สัมปชัญญะ (ตอนที่ ๒) (ตอนสุดท้าย)

ผู้ที่ประสงค์จะไปเจริญวิปัสสนา สิ่งแรกที่ต้องพาไปเข้ากรรมฐานด้วย คือ “ศีล” อย่างน้อยต้องศีล ๕ สิ่งที่สองคือต้องรู้จัก “รูปนาม” และสิ่งที่สาม คือ “การนึกคิด”

การนึกคิด เป็นอุปสรรคและไม่ถูกต้องในการปฏิบัติ ซึ่งผมเรียกเป็นภาษาส่วนตัวว่า “คุยกับตัวเอง” คือแทนที่จะทำความรู้สึกให้ถูกต้องกับอริยาบทขณะนั้น กลับกลายเป็นนึกคิด คือนึกอยู่นั่นว่า

– ที่นั่งอยู่เป็นรูปนั่งน่ะ (กรณีนั่ง)
– นั่งเป็นรูป
– ผู้ที่รู้ว่านั่งเป็นรูป คือนามจิต ผู้ที่รู้มิใช่เรา
– เพราะถ้าเป็นเรา จะกลายเป็นตัวตนขึ้นมา

อะไรทำนองนี้ ทั้งหมดเลยกลายเป็นคุยกับตัวเอง แทนที่จะทำความรู้สึกให้ถูกต้องกับความเป็นจริง เป็นผลทำให้การปฏิบัติไม่ก้าวหน้า อันนี้น่าจะหมายความอย่างเดียวกับในบทความที่ว่า (*ผู้ปฏิบัติต้องไม่ทำสังเกตขึ้น)

อีกประการคือคนเคยเรียนปริยัติมาก่อน รู้มามากเลยทำให้ “อยากเห็น” “ต้องเห็นเวลานั้น เวลานี้ ช่วงนั้น จังหวะนี้ เห็นแบบนี้เรียกตามปริยัติว่านั่นนี่” อันนี้เกิดจากเวลาปฏิบัติไม่รู้จักใช้โยนิโสมนสิการ และไม่เคยทำบารมีแบบนี้มาก่อน

การเรียนปริยัติมาก่อนมีความจำเป็นครับ แต่ต้องใช้ในเวลาที่เหมาะสม

ในบทความเรื่อง สัมปชัญะ ตอนที่ ๒ นี้ ผู้เรียบเรียงท่านอธิบายได้ดีมาก อยากให้ท่านผู้อ่าน อ่านทบทวนตอนที่ ๒ หลายๆเที่ยว ว่าเมื่อเจริญวิปัสสนาตามนัยสติปัฏฐานในอิริยาบถบรรพ ขณะพิจารณา ดูนามรูปนั้น จะต้องทำอย่างไรจึงจะถูกต้อง

อย่างไรก็ดี ผู้ที่ปฏิบัติเองเป็นส่วนตัว ส่วนมากพร้อมที่จะเข้ารกเข้าพงได้ง่ายมาก เป็นบ้าไปก็มี สมควรที่จะมี อาจารย์ผู้สอบอารมณ์ หรือ กัลยาณมิตร แนะนำตลอดเวลาในระหว่างปฏิบัติ

ต่อไปเป็น สัมปชัญญะ ตอนสุดท้าย

ความรู้สึกตัว (โคจรสัมปชัญญะ)

ความรู้สึกตัว หมายถึงปัญญารู้อาการของสภาวธรรมตามความเป็นจริงในขณะปัจจุบันโดยมีสติสำรวมอยู่กับอารมณ์นั้นสัมปชัญญะรู้ความจริงของอารมณ์ รู้ว่าใครดู ดูอะไร รู้ทั้งอารมณ์กรรมฐานและ ผู้รู้อารมณ์กรรมฐาน

