“สติ” ธรรมที่มีอุปการะมาก (ตอนที่ ๑)

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส

บทความที่ท่านจะได้อ่านต่อไป เป็นบทความสองบทความที่ผมเอามาผูกรวมกัน แล้วแบ่งออกเป็นภาคๆ ภาคแรก ชื่อว่า “สัญญาเจตสิก และ สติเจตสิก” ซึ่งเคยลงบทความไว้นานแล้ว เป็นบทความที่จดจากคำบรรยายและตำรา พระอภิธัมมัตถสังคหะ ปริเฉทที่ ๒ ชื่อว่า เจตสิกสังคหวิภาค ส่วนภาคที่สองชื่อว่า “ธรรมชาติที่เรียกว่า สติ” เป็นบทความในปัญญาสาร ฉบับที่ ๑๒๖ เขียนโดย อ.อภิญญา อนัตตา โอกาสนี้จึงใคร่ขออนุญาต รวมสองบทความแล้วตั้งชื่อเสียใหม่ว่า “สติ ธรรมที่มีอุปการะมาก” โดยจะแบ่งเป็นตอนๆครับ

“สติ” เป็นธรรมที่มีอุปการะมาก ในทางโลก เวลาเราได้ประสบเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน หรือการประกอบหน้าที่การงาน การใช้ชีวิตประจำวัน สติ นำมาใช้ได้เสมอ คือระลึกในธรรมที่ดี ไม่เลอะเลือน เมื่อระลึกอยู่เสมอ ก็ไม่ทำในสิ่งที่ไม่ดี

ส่วนในทางปฏิบัติธรรม การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน บอกได้เลยว่า “สติ” มาเป็นอันดับแรก และเป็น ธรรมที่มีอุปการะมากในการปฏิบัติ หลายท่านหากยังไม่ศึกษาให้ถ่องแท้ และเท่าที่มีโอกาสได้คุยกับบุคคลทั่วไป จะมักคิดว่า “สมาธิ” ต้องมาเป็นอันดับแรก เข้าใจผิดนะครับ

ตรงกันข้ามถ้าถูก สมาธิ เสวยเข้าไปมากๆ หนักๆ เมื่อไรจะเกิดการติดใจพอใจในสมาธินั้น (สุขที่เป็นสุขเวทนา) และเมื่อออกจากสมาธิ มาใช้ชีวิตประจำวัน ที่มีแต่เรื่องจิปาถะ นั่น นู่น นี่ ก็มักจะขี้หงุดหงิด เพราะเข้าไปดื่มด่ำกับสมาธิอันเป็นสุขเสียแล้ว จนเกิดยินดีติดใจในอารมณ์นั้น ซึ่งสิ่งดังกล่าวมิใช่ทุกขเวทนาที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ทุกอย่างเป็นทุกข์ ดังในอริยสัจธรรม ๔ ประการ ท่านลองอ่านเรื่องการเสื่อมของพุทธศาสนา ตอน ๒ ดูให้ละเอียด สมาธิ ที่ให้คุณในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นสมาธิระดับต้น คือ ขณิกสมาธิ เท่านั้นครับ

ไม่ได้เรียนท่านผู้อ่านว่าการทำสมาธิไม่ดี ถ้าท่านเลือกจะเล่นฌานในสมถะภาวนา ก็เป็นกุศลหนัก สมาธิจึงต้องดีแน่ คือต้องทำสมาธิให้มากจนเกิดฌานจิต แต่พยายามจะเรียนท่านว่า ควรจะเข้าใจ ใส่ใจในรายละเอียดบ้างว่าสมาธินั้นหมายถึงอะไร มี่กี่แบบ ก็จะดียิ่งครับ

