้ ภาวะที่ทรงจำไว้ ภาวะที่ไม่เลือนหาย ภาวะที่ไม่ลืม (ก็ดี) สติ คือ สติที่เป็นอินทรีย์ สติที่เป็นพละ สติสัมโพชฌงค์ สัมมาสติ ที่เป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรคนี้เรียกว่าสัมมาสติ

“สัมมาสติ” เป็นองค์มรรค ในหมวดสมาธิหรืออธิจิตตสิกขา มีคำจำกัดความตามแบบพระสูตร แสดงไว้ในหนังสือ พุทธธรรม (ฉบับเดิม) โดยพระพรหมคุณาภรณ์ ซึ่งขอนำมาแสดงไว้ ดังนี้

ภิกษุทั้งหลาย สัมมาสติ เป็นไฉน นี้เรียกว่า สัมมาสติ คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้

๑.) พิจารณาเห็นกายในกาย มีความเพียร มีสติสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌา และโทมนัสในโลกเสียได้
๒.) พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา
๓.) พิจารณาเห็นจิตในจิต
๔.) พิจารณาเห็นธรรมในธรรา มีความเพียร มีสติสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้

ดังที่ปรากฏในทีฆนิกาย มหาวรรค มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ และ อุปริปัณณาสก์

สัมมาสติ ตามคำจำกัดความตามแบบพระสูตรนี้นั้นก็คือหลักธรรมที่เรียกว่า

“สติปัฏฐาน” นั่นเอง หัวข้อทั้ง ๔ ของหลักธรรมหมวดนี้มีชื่อเรียกสั้นๆ คือ

๑.) กายานุปัสสนา การพิจารณากาย การตามดูรู้ทันกายในกายทั้งหลาย ; ๑๔ บรรพ
๒.) เวทนานุปัสสนา การพิจารณาเวทนา การตามดูรู้ทันเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ; ๙ บรรพ
๓.) จิตตานุปัสสนา การพิจารณาจิต การตามดูรู้ทันจิตในจิตทั้งหลาย ; ๑๖ บรรพ
๔.) ธัมมานุปัสสนา การพิจารณาธรรมต่างๆ การตามดูรู้ทันธรรมในธรรมทั้งหลาย ; ๕ บรรพ

จบ “สติ” ธรรมที่มีอุปการะมาก (ตอนที่ ๒)

ขอให้ การอ่าน การศึกษา ของทุกท่านตามกุศลเจตนา ได้เป็นพลวปัจจัย เพิ่มพูลกำลังสติ กำลังปัญญา ให้สามารถนำตนให้พ้นจากวัฏฏทุกข์ด้วยครับ

 

ณัฏฐ สุนทรสีมะ – https://goo.gl/d61zif