ความรู้สึกตัว เป็นการใส่ใจนามผู้ดู รู้ไปที่นามผู้ดูขณะดู ผู้ดูรู้ตัวเองว่ากำลังดูอะไรอยู่ ไม่ใช่ดูไปเฉยๆ ผู้ดูเวลาดู รู้ตรงที่ความรู้สึก มนสิการ ความรู้สึกว่าดูอะไร ซึ่งไม่ใช่มีสภาวธรรมอื่น มารู้ตัวผู้ดูอีกที ทำให้ไม่มุ่งแต่อารมณ์กรรมฐานอย่างเดียว อารมณ์กรรมฐานมีสติออกไปรู้อยู่แล้ว เมื่อใส่ใจในความรู้สึกตัวอยู่ การสังเกตมีอยู่ในขณะนั้น ทั้งนามผู้ดูและอารมณ์ที่ถูกดู ก็ปรากฏในความรู้สึกนั้นทันที ทำให้รู้ทันกายทันใจ เพราะขนาดดูอยู่ ตัวผู้ดูจะปรากฎในความรู้สึกพร้อมๆ กับอารมณ์กรรมฐาน

ฉะนั้นในความรู้สึก จะมีธรรม ๒ อย่างปรากฏ คือนามผู้ดูและอารมณ์กรรมฐานที่ถูกดู ทั้งผู้ดูและอารมณ์ที่ถูกดู ก็จะแยกออกจากกันไม่ปะปนกัน

ความรู้สึกตัว เป็นปัญญาที่รู้ความเป็นไปของตน หยั่งรู้ในกิจที่ตนกำลังกระทำในขณะกำหนดอารมณ์อยู่ คอยปรารภนามผู้ดู ด้วยการมนสิการ (ใส่ใจ) ที่ผู้ดู ไม่มุ่งแต่อารมณ์กรรมฐานโดยตรง เพื่อกระตุ้นความรู้สึกในเวลาดู ว่ากำลังดูอะไร ดังนั้นความรู้สึกต้องรู้ที่ผู้ดู ไม่ใช่รู้ที่อารมณ์กรรมฐาน รู้อย่างนี้จะสามารถกำหนดอารมณ์กรรมฐานได้อย่างสม่ำเสมอ ติดต่อกัน ไม่ทอดทิ้งอารมณ์ ไม่เผลอ ไม่หลงลืมกรรมฐานได้โดยง่าย

ความรู้สึกตัว จึงเป็นข้อปฏิบัติที่สำคัญที่สุดในการเจริญวิปัสสนา เพราะความรู้สึกตัวทำให้รู้อยู่กับอารมณ์ปัจจุบัน ที่เป็น รูป นาม จึงเป็นโอกาสให้รูปนาม แสดงความเป็นจริงให้กับปัญญารู้ อีกทั้งนิวรณ์เข้าอาศัยอารมณ์เกิดขึ้นในจิตไม่ได้ เมื่อไม่มีนิวรณ์เป็นเครื่องกั้น ปัญญาจึงเกิดได้สะดวก

ผู้ที่มีความรู้สึกตัวจนชำนาญ สามารถรู้เท่าทันกายและใจ รู้ว่ากายและใจเป็นตัวทุกข์ คอยตามดูว่าทุกข์เกิดขึ้นได้อย่างไร ขณะกายเป็นทุกข์มาสังเกตใจว่าใจเป็นทุกข์ด้วยหรือไม่ ความรู้สึกตัวจึงเป็นการรู้กระจายไปตามอาการท่าทาง หรือ สภาวธรรม ไม่จับยู่ที่ใดแห่งหนึ่ง ไม่ค่อยมุ่งไม่คอยจ้องแต่อารมณ์กรรมฐาน จึงไม่ทำให้เกิดการจับท่า ไม่ทำให้เกิดการทำกรรมฐานขึ้น และไม่เกิดความสงบนิ่งเฉยไป สมาธิจึงไม่สามารถปิดบังสัมปชัญญะได้