ถ้าท่านเลือกเล่นฌานในสมถกรรมฐาน ก็เป็นทางสายอ้อม ซึ่งนักบวชนอกพุทธศาสนาเขาเคยเดินสายนี้มาก่อน ก่อนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้น แต่ก็ไปไม่ถึงนิพพาน ไม่รู้จักนิพพาน ต่อแต่เมื่อพระพุทธองค์อุบัติขึ้นและทรงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว จึงได้โปรดเวไนยสัตว์ สอนนักบวชที่ติดอยู่ในฌานอันดื่มด่ำเหล่านั้น ให้ยกองค์ฌานขึ้นพิจารณาโดยให้เป็นบาตรของวิปัสสนากรรมฐาน แต่ต้องเก่งมาก ต้องเข้าๆออกๆในฌานอันแนบแน่นที่ตนมีอย่างรวดเร็ว อันเป็นเรื่องที่ยากมาก เข้าเรียกว่า ต้องทำ”วสี”เก่งมาก ซึ่งการปฏิบัติเช่นนี้ถือว่าเป็นทางสายอ้อม ถ้าสายตรง ก็วิปัสสนากรรมฐาน ครับ ม้วนเดียวจบ

ขอเรียนว่าคนสมัยนี้ไม่เหมือนกับคนสมัยพุทธกาลนะครับ คนสมัยนี้รวมถึงผมด้วย เป็นบุคคลเหลือคัด ที่ยังตกอยู่ในวังวนของวัฏฏะ อันมากด้วยกิเลสอาสวะครับ

ต่อไปเป็นเรื่องในภาคแรก ชื่อ
“สัญญาเจตสิก และ สติเจตสิก”

สัญญา และ สติ ทั้งสองตัวนี้ ต่างก็เป็นเจตสิกครับ ในอภิธัมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๒ แสดงถึงลักษณะพิเศษของเจตสิก หรือ เจโตยุตตลักษณะ ของเจตสิกปรมัตถ์ มี ๔ อย่างคือ

๑.) มีการอาศัยจิตเกิด เป็นลักษณะ
๒.) มีการเกิดร่วมกับจิต เป็นกิจ
๓.) มีการรับอารมณ์อันเดียวกับจิต เป็นผลปรากฏ
๔.) มีการเกิดขึ้นแห่งจิต เป็นเหตุใกล้

จิตและเจตสิกเป็นนามธรรม ไม่มีรูปร่างหน้าตา ไม่มีลักษณะสันฐานว่าเป็นอย่างไร แต่เวลาเรียนเขาเรียกกันว่า “ดวง” คือเป็น “ดวง ดวง” ครับ

และพระอภิธรรมท่านก็ยกให้ “จิต” นั้นเป็นประธานโดยแทนค่าเป็นดวงๆ โดยต้องมีเจตสิกที่เข้าไปประกอบกับจิตด้วย เจตสิกก็เป็นดวงๆด้วย เวลาเจตสิกมีการเกิดร่วมกับจิต ตามข้อ ๒.) ทั้งจิตและเจตสิกต่างก็ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป รวมสามอายุขณะ พร้อมกัน เรียกว่าเป็น สัมปยุตธรรม คือ

มาด้วยกัน ไปด้วยกัน ล่มจมด้วยกัน

สภาวะลักษณะของเจตสิกมีทั้งหมด ๕๒ ประเภท เขาจึงนับจำนวนเจตสิกทั้งหมดได้ ๕๒ ดวง มีภาษาเรียกเจตสิกที่ควรเข้าใจอยู่บ้างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้คือ อัญญสมานาเจตสิก ๑๓ หมายถึงเจตสิกที่มีสภาพเหมือน “ธรรมอื่น” กล่าวคือ อัญญสมานาเจตสิก ย่อมประกอบกับ โสภนเจตสิก (ดี) และ อกุศลเจตสิก (ไม่ดี) ได้ทั้ง ๒ พวก

คำว่า “ธรรมอื่น” หมายถึง เจตสิกธรรมที่เป็นทั้ง โสภนเจตสิก และ อกุศลเจตสิก

แต่ไม่ได้หมายถึงว่า โสภนเจตสิก กับ อกุศลเจตสิก จะเป็นพวกเดียวกัน มันคนละแบบกันตรงข้ามกัน อย่าเอาไปปนกับคำว่า อัญญสมานาเจตสิก นะครับ

