พูดถึงเหตุที่ใกล้เคียงกับผล ผลูปจารนัย [ผะ ลู ปะ จา ระ นัย = ผล+อุปจาร+นัย] (พูดถึงเหตุ แต่จริง ๆ แล้ว หมายเอาผล)
ถ้าเป็นนัยที่ตรงกันข้าม คือ การณูปจารนัย [กา ระ ณู ปะ จา ระ นัย] (พูดถึงผลที่ใกล้เคียงเหตุ) พูดผลแต่หมายเอาตัวเหตุ

(คนที่พูดนี่ พูดเอาผลทำให้เป็นเหตุซะเลย )
– การที่มีคนอื่นมากมายช่วยเหลือเขา นั่นหมายความว่าเขาได้สร้างเหตุเอาไว้แล้ว…จึงได้รับผล คือมีคนคอยช่วยเหลือเกื้อหนุน….ตัวเขาเองกำลังได้เสวยผลที่ได้ทำเหตุไว้แล้ว (รับผลของกรรม)
– ส่วนการที่ผู้นั้นไปช่วยเหลือคนอื่น นั่นคือกำลังสร้างเหตุ สร้างบุญกรรม (ถ้ากรรมนั้นเป็นบุญ) ไม่ใช่ไปช่วยเขาขนยาเสพติดนะ…นั่นเป็นบาป 555

พอไปพูดว่า “แต่คนที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น เป็นคนมีบุญกว่า” ตรงนี้แหละที่ย้ำลงไปทำให้สับสน (คือจะเอาเหตุไปเทียบกับผล ว่าเหตุดีกว่าผลได้อย่างไร) ตามจริงก็คือ ไม่รู้ว่าอันไหนเป็นผล อันไหนเป็นเหตุ พูดมั่ว พูดวิบากเป็นกรรม, พูดกรรมเป็นวิบาก…. //

ถ้าพูดว่า “ก็มีคนอื่นมากมายคอยช่วยเหลือเขา เขาก็มีบุญซิ”  เขาจะมีบุญได้ ก็ขณะที่เขาทำบุญนะ…. หลังจากทำบุญไปแล้ว ถ้าได้รับผลดีอย่างใดอย่างหนึ่ง…ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาให้ผลของบุญแล้ว คือเป็นช่วงของวิบาก คือการเสวยผลบุญ…ฯ เหมือนกับมนุษย์เงินเดือน เมื่อทำงานครบ ๑ เดือนแล้ว พอสิ้นเดือนก็ได้รับเงินเดือน, ช่วงทำงานเป็นเหตุ, ตอนรับเงินเดือนก็เป็นผล

ที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นอุทาหรณ์เกี่ยวกับสำนวน โวหหาร อุปจาระ…. บางครั้งเขาอาจจะพูดเป็นอุปจารนัย ก็ได้

สำนวนโวหารที่เป็นอุปจาระอื่น ๆ ในทางโลก เช่น…

“ตำรวจจับน้ำมันเถื่อนกลางอ่าวไทย” เวลาไปจับจริง ๆ จับคนที่ขนน้ำมันเถื่อน ไม่ได้จับน้ำมัน ถ้าจับน้ำมัน น้ำมันก็ติดมือ 555 // สำนวนที่พูดอย่างนี้ เรียกว่าสำนวนที่พูดโดยอ้อม (อุปจาระ) ไม่ได้พูดตรง ๆ (มุขยะ)

“นักเตะแมนยู ได้เตะมุม” เวลาไปเตะจริง ๆ เขาเตะลูกฟุตบอล ไม่ได้เตะมุม (ฐานูปจารนัย พูดถึงการเตะที่ไปใกล้เคียงกับสถานที่เตะ คือมุมธง)”

พระพุทธเจ้าหลังจากตรัสรู้แล้วก็เสด็จไปโปรดพระปัญจวัคคีย์ แสดงธรรมจักรกัปวัตนสูตร …. ดูจากข้อความพาให้เข้าใจว่า พระพุทธเจ้าพอตรัสรู้เสร็จก็เสด็จไปโปรดพระปัญจวัคคีย์ทันที แต่ความจริงไม่ใช่…เขาละข้อความไว้….คือหลังจากตรัสรู้แล้วยังประทับอยู่ที่บริเวณตรัสรู้ถึง 7 สัปดาห์ เดือนกว่า ๆ โน่นแนะ กว่าจะได้เสด็จไป….ฯ ข้อความตรงนี้ก็เป็นสำนวนโวหารอย่างหนึ่ง เป็นอุปจารนัยอย่างหนึ่ง