สำหรับผู้ฝึกปฏิบัติใหม่ๆ เวลากำหนดมักรู้แต่อารมณ์เฉยๆ เพราะธรรมชาติของจิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ แต่ในการปฏิบัติต้องรู้ตัวด้วย ไม่ใช่รู้แต่อารมณ์เฉยๆ ฉะนั้นผู้ปฏิบัติโดยมากมักขาดความรู้สึกตัว จึงมีแต่สติไม่มีสัมปชัญญะ ผู้ปฏิบัติที่ฝึกไปนั้นนานๆ ต้องคอยสังเกตทำความรู้สึกตัวอยู่เสมอในขณะรู้อารมณ์ โดยมีอุบายว่าขณะกำหนดอารมณ์นั้น ผู้ดูรู้อะไรอยู่ จนตัวผู้ดูปรากฏ อย่างนี้เป็นความรู้สึกตัว ในความรู้สึกตัวของผู้ปฏิบัติขณะกำลังรู้รูปนั่ง จะมีทั้งรูปนั่งที่เป็นอารมณ์ และนามผู้ดู อยู่ในความรู้สึก แต่ไม่ใช่กำหนดรูป นาม ไปพร้อมๆกัน จะต้องมีความรู้เก็บไว้ในใจก่อนว่า นามเป็นผู้ดู ถ้าไม่รู้ว่าผู้ดูเป็นนาม ก็จะไม่รู้ว่าใครดู ต้องรู้ว่าใครดูและกำลังดูอะไร จึงเป็นสัมปชัญญะ

ธรรมชาติของปัญญา มักเกิดยากกว่าสติ เพราะต้องอาศัยเหตุปัจจัยหลายอย่าง ทั้งอาศัยความชำนาญฝึกฝนจนคุ้นเคยในการปฏิบัติด้วยการฝึกบ่อยๆ ถ้าฝึกนิดๆหน่อยๆ แล้วจะให้สัมปชัญญะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ย่อมไม่มีทาง ดังนั้นถ้ารู้ว่ามีบารมีน้อยต้องฝึกมากๆ บ่อยๆ จนกว่าเมื่อใดสัมปชัญญะสมบูรณ์ด้วยเหตุปัจจัยแล้วความรู้สึกตัวก็จะเกิดขึ้น

การที่จะทำความรู้สึกตัว รู้ความจริงของ รูป นาม อยู่เนืองๆนั้น ต้องอาศัยธรรมหลายอย่าง นอกจากจะมีโยนิโสมนสิการ มีสติสำรวมอยู่กับปัจจุบัน เพื่อเป็นปัจจัยให้เกิดอินทรีย์สังวร ยังมีธรรมอีกประการหนึ่งที่ช่วยอุปถัมภ์ให้การภาวนาเจริญก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ ก็คือ “มีการสังเกตในขณะปฎิบัติ”

การสังเกต (ปาริหาริกปัญญา)

การสังเกต เป็นปัญญาอย่างหนึ่งที่คอยบริหารการปฎิบัติ เพื่อให้การปฏิบัตินั้นเป็นไปอย่างถูกต้อง ตรงกับที่ได้ศึกษาเข้าใจมา การสังเกตนั้นต้องเป็นไปพร้อมๆ กับการกำหนดในอารมณ์ปัจจุบันนั่นเอง

เมื่อสำรวมอยู่ ใส่ใจอยู่ ความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่จะออกมาทำงานเป็นการสังเกตเอง รู้เองว่าการปฏิบัติถูกหรือไม่ถูกอย่างไร ที่รู้ได้อย่างนี้เพราะเราต้องมีความเข้าใจจากการฟังมาดีแล้ว และจะเก็บความเข้าใจอันนี้ไว้นั่นเอง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการกำหนด เช่นการกำหนดนั้นไม่เป็นไปตามที่เข้าใจมาก็จะได้รู้ได้ทันทีว่าไม่ถูก รู้ว่าไม่ถูกอย่างไร และต้องบริหารอย่างไร เป็นต้น