อัญญสมานาเจตสิก มีอยู่ ๒ นัย คือ
ก.) สัพพจิตตสาธารณเจตสิก กับ
ข.) ปกิณณกเจตสิก

สัพพจิตตสาธารณเจตสิก เคยอธิบายแล้วว่าเป็นสาธารณะ คือ เป็นเจตสิกที่ประกอบได้ทั่วไปแก่จิตทั้งหมด เจตสิกประเภทนี้มีทั้งหมดอยู่ ๗ ดวง หนึ่งในนั้นคือ “สัญญาเจตสิก” ที่ผมเขียนถึง

ส่วน “สติ” อยู่ในพวก โสภณสาธารณเจตสิก มี ๑๙ ดวง “สติ” อยู่หนึ่งในนั้น (โปรดดูหมายเหตุท้ายเรื่อง ก.)

สัญญาเจตสิก อาจจะดีหรือเลวก็ได้แล้วแต่อยู่ในสถานการณ์ไหน แต่ สติเจตสิก เป็นเจตสิกที่ดีพร้อมอย่างเดียว ย้ำอีกครั้งอ่านคำท้ายดีๆว่าอะไรเขียนว่า “เจตสิก” อะไรเขียนว่า “จิต” ต่อไปอธิบายความหมายของ สัญญาเจตสิก กับ สติเจตสิก ตามตั้งใจจะเขียน

“สัญญาเจตสิก”

“สัญญาเจตสิก” เป็นธรรมชาติที่จำอารมณ์ เช่นจำอารมณ์นี้ว่า เป็นสีเขียว สีแดง ยาว กลม แบน เหลี่ยม เป็นต้น มีลักขณาทิจตุกะ ดังนี้คือ

๑.) มีความจำ เป็นลักษณะ
๒.) มีการทำเครื่องหมายให้รู้ต่อไป เป็นกิจ
๓.) มีการทำเครื่องหมายให้ไว้ เป็นผล
๔.) มีอารมณ์ที่ปรากฏ เป็นเหตุใกล้

ข้อสังเกต
– สัญญา นอกจากได้จำอารมณ์แล้ว ยังกระทำเครื่องหมายไว้เพื่อเป็นปัจจัยแก่การจำได้อีกในภายหลัง และถือว่าเป็นหน้าที่หรือกิจของสัญญาโดยเฉพาะ คนที่มีความจำดีนั้นเป็นเพราะเขาเป็นคนช่างสังเกต ไม่ละเว้นแม้แต่ในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ การช่างสังเกตจะทำให้พบสิ่งที่แตกต่างกันของอารมณ์แต่ละอย่าง ซึ่งสัญญาจะหมายรู้เอาไว้เพื่อจำได้ในภายหลังอีก
– สัญญา คือ ความจำได้ ที่ว่า นานๆไปแล้วลืม เป็นเพราะสัญญานั้นไม่เที่ยง คือ เกิดแล้วดับไปเป็นธรรมดา ถ้าสัญญาเกิดขึ้นเราก็จำได้ ถ้าสัญญาดับเราก็ลืม อันนี้ผิดนะครับ
– ที่ถูกต้อง คือ สัญญาทำกิจไม่ชัดเจน คือ สัญญาไม่ได้หมายรู้ในอาการที่แตกต่างกันของอารมณ์นั้นๆจึงทำให้ไม่เป็นปัจจัยแก่การจำได้ในภายหลัง เมื่อได้พบเห็นอารมณ์นั้นๆอีก เราจึงจำไม่ได้ อีกประการคือ เราไม่ได้ทำความเสพคุ้นเคยกับอารมณ์นั้นบ่อยๆ แต่นานๆทีจึงจะได้พบได้เห็นอารมณ์นั้นสักครั้ง ทำให้จำไม่ได้

“สติเจตสิก”

“สติเจตสิก” คือ ธรรมชาติที่มีความระลึกได้ในอารมณ์ และให้สังวรอยู่ในกุศลธรรม เป็นลักษณะ มีอรรถโดยเฉพาะคือมีลักขณาทิจตุกะ ๔ ประการดังนี้

