สัมปชัญญะ (ตอนที่ ๑)

ผู้อ่านควรทราบเรื่องของสติก่อนที่จะอ่าน เรื่องสัมปชัญญะ โดยเพจอภิธัมมัตถสังคหะได้เคยลงบทความที่เกี่ยวข้องไว้ ๒ เรื่องด้วยกันคือ

“สติ” ธรรมที่มีอุปการะมาก มีทั้งหมด ๓ ตอน และ สัญญาเจตสิก และ สติเจตสิก มีตอนเดียว โปรดดูลิงก์ท้ายเรื่องที่แนบมาด้วยแล้ว

เรื่อง สัมปชัญญะนี้ ผมคัดลอกมาจากหนังสือชื่อ อภิญฺเญยฺยธมฺม เรียบเรียงโดย อ. บุญณัฐศักดิ์ ทวิพัฒน์ ที่นำบทความนี้มาลง ก็เพราะคนส่วนมากยังไม่เข้าใจคำจำกัดความของคำว่า สัมปชัญญะ ส่วนมากจะเข้าใจแต่ สติ

คำปรารภเบื้องต้นของหนังสือ อภิญฺเญยฺยธมฺม มีความตอนหนึ่งที่น่าจับใจ ขอยกมาให้ท่านผู้อ่านเพียงบางส่วนดังนี้

“สัตว์โลกทั้งหลายที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏอันประกอบด้วยขันธ์ ๕ มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสมบัติประจำตัวที่ได้รับมรดกมาจากอวิชชาและตัณหา มอบให้แก่ทายาทผู้โง่เขลาเบาปัญญามาตั้งแต่แรกเกิดโดยทั่วถึงกัน สืบต่อภพชาติจนนับเบื้องต้นไม่ได้ และยังเป็นไปอีกในอนาคตอันหาที่สุดมิได้

มรดกนี้ นับเป็นมรดกอันแท้จริงที่มีความมั่นคงถาวรและแน่นอน ไม่มีอำนาจใดๆในโลกที่จะทำลายสมบัติอันเป็นมรดกตกทอดนี้ให้พินาศย่อยยับพ้นไปจากเราได้ ตราบใดที่เราเองยังมีความยินดีพอใจ ยังต้องการที่จะใช้สมบัตินี้อยู่ จนกระทั่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อุบัติขึ้นด้วยการตรัสรู้อริยสัจ ๔ พระพุทธองค์ตรัสว่า สมบัติชิ้นนี้แหละเป็นสัจธรรมที่เรียกว่าทุกขสัจ เพราะเป็นของจริงอย่างหนึ่งซึ่งไม่มีใครแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้เป็นอย่างอื่นได้ แต่พวกเราซึ่งเป็นทายาทผู้โง่เขลาเบาปัญญาหาได้เอามรดกเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนได้แม้แต่น้อยหนึ่งไม่ มิหนำซ้ำยังเอาไปใช้ให้เกิดโทษนานาประการ มีการทำให้โศกเศร้า ร่ำไห้ รำพัน ทุกข์กาย ทุกข์ใจ คับแค้นใจ เป็นต้น ที่พวกเราทั้งหลายได้รับกันอยู่ทุกวันนี้ไม่ได้เว้นแต่ละวัน เพราะเกิดจากการใช้ไม่เป็น…”

ต่อไปเป็นสัมปชัญญะที่จะเขียนถึง

สัมปชัญญะ

สัมปชัญญะ เป็นชื่อของปัญญา เพราะเป็นธรรมชาติที่รู้โดยประการทั้งหลายโดยชอบ รู้ในสิ่งที่สมควรรู้ในวาระนั้นๆ เป็นความรู้ที่เกี่ยวกับความเป็นไปของตน ไม่ใช่ความเป็นไปของผู้อื่น เป็นความสำเหนียกตัวเอง ไม่ใช่สำเหนียกผู้อื่น เป็นความพิจารณาใส่ใจในกิจที่ตนพึงกระทำ ไม่ใช่กิจที่ผู้อื่นกระทำ

สัมปชัญญะสามารถจำแนกตามอาการที่รู้หรือทำกิจเกี่ยวกับความหยั่งรู้ออกเป็น ๔ ประการ

๑.) สาตถกสัมปชัญญะ

คือปัญญาที่กำหนดได้ว่าการกระทำของตนนั้นอะไรเป็นประโยชน์ อะไรไม่ใช่ประโยชน์ รู้ประโยชน์จึงทำกิจนั้น แต่ถ้ายังมองไม่เห็นประโยชน์ในการกระทำหรือจะใช้อิริยาบถนั้น ก็ยังไม่กระทำโดยมุ่งถือเอาแต่ประโยชน์เท่านั้นเป็นสำคัญ ไม่ทำอะไรตามความเคยชิน

