“สติ” ธรรมที่มีอุปการะมาก (ตอนที่ ๓ ตอนสุดท้าย)

ในชีวิตจริงของปุถุชนอย่างพวกเรา ไม่มีใครหรอกครับที่จะ มีสติ และ ควบคุมสติ ให้ตั้งมั่นอยู่ได้ตลอดเวลา มีเพียงบุคคลเดียวที่ทำได้ คือ อรหัตตบุคคล ซึ่งบุคคลประเภทนี้ ถือตามพุทธทำนายและอภิธรรม ถือว่าไม่มีอยู่ในโลกใบนี้แล้ว

ถ้าลองได้ใช้ชีวิตอยู่กับการงาน ต้องมี ชอบ ไม่ชอบ โกรธ เกลียด ขัดแย้งทางความคิดกันอยู่เสมอ ที่แก้ว่า คุมสติได้ดี เรียนว่ายากครับ สติในที่นี้หมายถึงคำพูดตามชาวบ้านเข้าใจ มิใช่ “สัมมาสติ” นะครับ

ขอเรียนท่านผู้อ่าน ผมตั้งข้อสังเกตว่า บุคคลธรรมดาใดๆ ย่อมมี โทสะบ้างไม่มากก็น้อย เพราะการคุมสติให้ตั้งมั่นอยู่นั้น เป็นเรื่องยาก ที่ว่ายากเพราะ

๑.) ต้องมีสติตลอดเวลา คือต้องถือเอาในอารมณ์ปัจจุบันตลอดเวลา (น่าจะเครียดและเหนื่อยมิใช่น้อย)
๒.) โยนิโสต้องดี
๓.) ต้องไม่ระคนกับคนหมู่มาก ข้อนี้สำคัญ จะกล่าวว่าปลิกวิเวกก็จะเกินไป สมัยนี้ใครจะเดินเข้าป่าไปอยู่คนเดียวได้ ระคนกับคนหมู่มากในความหมายของผมคือ “อย่าเยอะ” อย่าเยอะกับกิจกรรมสังคม นี่ นั่น ที่ไม่เป็นประโยชน์ (โดยใช่เหตุ)

ข้อสังเกตอีกประการที่อยากแสดงความเห็นคือ

ทำอย่างไรเรื่องทางโลก ก็มาอธิบายเรื่องทางธรรมไม่ได้ เพราะ Objective มันคนละตัวกัน ผู้วิพากย์เรื่องธรรม มักเอาเรื่องทางโลกเข้าไปเป็นตัวความเห็น แล้วยัดเยียดใส่ไปเป็นความเห็นให้กับโลกทางธรรม เสวนาธรรมมักพบมากครับ ปนเปกันไปหมด คือเอาจิตวิสัยเข้าไปคิดแทน แทนที่จะถือวัตถุวิสัย

ต่อไปเป็นเรื่อง “สติ” ธรรมที่มีอุปการะมาก ตอนสุดท้ายครับ

“สติปัฏฐาน” ในฐานะ “สัมมาสติ”

สติปัฏฐาน แปลกันว่า ที่ตั้งของสติบ้าง การปรากฏของสติบ้าง ฯลฯ ถือเอาแต่ใจความง่ายๆ ก็คือ การใช้สติ หรือวิธีปฏิบัติเพื่อใช้สติให้บังเกิดผลดีถึงที่สุด อย่างที่กล่าวถึงในพุทธพจน์ ปรากฏในมหาสติปัฏฐานสูตรว่า

ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นมรรคาเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อข้ามพ้นโสกะและปริเทวะเพื่อความอัสดงแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุโลกุตตรมรรค เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน นี้คือ สติปัฏฐาน ๔

สติปัฏฐาน ๔ โดยสังเขป

๑.) กายานุปัสสนา การพิจารณากาย หรือตามดูรู้ทันกายในกายทั้งหลาย ได้แก่

๑.๑) อานาปานบรรพ หมวดกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและออก คือ ไปในที่สงัดนั่งขัดสมาธิตั้งสติกำหนดลมหายใจเข้า-ออก โดยอาการต่างๆ

๑.๒) อิริยาบถบรรพ หมวดพิจารณารูปอิริยาบถ คือ เมื่อยืน เดิน นั่ง นอน หรือร่างกายอยู่ในอาการอย่างไรๆ ก็รู้ชัดในอาการที่เป็นอยู่นั้นๆ