๑.) มีความระลึกได้ในอารมณ์เนืองๆ เป็นลักษณะ (อปิลาปน ลกฺขณา วา) หรือ มีการเข้าไปถือเอาเป็นลักษณะ (อุปคณฺหน ลกฺขณา)

๒.) มีความไม่หลงลืม เป็นกิจ (อสมฺโมห รสา)

๓.) มีความจดจ่อต่ออารมณ์ เป็นผล (วิสยาภิมุขภาวปจฺจุปฏฺฐานา)

๔.) มีความจำอันมั่นคง เป็นเหตุใกล้ (ถิรสญฺญา ปทฏฐานา วา) หรือ มีสติปัฏฐาน ๔ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม เป็นเหตุใกล้ (กายาทิสติปฏฺฐาน ปทฏฺฐานา)

ในมิลินทปัญหา (โปรดดูหมายเหตุท้ายเรื่อง ข.) แสดงถึง สติ มี ๒ ประการคือ

ก.) อปิลาปนลักขณาสติ ได้แก่ สติที่เตือนไปในธรรมทั้งหลายว่า ธรรมสิ่งนั้นหรือนี้ ดีหรือชั่ว มีประโยชน์หรือไม่มี เช่น ธรรมสิ่งนี้เป็น สติปัฏฐาน ๔ , เป็นพละ ๕ , เป็นโพชฌงค์ ๗ , เป็นมรรค ๘ หรือสิ่งนี้เป็นฌาน , เป็นสมาบัติ , เป็นวิชา , เป็นวิมุตติ , เป็นกองจิต , เป็นกองเจตสิก

เมื่ออปิลาปนลักขณาสติ เตือนให้ระลึกถึงธรรมเหล่านี้แล้ว ก็ส่องเสพแต่ธรรมที่ควรเสพ สตินี้จึงหมายถึงสติที่ประกอบทั่วไปในโสภณจิต ทำให้ระลึกถึงกุศลธรรม โดยทำหน้าที่กั้นกระแสแห่งนิวรณ์ธรรม จะประกอบด้วยปัญญาหรือไม่ได้ประกอบก็ตามสามารถให้ระลึกถึงกุศลธรรมโดยชอบได้

ข.) อุปคัณหณลักขณาสติ ได้แก่ สติที่ชักชวนให้ถือเอาคติในธรรมอันดี เป็นสติที่อุปการะแก่ปัญญาโดยตรง ได้แก่ สติสัมปชัญญะที่เกิดขึ้นในการพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม หรือที่เรียกว่าเจริญ “สติปัฏฐาน ๔” อันเป็นปุพพภาคมรรค ซึ่งเป็นเบื้องต้นแห่งมรรคพรหมจรรย์ที่จะอุปการะให้แจ้งพระนิพาน

สรุป สติ จึงมี ๒ อย่างคือ

ก.) สติที่ประกอบกับโสภณจิตโดยทั่วไป ในขณะระลึกรู้อารมณ์ที่อดีตสัญญาเก็บจำไว้ตามนัยปริยัติด้วย อปิลาปนลักขณาสติ กับ
ข.) สติที่กระทำความรู้สึกตัวขณะกำหนดรูปนามตามความเป็นจริงในการเจริญสติปัฏฐานตามนัยปฏิบัติด้วย อุปคัณหณลักขณาสติ

ข้อสังเกต คำว่า สติ มีลักษณะ “ไม่เลอะเลือน” หมายถึงอะไร

ก.) บุคคลผู้เลือกเสพธรรมที่ควรเสพ คือ กุศลหรือบุญ
ข.) ไม่เสพธรรมที่ไม่ควรเสพ คือ อกุศลหรือบาป
ค.) คบแต่ธรรมที่ควรคบ คือ กุศลหรือบุญ
ง.) ไม่คบกับธรรมที่ไม่ควรคบ คือ อกุศลหรือบาป

– บุคคลที่มี “สติ” จึงรู้ว่าขณะนั้นตนกำลังทำอะไรอยู่ สิ่งที่กำลังทำอยู่นั้น อะไรเป็นกุศลหรืออกุศล ควรเสพหรือไม่ควรเสพ