การสังเกตจึงต้องมีอยู่เสมอเมื่อเรามีความรู้สึกตัวอยู่ก็หมายความว่า การสังเกตต้องมีในที่นั้นด้วย ถ้ามีเพียงสติก็เท่ากับรู้ไปเฉยๆ จึงเป็นธรรมที่มีความสำคัญยิ่งในการเจริญวิปัสสนา เมื่อสังเกตรู้ว่า การกำหนดนั้นตกไปจากอารมณ์ รูปนาม แล้วก็จะกลับมาตั้งอยู่ในอารมณ์ รูปนาม ที่เป็นปัจจุบันได้อีก ถ้าไม่มีสังเกต จิตตกไปจากอารมณ์รูปนาม ก็ตกไปเลย ทำให้เสียปัจจุบันไป

ผู้ปฏิบัติพึงเป็นผู้มีความสังเกต เพราะเป็นกระบวนการศึกษาที่ได้มาจากปริยัติที่ถูกต้องและเข้าใจดีอยู่ก่อนแล้วเรื่องสังเกตมีมากมาย คือสังเกตการณ์งานเกี่ยวกับการปฏิบัติของตน อยู่เสมอๆ ว่างานที่ทำอยู่ตรงกับความเข้าใจตามที่เรียนมาหรือไม่ในขณะกำหนด รูปนาม เพราะผู้มีความสังเกตย่อมค้นพบข้อบกพร่องในเรื่องนั้นๆ จะได้นำมาปรับปรุงให้ถูกต้องต่อไป

*ผู้ปฏิบัติต้องไม่ทำสังเกตขึ้น คือขณะกำหนดไปคิดเทียบเคียงพิจารณา การกำหนดนั้นๆ โดยดึงเอาความรู้ความเข้าใจมาเปรียบเทียบอย่างนี้เป็นการทบทวน เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ธรรมซึ่งเป็นเรื่องนึกคิดไป แต่การสังเกตเป็นเรื่องของความรู้สึก เป็นการงานของปัญญา แต่ในความเป็นจริง การที่จะไปห้ามไม่ให้ทำสังเกตขึ้น คงเป็นการยาก

(*ผู้ปฏิบัติต้องไม่ทำสังเกตขึ้น)

ผู้ปฏิบัติใหม่ ยังขาดความชำนาญในการสังเกต การที่จะไม่ให้ทำสังเกตขึ้นนั้นคงเป็นไปไม่ได้ เพราะยังไม่คุ้นเคยกับตัวสภาวะของนามรูป และลักษณะการงานของธรรมะที่ใช้ในการกำหนด เพราะความรู้ยังต้องอิงอาศัยบัญญัติอยู่ แต่เมื่อทำสังเกตขึ้นแล้วจะเป็นการช่วยประคับประคองให้การกำหนดได้เข้าต้องเข้าร่องรอยเข้าสู่แนวทางที่ถูกต้องได้ ก็ถือว่ายังดีกว่าไม่สังเกตอะไรกันเลย เมื่อคุ้นเคยขึ้นต่อไปก็จะสังเกตุเป็น โดยไม่ต้องทำสังเกตขึ้นอีก

การสังเกตจะเป็นไปได้ดี นอกเหนือจากการได้ศึกษาได้ฟังมาดีแล้ว ยังต้องอาศัยกัลยาณมิตร ทั้งประสบการณ์จากการฝึกปฏิบัติรู้ผิดรู้ถูก รู้ความบกพร่องนำมาเป็นครู สิ่งเหล่านี้เป็นผู้คอยชี้แนะให้การสังเกตในคราวต่อไปดีขึ้นเรื่อยๆ สามารถพูดได้ว่านอกเหนือจาก ปุพเพกตปุญญตาและการได้กัลยาณมิตรผู้มีความสามารถแล้ว การสังเกตได้ถูกนี้ เป็นเครื่องวัดบารมีของผู้ปฏิบัติได้ส่วนหนึ่งด้วย

ธรรมที่ต้องถูกสังเกตในการกำหนด ได้แก่ ธรรมทุกอย่างที่ต้องใช้ และประกอบร่วมกันในการปฏิบัติเช่น สติ สัมปชัญญะ โยนิโสมนสิการ อารมณ์กรรมฐาน ตลอดถึงการวางใจ การเปลี่ยนแปลงของความรู้สึกในการกำหนด แม้แต่สังเกตเองก็ยังต้องถูกสังเกตด้วย คือ ต้องสังเกตด้วยว่าการกำหนดที่มีการสังเกตุ กับไม่มีการสังเกตแตกต่างกันอย่างไร การสังเกตจึงครอบคลุมกว้างขวางมาก สมกับที่เรียกว่า ปาริหาริกปัญญา จริงๆ