นัยเดียวกันนี้จะมีความสำคัญกับคำว่า “โยคาวจโร……ฌานํ อุปฺปาเทตฺวา วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา….” พระโยคาวจร ยังฌานให้เกิดขึ้นแล้ว เจริญแล้วซึ่งวิปัสสนา….ฯ คำว่า “ทำฌานให้เกิดขึ้นแล้ว คือได้ฌานแล้ว ก็เจริญวิปัสสนาต่อ…”// หลาย ๆ คน ก็ไปเข้าใจว่า เจริญวิปัสสนาขณะที่ได้ฌาน หรือยู่ในฌานนั่นแหละ แล้วก็อ้างบาลีตรงนี้.. ซึ่งตามความจริงแล้วไม่ใช่, ผิดสภาวะทันที่ คือจะเจริญวิปัสสนาในขณะที่จิดเข้าฌาน หรือเจริญฌานที่เป็นสมถกรรมฐานนั้นไม่ได้…. ต้องออกจากฌานนั้นก่อน แล้วเอาองค์ฌานนั้นมาเป็นอารมณ์พิจารณาโดยความเป็นไตรลักษณ์ จึงจะเรียกว่าเจริญวิปัสสนา….. แต่คนที่ไม่ได้ศึกษาให้ดี พอเห็นบาลีปั๊บแปลตามบาลี ก็เข้าใจผิดทันที…. ตรงช่วง “ฌานํ อุปฺปาเทตฺวา(ทำฌานให้เกิดขึ้น)” กับตรงคำว่า “วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา (เจริญวิปัสสนา)” เป็นข้อความที่เขาละไว้โดยฐานที่เข้าใจกัน… แต่หลายคนโดยเฉพาะเหล่าบรรดาเกจิอาจารย์ทั้งหลาย รวมไปถึงผู้ที่เรียนบาลี พอจะแปลบาลีได้ ยึดเอาตามคำแปล ยึดตัวบาลี ก็เสร็จเรียบร้อยทันที… เข้าใจผิด …. ในตรงนี้ สิ่งที่ต้องไปศึกษากันก็คือ
– อภิธรรมปิฎก โดยเฉพาะช่วงที่พูดถึงวิถีจิต
– ต้องศึกษาเนตติหารัตถทีปนี หรือเนตติปกรณ์ ที่ว่าด้วยเรื่อง อุปจาระ, นัย, โวหาร….ที่ใช้ในพระไตรปิฎก

สำนวนที่เป็นอุปจาระ คือพูดใกล้ ๆ นี้ มีมากมายในคำสอนของพระพุทธเจ้า… ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาให้ดี มักจะเข้าใจผิด หลงผิด พูดผิด แนะนำผิด…

นอกจากนี้ คำสอนของพระพุทธเจ้ามักจะเต็มไปด้วยคำอุปมา อุปไมย, พูดถึงนามธรรม แต่อุปมาเป็นรูปธรรม มากมาย… เช่น
– เปรียบนิพพานว่า เป็นดุจเกาะ(ทีปํ), เป็นดุจฝั่ง(ปารํ), ดุจ อมตะนคร อมตนครํ (เมืองที่ไม่ตาย), เป็นดุจเมืองแก้ว….เป็นต้น
– เปรียบผลบาปที่คอยติดตามคน ดุจล้อเกวียนหมุนตามรอยเท้าโค (จกฺกํว วหโต ปทํ)
– เปรียบผลบุญที่คอยติดตามบุคคล ดุจเงาติดตามตัว (ฉายาว อนุปายินี)
– เปรียบคนที่เคยผิดพลาดแล้ว ภายหลังสำนึกตัวได้ ดุจพระจันทร์เคลื่อนออกจากเมฆหมอก (อพฺภามุตฺโตว จันทิมา)
และอีกมากมายเยอะแยะ…..

บางคนก็จับเนื้อความเอาตามตัวอักษร …. อักษรว่าอย่างนี้…. นิพพานเป็นเมือง ๆ หนึ่ง (อมตะนคร)… จะว่านิพพานขาดสูญได้อย่างไร ….. !!

ไปเรื่อย…. ขี้เกียจบรรยาย……… ///

=================

VeeZa
13/12/2560