– อธิบาย ตัวอย่างความ “ไม่เลอะเลือน” เช่น นาย ก. กำลังนั่งตกปลา รอดูปลามากินเหยื่อ แสดงว่ามีจิตคิดจะฆ่า และ มีเจตนาทำความเพียรเพื่อฆ่าแล้ว แสดงว่าขณะนั้นเผลอสติ ไม่สามารถระลึกได้ว่า การตกปลาเป็นอกุศลเป็นบาปที่ไม่ควรทำ แต่ระหว่างรอปลากินเหยื่อ เห็นภิกษุเดินมา เกิดระลึกขึ้นมาได้ว่าภิกษุองค์นี้เคยสอนว่าการกระทำเช่นนี้เป็นอกุศล จึงเลิกตกปลา เช่นนี้เรียกว่ามี สติ เพราะไม่เลอะเลือนสับสนไปว่าการตกปลาเป็นอกุศลไม่ควรเสพ จึงได้เลิกเสพอกุศล

– ข้อสังเกต “สัญญา” กับ “สติ” เป็นธรรมที่คล้ายคลึงกันมาก เวลาเรียนอภิธรรมเขามักจะเอามาเปรียบเทียบกัน ต่อไปเป็นข้อสังเกตความแตกต่างของ ๒ เจตสิกนี้

๑.) สัญญา จำอารมณ์ได้แต่ไม่สามารถ แยกแยะได้ว่า อารมณ์นี้ดีหรือไม่ดี มีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ แต่ สติ สามารถระลึกได้ว่า อารมณ์นี้มีประโยชน์ เมื่อระลึกได้เช่นนี้ก็เข้าไปถือเอาแต่เฉพาะสิ่งที่มีประโยชน์ ตัดสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ทิ้งไป

๒.) สัญญา ไม่สามารถกำจัดความหลงลืมได้เพราะกิจของสัญญาก็คือ การทำเครื่องหมายไว้เพื่อประโยชน์แก่การจำได้ในภายหลัง ถ้าสัญญาทำกิจไม่ชัดเจน ก็จะทำให้เราจำไม่ได้ในภายหลัง แต่ สติ สามารถกำจัดความหลงลืมได้ เพราะ สติมีความไม่หลงลืมเป็นกิจ

๓.) การจำของสัญญามีโอกาสที่จะคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงได้ เช่นจำในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง จำในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าสุข ในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตน ในสิ่งที่ไม่งามว่างาม ซึ่งในทางธรรมเรียกว่า สัญญาวิปลาส แต่ สติ ที่เรียกว่าวิปลาสไม่มี เป็นการจรดเข้าถึงสภาวธรรมที่แท้จริง จึงไม่มีโอกาสคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง แล้วยังสามารถกำจัดวิปลาสได้ด้วย ดังที่พระพุทธองค์ทรงแสดงสติปัฏฐาน ๔ มีกายานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นต้น ก็เพื่อกำจัดวิปลาส มี สุภวิปลาส เป็นต้น

๔.) สัญญา มีอารมณ์ที่ปรากฏ เช่น สีดำ เสียงช้าง เป็นต้น และ เป็นเหตุใกล้ให้เกิด แต่ สติ มีความจำอันมั่นคง เป็นเหตุใกล้ให้เกิด คือ สติจะระลึกในอารมณ์ใดได้ ก็ต่อเมื่อสัญญาได้จำอารมณ์นั้นไว้แล้ว การระลึกชาติย้อนหลังไปได้ ก็เพราะอาศัยกำลังของสติ ไม่ใช่อาศัยสัญญา

๕.) ในคราวใดมีสัญญาเกิดขึ้น ในคราวนั้นไม่จำเป็นว่าจะต้องมี สติ เกิดร่วมด้วย คือจำได้เฉยๆแต่ระลึกไม่ได้ แต่ ในคราวใดมี สติ เกิดขึ้น ในคราวนั้นต้องมีสัญญาเกิดร่วมได้แน่นอน คือเมื่อระลึกได้ก็ต้องจำได้แน่นอน