ในระหว่างการปฏิบัติ ผู้ปฏิบัติพึงเป็นผู้มีสังเกตอยู่เสมอว่าความรู้สึกของตนนั้นเป็นเพียงนึกบริกรรม ว่านาม ว่ารูป หรือว่าเป็นความรู้ที่ทำให้เกิดขึ้นด้วยมีสติ มีความรู้สึกออกไปที่อารมณ์กรรมฐานนั้นจริงๆ ถ้าหากเห็นว่าเป็นเพียงนึกบริกรรมเท่านั้นหาความรู้สึกไม่ได้ก็ควรทราบด้วยว่าเพราะเหตุใดจึงว่าเป็นเพียงการนึกไม่ใช่ความรู้สึก และถ้าหากเป็นความรู้สึกไม่ใช่การนึกก็เช่นเดียวกัน คือ การมีหลักตัดสินว่า เพราะเหตุใดจึงว่าเป็นความรู้สึก ไม่ใช่นึก

นึกเป็นอย่างไร รู้สึกเป็นอย่างไร ควรสังเกตความแตกต่างกันไว้

ในเวลาที่สามารถทำความรู้สึกให้ออกไปที่ท่าทางอิริยาบถนั้นได้ ก็ควรสังเกตว่าจิตของเราเอาแต่จับอารมณ์เฉยอยู่ ไม่ขวนขวายหรือมีความขนขวายที่จะรู้อารมณ์อยู่เรื่อยๆ หรือจิตตกไปจากอารมณ์กรรมฐานแล้ว ถ้ามีการสังเกต ก็จะกลับมาตั้งอยู่ที่อารมณ์ปัจจุบันได้อีก ถ้าขาดการสังเกตแล้ว จิตตกไปจากอารมณ์ก็ตกไปเลย ทำให้เสียปัจจุบันไป

ในเวลาเปลี่ยนอิริยาบถแต่ละครั้งควรสังเกตเสมอว่าควรรู้ว่าเปลี่ยนเพื่อแก้ เพื่อบำบัดทุกข์นั้น เป็นการนึก ให้ตรงกับที่เรียนมาเท่านั้น หรือว่ามีความรู้สึกสัมผัสถึงสภาวะที่เป็นทุกข์นั้นจริงๆ โดยเฉพาะในคราวเข้านอนตอนกลางคืนแล้วจะลุกขึ้นจากที่นอนตอนเช้าของวันใหม่นั้น พึงสังเกตว่ามีการใส่ใจเหตุที่ทำให้ต้องลุกขึ้นอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ หรือสักแต่ลุกขึ้นตามความเคยชิน หรือลุกขึ้นเพื่อจะไปเดิน เพื่อกำหนดรูปเดินเท่านั้น เป็นต้น

ผู้ปฏิบัติที่มีความสังเกต รู้จักสังเกตการงานเกี่ยวกับการปฏิบัติของตนอยู่บ่อยๆเท่านั้น จึงจะสามารถปรับปรุงการปฏิบัติของตนให้ถูกต้องสมบูรณ์ได้ เพราะเมื่อตามสังเกตอยู่ก็ย่อมพบความบกพร่องในเรื่องนั้นๆ จะได้ปรับปรุงการปฏิบัติให้ถูกต้องต่อไป ความบกพร่อง ผิด ถูก ความไม่สะดวกต่างๆเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นครูที่คอยชี้แนะให้การสังเกตมีการพัฒนามากขึ้น ละเอียดขึ้น ว่องไวขึ้น