๑.๓) สัมปชัญญะบรรพ หมวดสัมปชัญญะ คือ มีสัมปชัญญะในการกระทำและการเคลื่อนไหวทุกอย่าง เช่น การก้าวเดินไป การเหลียวมอง การเหยียดมือ นุ่งห่มผ้า กิน ดื่ม เคี้ยว ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ การตื่น การหลับ การพูด เป็นต้น

๑.๔) ปฏิกูลมนสิการบรรพ หมวดใส่ใจความเป็นปฏิกูลแห่งโกฏฐาส ๓๒ คือ พิจารณาร่างกายของตนตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ซึ่งมีส่วนประกอบที่ไม่สะอาดต่างๆ มากมายารวมๆ อยู่ด้วยกัน

๑.๕) ธาตุมนสิการบรรพ หมวดใส่ใจร่างกายโดยความเป็นธาตุ ๔

๑.๖) นวสีวถิกาบรรพ หมวดพิจารณาซากศพในป่าช้า ๙ อย่าง คือมองเห็นศพที่อยู่ในสภาพต่างๆ กัน โดยระยะเวลา ๙ ระยะ ตั้งแต่ตายใหม่ๆ ไปจนถึงกระดูกผุแล้ว ในแต่ละกรณีนั้นให้ย้อนมานึกถึงร่างกายของตนว่า ก็ต้องเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน

๒.) เวทนานุปัสสนา การตามดูรู้ทันเวทนาในเวทนาทั้งหลาย คือ เมื่อเกิดความรู้สึกสุขก็ดี ทุกข์ก็ดี เฉยๆ ก็ดี และทั้งที่เป็นชนิดสามิส (คืออาศัยกามคุณ ๕ เกิดขึ้น) และนิรามิส (คือมิได้อาศัยกามคุณ ๕ เกิดขึ้น) ก็รู้ชัดตามที่เป็นอยู่ในขณะนั้นๆ

๓.) จิตตานุปัสสนา การตามดูรู้ทันจิตในจิตทั้งหลาย (๘ คู่) คือจิตของตนในขณะนั้นๆ เป็นอย่างไร เช่น มีราคะ –ไม่มีราคะ , มีโทสะ – ไม่มีโทสะ , มีโมหะ – ไม่มีโมหะ , จิตหดหู่ – จิตฟุ้งซ่าน ฯลฯ ก็รู้ชัดตามที่มันเป็นอยู่ในขณะนั้นๆ

๔.) ธัมมานุปัสสนา การตามดูรู้ทันธรรมในธรรมทั้งหลาย ได้แก่

๔.๑) นิวรณ์ คือ รู้ชัดในขณะนั้นๆ ว่า นิวรณ์ ๕ แต่ละอย่างๆ มีอยู่ในใจตนหรือไม่ ที่ยังไม่เกิด – เกิดขึ้นได้อย่างไร ที่เกิดขึ้นแล้ว – จะละเสียได้ได้อย่างไร ที่ละได้แล้ว – ไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปได้อย่างไร รู้ชัดตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ (ควรศึกษาเรื่อง “นิวรณ์” เพิ่มเติม)

๔.๒) ขันธ์ คือ กำหนดรู้ว่าขันธ์ ๕ แต่ละอย่างๆ ว่า คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร ดังไปได้อย่างไร

๔.๓) อายตนะ คือ รู้ชัดในอายตนะภายใน –ภายนอก แต่ละอย่างๆ รู้ชัดสัญโญชน์ที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยอายตนะนั้นๆ รู้ชัดว่าสัญโญชน์ที่ยังไม่เกิด – เกิดขึ้นได้อย่างไร ที่เกิดขึ้นแล้ว –ละเสียได้อย่างไร ที่ละได้แล้ว – ไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปอย่างไร

๔.๔)โพชฌงค์ (องค์แห่งการตรัสรู้) คือ รู้ชัดในขณะนั้นๆ ว่า โพชฌงค์ ๗ แต่ละอย่างๆ มีอยู่ในใจตนหรือไม่ ที่ยังไม่เกิด – เกิดขึ้นได้อย่างไร ที่เกิดขึ้นแล้ว – เจริญเต็มบริบูรณ์ได้อย่างไร

๔.๕) อริยสัจ คือ รู้ชัดอริยสัจ ๔ แต่ละอย่างๆ ตามความเป็นจริงว่า คืออะไร เป็นอย่างไร