– ข้อสังเกต ทางการแพทย์ คนที่ป่วยด้วยโรคจิต หรือ ที่ชาวบ้านเรียกว่า “คนเสียสติ” เขาจำอะไรได้หรือไม่ คำตอบในทางอภิธรรม คือจำได้ เพราะเขามีสัญญา บุคคลผู้เสียสติเป็นผู้มีความจำอยู่ เพียงแต่ว่าสัญญาของเขานั้นทำกิจในการจำไม่ชัดเจน จึงทำให้เขาจำอะไรๆ ไม่ค่อยได้เท่านั้น ส่วนเขาจะมี สติ หรือไม่ คำตอบคือ เมื่อใดอาการป่วยกำเริบเขาจะเป็นผู้ไม่มีสติ หมายความว่า เขาจะไม่สามารถแยกแยะได้เลยว่า สิ่งใดเป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ สิ่งใดมีโทษหรือไม่มีโทษ สิ่งใดเป็นกุศลหรืออกุศล ฯลฯ เมื่อไม่สามารถแยกแยะได้เช่นนี้ ก็ทำให้เขาไม่สามารถเข้าไปถือเอาเฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์ ตัดทิ้งเสียซึ่งสิ่งไม่เป็นประโยชน์ ได้เลย การกระทำของเขาเป็นการกระทำของผู้เลอะเลือน ไม่สามารถแยกแยะชั่วดีได้ กฎหมายถึงไม่เอาโทษกับบุคคลผู้ขาดสติ

– คนเสียสติที่กล่าวมาข้างต้น กับ คนหลงลืมสติ เหมือนกันหรือไม่ คำตอบคือไม่เหมือน เพราะคนหลงลืมสติไม่ใช่ผู้ป่วยที่มีอาการทางจิต เป็นแต่เพียงว่าคนนั้นหลงลืมสติไปชั่วคราว ปล่อยให้อกุศลครอบงำจิตใจ จนในขณะนั้นไม่สามารถระลึกได้ว่า อะไรเป็นกุศล อะไรไม่ควรเสพ เลอะเลื่อนถือเอาธรรมที่ไม่ควรเสพว่าเป็นธรรมที่ควรเสพ

พระอริยบุคคลตั้งแต่พระโสดาบันจนถึงพระอนาคามี ยังมีการหลงลืมสติปล่อยให้อกุศลเกิดได้ เพียงแต่การหลงลืมสติของท่านเหล่านั้นไม่รุนแรงจนถึงกับก่อให้เกิดการกระทำทุจริต ที่เป็นเหตุนำไปเกิดในอบายได้ นั่นก็คือ โลภะ โทสะ โมหะ ยังเกิดขึ้นในจิตใจของท่านได้ตามสมควร บุคคลผู้ไม่มีการหลงลืม “สติ” ตลอดกาลมีเพียง พระอรหันต์ ท่านเดียวเท่านั้น

(หมายเหตุท้ายเรื่อง ก.)
อัญญสมานาเจตสิก มี ๑๓ ตัว แบ่งออกเป็น สอง กลุ่ม คือ

๑.) สัพพจิตตสาธารณเจตสิก (ประกอบกับจิตได้ทุกดวง) มี ๗ ตัว คือ

ผัสสเจตสิก , เวทนาเจตสิก , สัญญาเจตสิก , เจตนาเจตสิก , เอกัคคตาเจตสิก , ชีวิตินทรียเจตสิก และ มนสิการเจตสิก

๒.) ปกิณณกเจตสิก (ประกอบกับจิตได้บางดวง) มี ๖ ตัว คือ

วิตกเจตสิก , วิจารเจตสิก , อธิโมกขเจตสิก , วิริยเจตสิก , ปีติเจตสิก และ ฉันทเจตสิก

๓.) โสภณสาธารณเจตสิก มี ๑๙ ตัว คือ

สัทธาเจตสิก , สติเจตสิก , หิริเจตสิก , โอตตัปปเจตสิก , อโลภเจตสิก , อโทสเจตสิก , ตัตตรมัชฌัตตตาเจตสิก ,กายปัสสัทธิเจตสิก , จิตตปัสสัทธิเจตสิก , กายลหุตาเจตสิก , จิตตลหุตาเจตสิก , กายมุทุตาเจตสิก , จิตตมุทุตาเจตสิก , กายกัมมัญญตาเจตสิก , จิตตกัมมัญญตาเจตสิก , กายปาคุญญตาเจตสิก ,จิตตปาคุญญตาเจตสิก , กายุชุตาเจตสิก และ จิตตุชุกตาเจตสิก

(หมายเหตุท้ายเรื่อง ข.)