การไม่พิจารณาถึงประโยชน์ ย่อมเป็นช่องทางให้กิเลสอาศัยความไม่รู้เกิดขึ้น เช่นการกำหนดรู้ว่าทุกข์ คือความปวดเมื่อย เกิดขึ้นแล้วในอิริยาบถนี้ แล้วจึงเดิน ยืน นั่ง หรือนอน เหยียดหรือคู้ เพื่อบำบัดเพื่อบรรเทาทุกข์นั้น เป็นประโยชน์ของการเปลี่ยนอิริยาบถ เพราะความทุกข์คอยดึงใจจนความรู้สึกตั้งอยู่กับอิริยาบถนั้นลำบาก การเปลี่ยนอิริยาบถเพื่อแก้ทุกข์ จะเป็นเหตุให้ความรู้สึกตั้งอยู่กับอริยาบทใหม่ได้ต่อเนื่อง การกำจัดทุกข์เป็นประโยชน์ของการเปลี่ยนอิริยาบถ

ในเวลาใช้สอยปัจจัย ๔ มีการกำหนดรู้ประโยชน์ที่แท้จริงของปัจจัยนั้นๆ เสียก่อนที่จะใช้สอย เกี่ยวกับการจะทำอะไรต้องรู้เหตุผลในการกระทำนั้น ว่าก่อให้เกิดประโยชน์หรือไม่ ก่อนที่จะทำหรือใช้สอย เช่น รู้ว่าเดินทำไม รับประทานอาหารทำไม ดื่มน้ำทำไม ใส่เสื้อผ้าทำไม ไม่ใช่ทำอะไรตามความเคยชิน แต่ได้พิจารณาถึงประโยชน์เสียก่อน ก็เป็นสาตถกสัมปชัญญะ ย่อมไม่เป็นช่องทางให้กิเลสคือความยินดียินร้าย อาศัยเกิดขึ้นได้ ในทางตรงข้าม เช่น เมื่อทุกข์เวทนาคือความปวดเมื่อยเกิดขึ้นแล้วในอริยาบทนั่ง การที่ยืนขึ้นตามความเคยชิน โดยไม่พิจารณาก่อนว่าจะยืนทำไม เพื่อประโยชน์อะไร ในเวลานั้นยอมปิดโอกาสแห่งความรู้ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นประโยชน์ของการเปลี่ยนอริยาบท มีแต่ความไม่รู้ซึ่งเป็นอวิชชานุชสัย และก็เพราะเหตุที่ไม่รู้นั่นแหละ กิเลส คือความยินดีในอิริยาบถที่ปรารภจะเปลี่ยนย่อมได้โอกาสเกิดขึ้น สุขเวทนาที่พึ่งได้จากการเปลี่ยนอิริยาบถยืน เป็นที่ตั้งอาศัยแห่งกามราคานุสัย และขณะนั้นกิเลสคือความยินร้ายในอิริยาบถนั่งเก่า ย่อมได้โอกาสเกิดขึ้น เพราะทุกขเวทนาคือความปวดเมื่อยนั้น เป็นที่ตั้งแห่งปฏิฆานุสัย คือโทสะขุ่นเคือง ไม่พอใจอิริยาบทเก่า เป็นอันว่ากิเลสที่เป็นประธาน ๓ อย่างคือโลภะ โทสะ โมหะ ย่อมพร้อมเพรียงกันเกิดขึ้น เพราะเหตุที่ไม่มีการพิจารณาในการเปลี่ยนอิริยาบถแต่ละครั้ง

ความรู้ที่ทำให้เกิดขึ้นเกี่ยวกับกำหนดประโยชน์ในการใช้อิริยาบถใหญ่ และอิริยาบถย่อยในเวลานั้นๆ เสียก่อนเพื่อกำจัดความไม่รู้ที่คอยจะเกิดขึ้นด้วยอำนาจการกระทำตามความเคยชิน ชื่อว่า สาตถกสัมปชัญญะ

๒.) สัปปายสัมปชัญญะ

คือปัญญาที่กำหนดถึงความสะดวก ไม่สะดวก สมควร ไม่สมควร ในการทำกิจนั้นๆ โดยมุ่งถือเอาความสะดวกเป็นสำคัญ แม้กำหนดประโยชน์ได้แล้วก็ตามแต่เห็นว่าไม่สมควร ไม่สะดวก ก็ไม่ทำ เห็นว่าสมควร สะดวกจึงทำ เพื่อเป็นการส่งเสริม ศีล สมาธิ ปัญญาให้เจริญขึ้น ยับยั้งการเกิดขึ้นของกิเลสได้ ความไม่เกิดขึ้นแห่งกิเลสชื่อว่าสะดวก ความเกิดขึ้นแห่งกิเลสชื่อว่าไม่สะดวก