ส่วนผู้ที่ขาดการสังเกตุ มุ่งแต่จะปฏิบัติไปอย่างเดียว เมื่อเกิดความบกพร่อง ปฏิบัติผิดจากแนวทางก็จะไม่รู้ หรือทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกิดขึ้น เช่น มีสติอย่างเดียว ไม่มี สัมปชัญญะ ก็อาจสำคัญว่ามีทั้งสติและสัมปชัญญะ การปฏิบัติก็จะบกพร่อง ผิดพลาดต่อไป การภาวนาก็จะไม่ก้าวหน้า

การสังเกต จึงเป็นแนวทางตรวจสอบการปฏิบัติ ปฏิบัติถูกรู้ว่าถูก ปฏิบัติผิดก็รู้ว่าผิด ถ้าไม่มีการสังเกต จะไม่ทราบความเป็นไปในขณะปฎิบัติว่าถูกหรือผิดอย่างไร การสังเกตจึงเป็นการตรวจสอบสภาพของผู้รู้อารมณ์ และอารมณ์ที่ถูกรู้ ว่ามีสภาพถูกต้องเป็นกลางหรือไม่ อย่างไร

ความจริงที่ได้จากการสังเกตอิริยาบถ

๑.) รู้ว่าอิริยาบถเป็นเพียงรูปธรรม ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล

๒.) รู้ว่าอิริยาบถ ๔ เป็นทุกข์ เหตุเพราะนั่งนานเป็นต้น ความปวดเมื่อยบีบคั้นต้องแก้ไข ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ ไม่เปลี่ยนไม่ได้ อิริยาบถไม่สามารถปิดบังทุกข์ เปิดเผยอิริยาบถให้ปัญญารู้

๓.) รู้ว่ารูปนั่งไม่ ใช่รูปยืน ไม่ใช่รูปเดิน ไม่ใช่รูปนอน รูปนั่งก็หมดที่รูปนั่ง ไม่เหลือไปถึงรูปยืน เป็นต้น รูปแต่ละรูปไม่ใช่รูปเดียวกัน เป็นการกระจายฆนสัญญาของรูป ทำให้ความจริงปรากฏ คืออนัตตา

คำว่า “ปชานาติ” เป็นคำกริยา ที่แปลว่ารู้ชัดนั้นมาจากศัพท์ว่า “ปกาเรหิ ชานาติ ปชานาติ” แปลว่า รู้โดยประการทั้งหลาย หมายถึง ในสิ่งที่ควรรู้นั้นมีประการอะไร ที่ควรรู้กี่ประการก็ตาม ก็ย่อมรู้สิ่งนั้นโดยประการทั้งหมด ในเวลาที่เดินอยู่ก็ดีก็ย่อมรู้ชัดว่าเดินอยู่ คือ ย่อมรู้อาการที่เดิน ท่าทางที่เดินโดยประการที่ควรรู้ในอริยบทเดินมี ๓ ประการ

๑.) โก คจฺฉติ

ใครเดิน ผู้ปฏิบัติพึงทำความรู้ตามความเป็นจริงว่า ใครเดิน ให้เกิดขึ้นในเวลาเดินอยู่ อาการท่าทางที่เดินนับเนื่องในรูปเพราะเป็นอาการของรูป รูปนั่นแหละเดิน หามีอัตตา มีเรา มีสัตว์ บุคคลเดินไม่ ผู้ปฏิบัติพึงกำหนดรูปเดินโดยมีสติเข้าไปตั้งไว้ที่อาการก้าวก่อน แล้วทำความรู้สึกตัวว่า นี้รูปเดิน กำลังดูรูปเดินอยู่ให้เกิดขึ้นในความรู้สึกเสมอๆ เนืองๆ

๒.) กสฺส คมนํ

การเดินเป็นของใคร อาการท่าทางเดินเป็นของรูป คือเป็นของรูปกายอันเป็นที่ประชุมของดิน น้ำไฟ ลม เป็นการนับเนื่องในรูปไม่ใช่สัตว์ บุคคล ไม่ใช่บุคคลพิเศษที่เป็นผู้ปฏิบัติ

๓.) กึ การณา คจฺฉติ

เพราะเหตุใดจึงเดิน การเดินเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ๒ อย่างคือ