มิลินทปัญหา แปลว่า “ปัญหาของพระเจ้ามิลินท์”

ปกรณ์ ชื่อ มิลินทปัญหา นี้ ไม่ใช่คัมภีร์ พระอภิธรรม หรือ พระอภิธัมมัตถสังคหะ นะครับ

มิลินทปัญหา คือ ปกรณ์ว่าด้วยการถาม-ตอบปัญหา ระหว่างพระเจ้ามิลินท์ หรือ พระเจ้า เมนันเดอร์ (หรือ Menandros ในภาษากรีก) ซึ่งเป็นกษัติย์เชื้อสายกรีก กับพระนาคเสนเถระ จนกลายเป็นตำนานโด่งดัง มาจนถึงปัจจุบัน

มิลินปัญหา เป็นปกรณ์มีมาเก่าแก่และสำคัญปกรณ์หนึ่งในพระพุทธศาสนา ไม่ปรากฏว่าท่านผู้ใดเป็นผู้รจนา เชื่อกันว่ารจนาขึ้นในราวพุทธศักราช ๕๐๐ ปรากฏตาม มธุรัตถปกาสินี ฎีกาแห่งมิลินทปัญหา ซึ่งรจนาโดยพระมหติปิฎกจุฬาภัย ว่าพระพุทธโฆษาจารย์ เป็นผู้แต่งนิทานกถาและนิคมกถาประกอบเข้า ส่วนตัวปัญหา ท่านหาได้กล่าวว่าผู้ใดแต่งไม่

มิลินทปัญหา แบ่งออกเป็น ๖ ส่วน คือ

๑.) บุพพโยค ว่าด้วยบุพพกรรมและประวัติของพระนาคเสนและพระเจ้ามิลินท์
๒.) มิลินปัญหา ว่าด้วยปัญหาเงื่อนเดียว
๓.) เมณฑกปัญหา ว่าด้วยปัญหาสองเงื่อน
๔.) อนุมานปัญหา ว่าด้วยเรื่องที่รู้โดยอนุมาน
๕.) ลักขณปัญหา ว่าด้วยลักษณะแห่งธรรมต่าง ๆ
๖.) อุปมากถาปัญหา ว่าด้วยเรื่องที่จะพึงทราบด้วยอุปมา

ในหกส่วนนี้ บางส่วนยกเป็นมาติกา บางส่วนไม่ยกเป็นมาติกา จัดรวมไว้ในมาติกาอื่น คือ ลักขณปัญหารวมอยู่ในมิลินทปัญหา อนุมานปัญหา รวมอยู่ในเมณฑกปัญหา เพราะฉะนั้น เมื่อจะจัดระเบียบให้เป็นหมวดหมู่สะดวกแก่การค้นดู ต้องแบ่งเป็น ๔ ส่วน เรียงลำดับดังนี้ บุพพโยค ซึ่งเรียกว่า พาหิรกถา ๑ มิลินปัญหา ๑ เมณฑกปัญหา ๑ และอุปมากถาปัญหา ๑

จบ “สติ” ธรรมที่มีอุปการะมาก (ตอนที่ ๑)

ขอให้ การอ่าน การศึกษา ของทุกท่านตามกุศลเจตนา ได้เป็นพลวปัจจัย เพิ่มพูลกำลังสติ กำลังปัญญา ให้สามารถนำตนให้พ้นจากวัฏฏทุกข์ด้วยครับ

ณัฏฐ สุนทรสีมะ – https://goo.gl/d61zif