สัปปายะ ไม่ได้หมายถึงความสบายที่เป็นความสุข ความเพลิดเพลิน อันเป็นเหตุให้ตัณหาเกิด ในที่นี้หมายถึงความสะดวก

อนึ่ง สัปปายะ ๗ อย่าง ได้แก่ อาวาส โคจร ภัสสะ บุคดล โภชนะ อุตุ อิริยาบถ ที่สร้างความสะดวกในการเจริญ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็มีอสัปปายะ ๗ อย่าง ที่สร้างความไม่สะดวกในการเจริญ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็มี สำหรับผู้ปฏิบัติที่หลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นอสัปปายะ เสพแต่สิ่งที่เป็นสัปปยะเท่านั้น เป็นความฉลาดในธรรมที่เป็นสัปปายะ ก็ชื่อว่าสัปปายสัมปชัญญะ

๓.) โคจรสัมปชัญญะ

คือปัญญาที่เข้าถึงอารมณ์ปัจจุบันที่ควรใส่ใจขณะปฎิบัติ จึงสามารถปรารภอารมณ์กรรมฐานได้สม่ำเสมอติดต่อกันไป โดยไม่หลงไปจากความจริงและไม่ทอดทิ้งอารมณ์กรรมฐาน สติ สัมปชัญญะ เมื่อเกิดขึ้น รู้อารมณ์แล้วย่อมหมดไป ต้องน้อมใจให้สติสัมปชัญญะเกิดขึ้นใหม่เนืองๆ มีอุบายที่ทำให้โคจรสัมปชัญญะเกิดขึ้นรู้อารมณ์ได้ใหม่ก็คือคอยสำเหนียกเป็นการทำไว้ในใจว่าขณะนี้กำลังทำอะไรอยู่ กำลังรู้อะไรอยู่เป็นการใส่ใจนาม ผู้ดูว่ากำลังรู้รูปอะไร นามอะไร เป็นปัญญาที่ใส่ใจความรู้สึก ใส่ใจผู้ดูอารมณ์กรรมฐาน รู้ว่ากำลังดูอะไรอยู่ คือรู้ทั้งนามผู้ดู และอารมณ์กรรมฐานที่ถูกดู จึงแยกได้ว่า

ผู้ดูก็อย่างหนึ่ง อารมณ์กรรมฐานที่ถูกดูก็อย่างหนึ่ง ไม่ปะปนกัน

“โคจร”

ในที่นี้หมายถึงอารมณ์กรรมฐาน ปัญญาที่ไม่ทอดทิ้งอารมณ์กรรมฐาน จึงชื่อว่า “โคจรสัมปชัญญะ” ไม่ว่าจะอยู่ในอริยาบทได้ก็ตามจึงต้องมีโคจรสัมปชัญญะกำกับไปตลอดเวลา

อารมณ์กรรมฐานได้แก่รูปธรรม นามธรรม เป็นอารมณ์ที่กำหนดได้ยากเพราะเป็นอารมณ์ที่เป็นปรปักษ์ต่ออนุสัยกิเลสโดยตรง อีกทั้งปุถุชนไม่มีความคุ้นเคย ฉะนั้นผู้ฝึกปฏิบัติใหม่ๆ เวลาปรารภรูปนาม จึงน้อมไปได้ยาก โดยมากน้อมไปแต่เรื่องราวบัญญัติ แม้มีความเพียรใส่ใจก็คอยแต่จะทิ้งไป หลุดไปอยู่เสมอ ต้องคอยกำหนดบ่อยๆ จะเป็นปัจจัยให้ปัญญาเกิด อ่านความจริงของรูปนามได้ซ้ำๆ จึงต้องมีอุบายวิธีด้วยการสำเหนียกอยู่เสมอว่า กำลังดูอะไรเพื่อกระตุ้นความรู้สึกตัวให้เกิดขึ้นรู้อารมณ์ปัจจุบันเสมอๆ ไม่ทอดทิ้งเสียในระหว่างปฎิบัติ การรู้ซ้ำๆ เป็นของมีประโยชน์ต่อปัญญา เพราะเป็นการฝึกปัญญาให้แกล้วกล้ายิ่งๆ ขึ้น