ในตอนท้ายของทุกๆ ข้อที่กล่าวนี้ ข้อความอย่างเดียวกันว่า :

ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายภายใน (ของตนเอง) อยู่บ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภายนอก (ของคนอื่น) อยู่บ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายใน – ภายนอกอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรม คือความเสื่อมสิ้นไปในกายอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรม คือความเกิดขึ้นและเสื่อมสิ้นไปในกายอยู่บ้าง ก็แลมีสติปรากฏชัดว่า “กายมีอยู่” (เวทนา จิต ธรรม) เพียงพอเป็นความรู้และพอสำหรับระลึกเท่านั้น แลเธอเป็นอยู่อย่างไม่อิงอาศัยและไม่ยึดมั่นสิ่งใดๆ ในโลก

ข้อความต่อไปที่ว่า “กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้” แสดงถึงท่าทีที่เป็นผลจากการมีสติสัมปชัญญะว่า เป็นกลาง เป็นอิสระ ไม่ถูกกิเลสผูกพันทั้งในแง่ติดใจอยากได้ และขัดเคืองเสียใจในกรณีนั้นๆ

ข้อความต่อท้ายเหมือนๆ กัน ของทุกข้อที่ว่า “มองเห็นความเกิด ความเสื่อมสิ้นไป” นั้น แสดงถึงการพิจารณาเข้าใจตามหลักไตรลักษณ์ จากนั้นจึงมีทัศนคติที่เป็นผลปรากฏเกิดขึ้น คือ การมองและรู้สึกต่อสิ่งเหล่านั้น ตามสภาวะของมันเอง เช่นที่ว่า “กายมีอยู่” เป็นต้น ก็หมายถึง รับรู้ความจริงของสิ่งนั้นตามที่เป็นอย่างนั้นของมันเอง โดยไม่เอาความรู้สึก สมมติและยึดมั่นต่างๆ เข้าไปสวมใส่ให้มันว่า เป็นคน เป็นตัวตน เป็นเขา เป็นเรา หรือกายของเรา เป็นต้น

ท่าทีอย่างนี้ ก็คือท่าทีแห่งความอิสระไม่อิงอาศัย คือ ไม่ขึ้นต่อสิ่งนั้นสิ่งนี้ที่เป็นปัจจัยภายนอก และไม่ยึดมั่นสิ่งต่างๆ ในโลก (คือในขันธ์ทั้ง ๕) ด้วย ตัณหา – อุปาทาน

สาระสำคัญของ “สติปัฏฐาน”

จากข้อความในคำแสดงสติปัฏฐานแต่ละข้อข้างต้น จะเห็นได้ว่า ในเวลาปฏิบัตินั้นไม่ใช่ใช้สติเพียงอย่างเดียว แต่มีธรรมข้ออื่นๆ ควบอยู่ด้วย ธรรมที่ไม่บ่งถึงไว้ ก็คือสมาธิ ซึ่งจะมีอยู่ด้วย อย่างน้อยในขั้นอ่อนๆ พอใช้สำหรับการนี้ เรียกว่า วิปัสสนาสมาธิ (ท่านจัดไว้ในลำดับระหว่าง ขณิกสมาธิ คือ สมาธิชั่วขณะ กับ อุปจารสมาธิ คือ สมาธิที่จวนจะแน่วแน่ ปรากฏในสัทธัมมปกาสินีอรรถกถา แห่งปฏิสัมภิทามรรค)

ส่วนธรรมที่ระบุไว้ด้วย ได้แก่

ก.) อาตาปี คือมีความเพียร ได้แก่ วิริยะ ที่มาในฐานะสัมมัปปธาน จนถึงสัมมาวายามะในองค์มรรค ซึ่งหมายถึง เพียรระวังป้องกันและละความชั่ว (ในที่นี้ คือ นิวรณ์ เป็นต้น) กับความเพียรสร้างและรักษาความดี (คือ สติปัญญา)
ข.) สัมปชาโน คือมีสัมปชัญญะ (ตัวปัญญา)
ค.) สติมา คือมีสติ (หมายถึง สติ ที่กำลังกล่าวถึงนี้)

ข้อน่าสังเกต คือ สัมปชาโน ซึ่งแปลว่า มีสัมปชัญญะ นี้จะเห็นได้ว่า เป็นธรรมที่มักปรากฏควบคู่กับสติ สัมปชัญญะ ก็คือ ปัญญา ดังนั้น การฝึกฝนในเรื่องสตินี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการพัฒนาปัญญา (วิปัสสนาภาวนา) นั่นเอง