๓.๑) จิตคิดจะเดิน เจตนาตั้งขึ้นจิต ย่อมยังวาโยธาตุให้ปรากฏในบริเวณอวัยวะที่จะเคลื่อนไหวไปตามความประสงค์ของจิต อาการก้าวจึงเกิดขึ้นเรียกว่า เกิดจากการเดิน เพราะฉะนั้น วาโยธาตุที่เกิดจากจิตที่มีความประสงค์จะเดินพร้อมกับจิตนั่นแหละ เป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งการเดิน

แต่ผู้เริ่มปฏิบัติยังขาดความชำนาญไม่ควรใส่ใจปัจจัย คือ จิตและวาโยธาตุ ตามประการที่กล่าวมานี้ก่อน เพราะจะกลายเป็นเพียงนึกคิดใคร่ครวญเอาตามที่เรียนมาฟังมาเท่านั้น ไม่ได้เห็นประจักษ์ด้วยปัญญาของตน จึงไม่ทำให้กิเลสสะดุ้งสะเทือนแต่ประการใด แต่ควรใส่ใจปัจจัยอย่างอื่น นั่นก็คือ ทุกข์เวทนาอันได้แก่ความปวดเมื่อยในอิริยาบถก่อนหน้าที่จะเดิน

๓.๒) ความทุกข์ของอิริยาบถก่อนหน้าจะเดินบีบคั้นให้แก้ไขเมื่อทรงกายอยู่ในอิริยาบถใดนานๆ ความปวดเมื่อย่อมปรากฏบีบคั้นจำเป็นต้องบำบัดทุกข์ คือ ความปวดเมื่อยนั้น อิริยาบถเดินเป็นต้น จึงเกิดขึ้น ผู้ปฏิบัติพึงใส่ใจทุกข์นี้ ทุกครั้งที่จะเปลี่ยนอิริยาบถปัญญาจึงรู้ชัดว่าเพราะทุกข์บังคับจึงเกิดการเดินดังนี้

เมื่อผู้ปฏิบัติเจริญตามแนวทางของสติปัฏฐาน จนกระทั่งภาวนาเจริญ วางใจได้อย่างเป็นกลาง ด้วยการมีสติตั้งอยู่กับอารมณ์กรรมฐาน คือ รูปนาม ที่กำลังปรากฏ โดยสำรวมอยู่กับอาการท่าทางเดินเป็นต้นที่เป็นปัจจุบัน มีการสำรวมจนอินทรีย์สังวรมีกำลังตามทวารทั้งหมด จิตตั้งมั่นในอารมณ์ได้ ปัญญาสามารถพิจารณาอารมณ์โดยความ เป็นรูป เป็นนาม จะดูรูปอิริยาบถใดก็รู้ว่าเป็นรูปนั้นๆ จะดูนามที่รู้ว่ารูปอะไร ก็รู้ว่าเป็นนามนั้นๆ ทุกอย่างที่ถูกดูล้วนแต่เป็นนาม เป็นรูป ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เป็นชาย เป็นหญิง มาเป็นผู้นั่ง ผู้นอน ผู้ยืน ผู้เดิน และไม่มีใครคนใดคนหนึ่งมาเป็นผู้รู้เห็นอย่างนั้น การเห็นอย่างนี้วิปัสสนาเรียกว่า นามรูปปริจเฉทญาณ ซึ่งเป็นญาณเบื้องต้น เพราะได้เห็นความกระจัดกระจายออกไปของรูปนามที่เคยอยู่รวมๆกัน และ อัตตวิปลาสที่สำคัญว่าเป็นตัวตน เราเขาไม่มี

จบ สัมปชัญญะ (ตอนสุดท้าย)

ขอให้ การอ่าน การศึกษา ของทุกท่านตามกุศลเจตนา ได้เป็นพลวปัจจัย เพิ่มพูลกำลังสติ กำลังปัญญา ให้สามารถนำตนให้พ้นจากวัฏฏทุกข์ด้วยครับ

 

ณัฏฐ สุนทรสีมะ – https://goo.gl/d61zif