๔.) อสัมโมหสัมปชัญญะ

คือปัญญาที่รู้ตรงต่อความเป็นจริงของสภาวธรรม ว่าสภาวธรรมนี้เป็นรูปธรรม สภาวธรรมนี้เป็นนามธรรม หยั่งเห็นสภาวะลักษณะของรูป ของนาม ว่ารูปแต่ละรูป มีความแตกต่าง นามแต่ละนามมีความแตกต่างกัน รูปอย่างหนึ่ง นามก็อย่างหนึ่ง แต่รู้ถึงสามัญลักษณะว่ารูปธรรม นามธรรม ที่เป็นสังขตธรรม เป็นธรรมที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง เมื่อดับไปมีสภาวะที่เสมอเหมือนกัน คือความ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

เป็นปัญญาที่ไม่ลุ่มหลง สามารถรู้ถูกต้องตรงต่อความจริงของสภาวธรรม รู้เท่าทันอารมณ์ปัจจุบันทุกๆอารมณ์ว่าเป็นรูปหรือนาม ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคลทไม่ใช่หญิง ไม่ใช่ชาย ไม่ใช่ตัวตน เป็นเพียงขันธ์ ๕ คือ รูป นาม อันว่างจากอัตตาโดยประการทั้งปวง

เพื่อความเข้าใจเกี่ยวกับสาระของอสัมโมหสัมปชัญญะนี้ได้แจ่มแจ้งขึ้น จึงควรทราบความแตกต่างกันของปัญญา ๓ อย่างคือ สุตมยปัญญา จินตามยปัญญา และ ภาวนามยปัญญา ที่เป็นไปเกี่ยวกับความรู้ว่าเป็นนาม เป็นรูป

ความรู้นามรูปของปัญญามี ๓ ขั้นคือ

๑.) สุตมยปัญญา

หมายถึงปัญญาที่สำเร็จเพราะคำชี้แจงที่ได้สดับแล้ว คือ เป็นปัญญาที่ได้มาเพราะฟังจากคนอื่น ได้เรียน ได้ศึกษา ได้อ่านตำรับตำราอยู่ในรูปของบัญญัติ เป็นสำนวนโวหารที่ผู้อื่นแสดงเป็นปริยัติแล้ว เกิดปัญญา ปัญญานี้ต้องอาศัยกัลยาณมิตร เป็นความรู้รูป รู้นาม ที่ได้มาจากการฟัง เพื่อกำหนด นาม รูป ได้ถูกต้องในภายหลัง

ในการปฏิบัติการที่ผู้ปฏิบัติและกำหนดอารมณ์กรรมฐานคือ นามรูป ได้ถูกต้องนั้น ในเบื้องต้นต้องมีการฟังจากครูอาจารย์ว่าอะไร เป็นรูป อะไรเป็นนามก่อน จึงจะมีโอกาสกำหนด นามรูป ได้ถูกต้องในคราวปฏิบัติ

๒.) จินตามยปัญญา

หมายถึง ปัญญาความรู้ที่ได้จากการพิสูจน์ รูปนาม แล้วด้วยตนเอง เพราะได้ใส่ใจลักษณะของนามหรือรูปนั้นว่าเป็นนามอะไรรูปอะไร ในเวลาที่มีสติเข้าไปตั้งไว้ที่นามที่รูปที่เป็นปัจจุบันอารมณ์นั้น การใส่ใจลักษณะที่แตกต่างกันแห่งนาม รูป เหล่านั้น ย่อมทำปัญญาให้เกิดขึ้นรู้ว่า นี้เป็นนามอะไร รูปอะไร ตรงต่อความเป็นจริงสามารถทำให้สภาวะของรูป นามจริงๆ ปรากฏขึ้นในความรู้สึกได้ โดยอาศัยความรู้ที่ได้จากสุตมยปัญญา เป็นปัจจัยเท่านั้น ความรู้นาม รูป ขั้นนี้เป็นความรู้ที่ได้ สัมผัสกับสภาวะของจริงที่เป็นนาม เป็นรูปนั้นๆ เพียงแต่ว่ายังมีการอิงอาศัยบัญญัติอยู่ เพราะเป็นความรู้ที่ทำขึ้นให้ตรงกับบัญญัติ ตรงกับชื่อที่เรียนรู้มา ไม่ใช่คิดเอาเองลอยๆ