สัมปชัญญะ คือ ความรู้ ความเข้าใจ ตระหนักชัดต่อสิ่งที่สติกำหนดไว้นั้น หรือต่อการกระทำในกรณีนั้นๆ ว่า มีความมุ่งหมายอย่างไร สิ่งที่ทำนั้นเป็นอย่างไร ปฏิบัติต่อมันอย่างไร และไม่เกิดความหลงหรือความเข้าใจผิดใดๆ ขึ้นมาในกรณีนั้นๆ

สรุป (สาระสำคัญของการเจริญสติปัฏฐาน) อีกแนวหนึ่ง ดังนี้

ก.) กระบวนการปฏิบัติ

๑.) องค์ประกอบหรือสิ่งที่ร่วมอยู่ในกระบวนการปฏิบัตินี้มี ๒ ฝ่าย คือ

ฝ่ายที่ทำ (ตัวทำการที่คอยกำหนดหรือคอยสังเกต ตามดูรู้ทัน ผู้รู้ ผู้ทำการ) กับ

ฝ่ายที่ถูกทำ (สิ่งที่ถูกกำหนด หรือถูกสังเกต ถูกตามดูตามรู้ ผู้ถูกรู้ คือ เป็นอารมณ์ หมายความว่า เป็นสิ่งที่ใจรู้)

๑.๑) องค์ประกอบฝ่ายที่ถูกทำ หรือถูกกำหนด ตามดูรู้ทัน ก็คือ สิ่งธรรมดาสามัญที่มีอยู่กับตัวของทุกคนนั่นเอง เช่น ร่างกาย การใช้อิริยาบถน้อย – ใหญ่ ของร่างกาย ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ฯลฯ เฉพาะที่เป็นปัจจุบัน คือกำลังเกิดขึ้นเป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ

๑.๒) องค์ประกอบฝ่ายที่ทำ คือ คอยกำหนด (ทำขอบเขตแห่งอารมณ์ไว้ในใจ) ใส่ใจ ตามดูรู้ทันอยู่เนืองๆ เป็นองค์ธรรมหลักของสติปัฏฐาน ได้แก่ สติกับสัมปชัญญะ โดยมีวิริยะ คอยอุดหนุนให้รู้ชัดอยู่บ่อยๆ เนืองๆ ซ้ำๆ

สติ เป็นตัวเกาะจับเอาไว้ได้ ซึ่งสิ่งที่จะพิจารณาให้เห็นชัดตามจริง

สัมปชัญญะ คือตัวปัญญาที่รู้ชัดต่อสิ่ง หรืออาการที่ถูกพิจารณานั้น โดยตระหนักว่าคืออะไร เป็นอย่างไร มีความมุ่งหมายอย่างไร และเข้าใจสิ่งนั้นหรือการกระทำนั้นๆ ตามความเป็นจริง โดยไม่เอาความรู้สึกชอบใจหรือไม่ชอบใจ เป็นต้น ของต้นเข้าไปปะปนหรือปรุงแต่ง แทรกแซง

๒.) อาการที่กำหนด ตามดูรู้ทันนั้น เป็นอย่างนี้คือ ให้รู้เห็นตามที่มันเป็นในขณะนั้นๆ คือ ดู – เห็น – เข้าใจว่าอะไร กำลังเป็นอย่างไร ปรากฏผลอย่างไร โดยไม่เกิดปฏิกิริยาใดๆ ในใจ คือไม่มีการคิดวิจารณ์เป็นคำพากย์ย้ำซ้ำในใจ ไม่มีการวินิจฉัยว่าดี – ไม่ดี , ถูก – ผิด เป็นต้น อันจะส่งผลให้มีการใส่ความรู้สึกโน้มเอียงในใจ ที่จะยึดมั่นลงไปว่า ถูกใจ – ไม่ถูกใจ , ชอบ – ไม่ชอบ เป็นต้น เพียงดู เห็น เข้าใจ ตามที่มันเป็นของสิ่งนั้นอาการนั้น แง่นั้นๆ เองโดยเฉพาะ ไม่สร้างความคิดผนวกว่า ของเรา – ของเขา ตัวเรา – ตัวเขา นายก. นายข. เป็นต้น เป็นเพียงสภาพธรรมะกำลังปรากฏเกิดขึ้น กำลังดับไปตามเหตุปัจจัยล้วนๆ เข้าไปเผชิญหน้า รับรู้ตามดูมันตามที่มันเป็นไป ตั้งแต่มันปรากฏตัวขึ้น จนหมดไปเองตามเหตุปัจจัย เช่นนี้อยู่เนืองๆ ทั้งนี้เป็นท่าทีเปรียบได้กับแพทย์ที่กำลังชำแหละตรวจดูศพ หรือนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังสังเกตดูวัตถุที่ตนกำลังศึกษา ไม่ใช่ท่าทีแบบผู้พิพากษาที่กำลังพิจารณาคดีระหว่างโจทก์ กับ จำเลย (เป็นการดูแบบสภาววิสัย ไม่ใช่แบบสกวิสัย)

หมายเหตุ การรู้แบบสภาววิสัย เป็นการรับรู้ตามแนวทางของปัญญา รับรู้ตามที่มันเป็นด้วยใจกลางๆ วางเฉย เกลี่ยให้สม่ำเสมอว่า ธรรมดาของสภาพธรรมะนั้นๆ ก็เป็นเช่นนั้นเอง มีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา (ตามเหตุปัจจัย) และมีการดับไปเป็นธรรมดา ไม่ถูกแทรกแซง ปรุงแต่งด้วยตัณหา – มานะ – ทิฏฐิ เข้าไปปะปน

การรู้แบบสกวิสัย เป็นการรับรู้โดยใส่ความรู้สึก สร้างความคิดนึก คำนึง ตามความโน้มเอียง และความใฝ่ใจต่างๆ ของตน ด้วยอำนาจตัณหา – มานะ – ทิฏฐิ เป็นต้น ปะปนลงไปในการรับรู้นั้นๆ เป็นการรับรู้ตามแนวทางของกิเลส มีตัณหา มานะ ทิฏฐิ เป็นต้น

ข.) ผลการปฏิบัติ

๑.) ในแง่ความบริสุทธิ์ เมื่อสติ ใส่ใจ จับอยู่กับสิ่งที่กำหนดอย่างเดียว ไม่เลื่อนลอยเปะปะพล่านไปอื่น และสัมปชัญญะ รู้เข้าใจสิ่งนั้นตามที่มันเป็น ย่อมเป็นการควบคุมกระแสการรับรู้และความคิดไว้ให้บริสุทธิ์ ไม่มีช่องที่กิเลสต่างๆ จะเกิดขึ้นได้ และในเมื่อมองเห็นสิ่งเหล่านั้นเพียงแค่ ‘ตามที่มันเป็น‘ ไม่ใส่ความรู้สึก ไม่สร้างความคิดนึก คำนึงตามความโน้มเอียงและความใฝ่ใจต่างๆ ที่เป็นสกวิสัยลงไป ก็ย่อมมีความยึดมั่นถือมั่นต่างๆ ไม่มีช่องที่กิเลสทั้งหลาย เช่น โลภะ โทสะ เป็นต้น จะเกิดขึ้นได้ เป็นการกำจัดอาสวะเก่าและป้องกันอาสวะใหม่ไม่ให้เกิดขึ้น (อันจะเป็นปัจจัยสร้างภพ สร้างชาติตามหลักแสดงแห่งปฏิจจสมุปบาท)

๒.) ในแง่ความเป็นอิสระ เมื่อมีสภาพจิตที่บริสุทธิ์อย่างในข้อที่ ๑ แล้ว ก็ย่อมมีความอิสระด้วย โดยจะไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ต่างๆ ที่เข้ามากระทบ เพราะอารมณ์เหล่านั้นถูกใช้เป็นวัตถุสำหรับการศึกษา พิจารณาแบบสภาววิสัยไปหมด เมื่อไม่ถูกแปลความหมายตามอำนาจอาสวะ หรืออนุสัย ที่เป็นแบบสกวิสัย สิ่งเหล่านั้นก็ไม่มีอิทธิพลตามสกวิสัยแก่บุคคลนั้น และพฤติกรรมต่างๆ ของเขา จะหลุดพ้นจากการถูกบังคับครอบงำด้วยกิเลสที่เป็นแรงขับหรือแรงจูงใจไร้สำนึกต่างๆ เขาจะอยู่อย่างที่เรียกว่า ไม่อิงอาศัย ไม่ยึดมั่นสิ่งใดๆ ในโลก