บุคคลชื่อว่ามีการปฏิบัติ ก็เมื่อเขาได้ใช้ความเพียรทำความรู้นามรูป ขั้นจินตามยปัญญานี้ให้เกิดขึ้นบ่อยๆ ฉะนั้นความรู้ขั้นจินตามยปัญญาอย่างนี้นับว่าเป็นความรู้ขั้นปฏิบัติ ความรู้นี้ยังกำลังน้อย ต้องหมั่นใส่ใจ ทำความรู้สึกตัวไปที่ รูปนาม ที่เป็นอารมณ์อยู่เสมอๆ จนรู้ความจริงของรูปนาม ด้วยอสัมโมหสัมปชัญญะโดยมีโคจรสัมปชัญญะเป็นไปอยู่บ่อยๆ เป็นปัจจัย

๓.) ภาวนามยปัญญา

เป็นปัญญาที่สำเร็จเพราะการเจริญ อบรมให้สติ สัมปชัญญะ เจริญงอกงามให้ยิ่งๆขึ้นไป จนปัญญาแกล้วกล้า กล่าวคือ มีความชำนาญยิ่งแม้ไม่ต้องขนขวายทำให้เกิดก็ย่อมเกิดขึ้น จิตเกิดปรารภอารมณ์ที่ปรากฏเฉพาะหน้าอันใดก็ตาม สติเข้าไปตั้งอยู่ในอารมณ์นั้นแล้ว ความรู้ว่าเป็นนามรูปก็เกิดขึ้นทันที ใส่ใจครั้งใดก็เห็นความจริงจนบรรลุถึงความเป็นยอด คือมรรคอันเป็นที่สุดแห่งการเจริญได้ เรียกว่า วิปัสสนาปัญญา และ มรรคปัญญา

เมื่อผู้ปฏิบัติ ทำเหตุปัจจัยให้ความรู้จริงเกิดขึ้นได้บ่อยๆ จนชำนาญอันเป็นผลมาจากการชำระกิเลสให้บริสุทธิ์ได้แล้ว จึงเป็นปัจจัยต่อความรู้แจ้ง ความรู้นี้ไม่ต้องอาศัยโยนิโสมนสิการ เพียงแต่ปรารภอารมณ์ด้วยสติ ความรู้ว่าเป็นรูปเป็นนามก็เกิดขึ้นทันทีโดยไม่ต้องตั้งใจสำเหนียกลักษณะเหมือนแต่ก่อนในขั้นจินตามยปัญญา

ความรู้ทั้ง ๓ อย่างนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยสืบต่อกัน ความรู้ขั้นสุตมยปัญญาอันเป็นความรู้ขั้นปริยัติ เป็นปัจจัยให้ความรู้ รูปนาม ขั้นจินตามยปัญญา อันเป็นความรู้ขั้นปฏิบัติ และความรู้ขั้นปฏิบัติ เป็นปัจจัยให้ความรู้ขั้นภาวนามยปัญญา อันเป็นความรู้ขั้นปฏิเวธ แม้เบื้องต้นจะเป็นความรู้สึก ขั้นญาณก็ตาม อันเป็นผลแห่งการปฏิบัติที่ถูกต้อง ที่เรียกว่า “นามรูปปริจเฉทปริเฉทญาณ” ก็นับว่าเป็นวิปัสสนาปัญญา ก็จัดเป็นปัญญาประเภท ภาวนามยปัญญาเหมือนกัน

สรุป สัมปชัญญะ ๔

– สาตถกสัมปชัญญะ ใส่ใจว่าที่ทำนั้น ทำทำไม เดินทำไม กินทำไม เพื่อรู้เหตุผล

– สัปปายสัมปชัญญะ ใส่ใจว่าที่ทำนั้น ทำแค่ไหน เดินแค่ไหน กินแค่ไหน เพื่อความสะดวกต่อการเจริญ ศีล สมาธิ ปัญญา

– โคจรสัมปชัญญะ ใส่ใจว่าขณะที่ทำจิตรู้อะไรเพื่อไม่ให้ทิ้งอารมณ์กรรมฐาน ได้ปัจจุบันอารมณ์เนืองๆ เป็นปัญญาที่รู้ตัวผู้ดู ขณะกำหนดอารมณ์กรรมฐาน รู้ว่าตัวกำลังดูอะไร

– อสัมโมหสัมปชัญญะ คือปัญญาที่รู้ว่าสิ่งที่ดูคือรูปนาม

ผู้ที่ปฏิบัติจนคุ้นเคยแล้วโคจรสัมปชัญญะกับอสัมโมหสัมปชัญญะทั้ง ๒ ย่อมเป็นไปราวกับว่าพร้อมกันทีเดียว

ในตอนที่ ๒ จะกล่าวถึง ความรู้สึกตัว (โคจรสัมปชัญญะ) ต่อไป

จบ สัมปชัญญะ (ตอนที่ ๑)

 

ณัฏฐ สุนทรสีมะ – https://goo.gl/d61zif