๓.) ในแง่ปัญญา เมื่ออยู่ในกระบวนการทำงานของจิตเช่นนี้ ปัญญาย่อมทำหน้าที่ได้ผลดีที่สุด เพราะจะไม่ถูกเคลือบ ครอบงำ หรือทำให้หันเหไปด้วยความรู้สึก ความเอนเอียง และอคติต่างๆ ทำให้รู้เห็นชัดตามที่มันเป็น คือ รู้ชัดตามความเป็นจริง

๔.) ในแง่ความพ้นทุกข์ เมื่อจิตอยู่ในภาวะตื่นตัว เข้าใจสิ่งต่างๆ ตามที่มันเป็นและคอยรักษาท่าทีของจิตอยู่ได้ เช่นนี้ ความรู้สึกเอนเอียงในทางสุดโต่งทั้งสองข้าง คือ ในทางบวก หรือลบ ต่อสิ่งนั้นๆ ที่มิใช่เป็นไปโดยเหตุผล บริสุทธิ์ ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ จึงไม่มีความรู้สึกทั้งในด้านติดใคร่อยากได้ (อภิชฌา) และด้านขุ่นหมอง ขัดเคือง (โทมนัส) ปราศจากอาการบีบคั้น กระวนกระวายต่างๆ อันเป็นทุกข์จากกิเลส จึงเป็นภาวะจิตที่เรียกว่าพ้นทุกข์ มีความปลอดโปร่ง โล่งเบา ผ่อนคลาย ผ่องใส เยือกเย็นเป็นสุข ผลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ความจริงก็สัมพันธ์เป็นอันเดียวกัน เป็นแต่แยกกล่าวในแง่ต่างๆ เพื่อให้เห็นชัด

ผลของการปฏิบัติ สรุปตามแนวปฏิจจสมุปบาท และไตรลักษณ์ ได้ความว่า

เดิมมนุษย์ไม่รู้ว่า ตัวตนที่ยึดถือไว้นั้น ไม่มีจริง เป็นเพียงกระแสของรูปธรรม นามธรรมส่วนย่อยจำนวนมากมาย ที่สัมพันธ์เนื่องอาศัยเป็นเหตุปัจจัยสืบต่อกัน มีอาการกำลังเกิดขึ้นและเสื่อมสลายเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา

เมื่อไม่รู้เช่นนั้น จึงยึดถือเอาความรู้สึก นึกคิด ความปรารถนา ความเคยชิน ทัศนคติ ความเชื่อ ความเห็น การรับรู้ เป็นต้น ในขณะนั้นๆ ว่า ‘เป็นตัวตน เป็นของตน‘ แล้วตัวตนนั้นก็เปลี่ยนแปลงเรื่อยไป รู้สึกว่า ‘ฉันเป็นนั่น ฉันเป็นนี่ ฉันรู้สึกอย่างนั้น อย่างนี้‘ ฯลฯ

การรู้สึกว่า ‘ตัวฉันเป็นอย่างนั้น – อย่างนี้‘ ก็คือ การถูกความรู้สึกนึกคิด เป็นต้น ที่เป็นนามธรรมส่วนย่อยในขณะนั้นๆ หลอกเอา หรือเอาสิ่งเหล่านั้นมาสร้างภาพหลอกขึ้นนั่นเอง เมื่ออยู่ในภาวะถูกหลอกเช่นนั้น ก็คือการตั้งต้นความคิดที่ผิดพลาด (วิปลาส) จึงถูกชักจูง บังคับ ให้คิด เห็น รู้สึก และทำการต่างๆ ไปตามอำนาจของสิ่งที่ตนยึดว่า ‘เป็นตัวตน‘ในขณะนั้นๆ

ครั้นมาปฏิบัติ ฝึกหัด ตามหลักสติปัฏฐานแล้ว ก็มองเห็นรูปธรรม นามธรรม แต่ละอย่างๆ ที่เป็นส่วนประกอบของกระแสนั้น กำลังเกิด –ดับ อยู่ตามสภาวะของมัน เมื่อวิเคราะห์ส่วนประกอบต่างๆ ในกระแส แยกแยะออก มองเห็น กระจายออกไปเป็นส่วนๆ เป็นขณะๆ มองเห็นอาการที่ดำเนินสืบต่อกันเป็นกระแสไปเรื่อยๆ แล้ว ย่อมไม่ถูกหลอกให้ยึดถือเอาสิ่งนั้นๆ ว่า ‘เป็นตัวตนของตน‘ และสิ่งเหล่านั้นก็หมดอำนาจบังคับ ครอบงำให้บุคคลอยู่ใต้การชักจูงของมัน

ถ้าการมองเห็นนี้ เป็นไปอย่างลึกซึ้ง สว่างแจ่มชัดเต็มที่ ก็เป็นภาวะที่เรียกว่า “ความหลุดพ้น” ทำให้จิตตั้งต้นดำเนินไปในรูปแบบใหม่ เป็นกระแสที่บริสุทธิ์ โปร่งเบา เป็นอิสระไม่มีความเอนเอียง ยึดติด ไม่มีเงื่อนปมต่างๆ ภายใน เกิดเป็นบุคลิกภาพใหม่

กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า เป็นภาวะของจิตที่มีสุขภาวะสมบูรณ์ ดุจร่างกายที่เรียกว่า มีสุขภาพสมบูรณ์ เพราะอวัยวะทุกส่วนปฏิบัติหน้าที่ได้คล่องแคล่วเต็มที่ตามปกติของมัน ในเมื่อไม่มีโรคเป็นข้อบกพร่องอยู่เลย

โดยนัยนี้ การปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐาน จึงเป็นวิธีการชำระล้างอาการเป็นโรคต่างๆ ที่มีในจิต กำจัดสิ่งที่เป็นเงื่อนปม เป็นอุปสรรคที่ถ่วง ขัดขวางการทำงานของจิตให้หมดไป ทำให้ใจปลอดโปร่ง โล่งเบา พร้อมที่จะดำรงชีวิตอยู่ เผชิญ และจัดการกับสิ่งทั้งหลายในโลกด้วยความเข้มแข็ง สงบ หนักแน่นและสดชื่นเบิกบานต่อไป

หมายเหตุ : บทความนี้ยังมีต่อ แต่ผมยังขาดเอกสารข้อมูล หากสามารถหามาได้ จะได้นำบทความมาเสนอเป็นตอนต่อไป จึงขออภัยมา ณ. ที่นี้ด้วยครับ

จบ “สติ” ธรรมที่มีอุปการะมาก (ตอนที่ ๓ ตอนสุดท้าย)

ศีล ๕ เป็นธรรมที่มนุษย์ทั้งหลายควรรักษา เรียกได้ว่าเป็น “มนุสสธรรม” เวลาสมาทานศีลเสร็จแล้วพระท่านก็จะแสดงอานิสงส์ของศีลว่า

“สีเลนะ สุคติง ยันติ” ศีลทำให้ได้เกิดในสุคติโลกสวรรค์
“สีเลนะ โภคสัมปทา” ศีลทำให้มีโภคทรัพย์
“สีเลนะ นิพพุติงยันติ” ศีลเป็นบาทให้ถึงซึ่งมรรคผลนิพพาน

หมายความว่าถ้าเรามีวินัยในการรักษาศีล ก็เท่ากับเราไม่ได้ทำความชั่ว ศีลจึงปิดประตูอบายเหลือแต่สุคติโลกสวรรค์เป็นที่ไป

ศีลทำให้มีโภคทรัพย์ เพราะเราทำมาหากินแสวงหาทรัพย์ในทางที่ดีที่ชอย โภคทรัพย์ย่อมเกิดขึ้น และ ทรัพย์ที่แสวงหามาโดยสุจริตนี้จะไม่วิบัติไปด้วยเหตุอันไม่สมควร คือ ไม่ถูกโกง ไม่ถูกปล้น หรือ ไม่วิบัติไปด้วยภัยธรรมชาติ เช่น ถูกไฟไหม้ แผ่นดินไหว เป็นต้น

นอกจากนั้นศีลยังเป็นบาทแห่งการเจริญกุศลที่ยิ่งๆขึ้นไป มี ฌาน อภิญญา มรรคผลนิพพานจะเกิดได้ ก็แก่ผู้ที่มีวินัยในการรักษาศีล ๕ ดีแล้ว

ขอให้ การอ่าน การศึกษา ของทุกท่านตามกุศลเจตนา ได้เป็นพลวปัจจัย เพิ่มพูลกำลังสติ กำลังปัญญา ให้สามารถนำตนให้พ้นจากวัฏฏทุกข์ด้วยครับ

 

ณัฏฐ สุนทรสีมะ – https://goo.gl/d61zif