สำนักเรียนวัดสามพระยาหรือโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกนักธรรมและบาลี นี้ได้ก่อตั้งมาเป็นเวลายาวนานตั้งแต่สมัยเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ [ฟื้น ชุตินธรมหาเถร ป.ธ.๙] อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา มีหลักฐานปรากฏชัดแจนที่วัดสามพระยาและมาถึงยุค พระเดชพระคุณพระพรหมดิลก เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันได้มองเห็นประโยคของการศึกษาที่พระเณรจะพึ่งได้รับและสามารถพัฒนา สักยภาพของพระเณรได้ดี จงได้เปิดการเรียนการสอนให้พระเณรได้มีความรู้ จึงเป็นหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ที่เจ้าอาวาสจะต้องให้การอุปถัมภ์ ในเรื่องต่างๆ แก่พระภิกษุสามเณร ที่เข้ามาเรียนนักธรรมบาลีที่วัดสามพระยาแห่งนี้.
เปิดตำนานวัดสามพระยา

ประวัติศาสตร์บอกเล่าโดยพระเดชพระคุณพระพรหมดิลก กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เจ้าอาวาสวัดสามพระยา

จาก..สำนักปฏิบัติธรรม สู่..ศูนย์กลางการศึกษา

เปิดนัยยะ “พระเดชพระคุณพระพรหมดิลก” ยกความจริง “บาลีวัดสามพระยา” ท้าทายอนาคตการศึกษาพระเณร

กิจกรรมของวัดสามพระยาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการศึกษาแต่ก่อนเดิมนั้นเป็นสำนักปฏิบัติธรรมมาโดยลำดับ ตกมาถึงยุคเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ได้เปลี่ยนจากสำนักปฏิบัติธรรมมาเป็นสำนักเรียนบาลีสนามหลวง ดำเนินการสอนมาโดยลำดับ กระทั่งถึงเจ้าประคุณสมเด็จฯเป็นแม่กองบาลีสนามหลวง ได้รับภาระหน้าที่ในการดูแลเกี่ยวกับเรื่องของการศึกษาภาษาบาลีของสนามหลวงแล้วก็ได้ดำเนินการสอนบาลีมาโดยลำดับ ซึ่งในสมัยก่อนนั้นการศึกษาภาษาบาลีเข้ามาศึกษาในสำนักเรียนต่างๆ เป็นการยากลำบากโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ เปรียญธรรมเอกที่เรียกว่าเปรียญ 7 เปรียญ 8 เปรียญ 9 ประโยค

ตามที่พระเดชพระคุณพระพรหมดิลก กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค 14 เจ้าอาวาสวัดสามพระยาเผยว่า เจ้าประคุณสมเด็จฯจัดการเรียนการสอนตั้งโรงเรียนสอนการศึกษาภาษาบาลีของคณะสงฆ์ส่วนกลางขึ้น ที่วัดสามพระยาโดยอาราธนาพระสงฆ์ผู้มีคุณวุฒิมีความรู้ความสามารถทั้งในฝ่ายของฆราวาสไปร่วมกันสอนบาลีเปรียญธรรม7 ประโยค8 ประโยค 9ประโยค ให้แก่ภิกษุที่ใคร่ในการศึกษาทั้งหลายและการดำเนินการสอนเป็นมาโดยลำดับ

เมื่อเจ้าประคุณสมเด็จฯได้ลาออกจากแม่กองบาลีสนามหลวง การศึกษาบาลีต้องตกอยู่ในภาระ ในฐานะที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯได้เป็นเจ้าอาวาสวัดสามพระยา ซึ่งมีหน้าที่ในการดูแลจัดการศึกษาให้ความรู้แก่พระภิกษุและสามเณรทั้งหลายในสำนักของวัดสามพระยา และให้ใช้สถานที่ของวัดสามพระยา เปิดการเรียนการสอน ประโยค7 ประโยค8 และประโยค9 แก่โรงเรียนพระสงฆ์ส่วนกลางเหมือนเดิม ทั้งนี้ทางสำนักเรียนวัดสามพระยา ก็ได้เปิดการเรียนการสอนพระภิกษุและสามเณรด้วยเช่นกัน เมื่อเจ้าประคุณสมเด็จฯมรณภาพลง มาในยุคของอาตมา ได้เริ่มจัดการเรียนการสอนตามโครงการที่สมเด็จฯวางไว้แต่ต้น กระทั่งปัจจุบัน การศึกษาภาษาบาลีที่วัดสามพระยานี้ ในปัจจุบันนี้ก็มีประโยค 9 ที่สอบผ่านตั้งแต่เริ่มเป็นเจ้าอาวาสประมาณ 30 รูปด้วยกันในระยะเวลา 15 ปีที่ดำรงตำแหน่ง การจัดการเรียนการสอนของวัดสามพระยาในยุคปัจจุบัน มีพระภิกษุและสามเณรที่เข้ามาอยู่จำพรรษา สอบในสำนักเรียนวัดสามพระยา มีประมาณ 80 รูปในแต่ละปี และมีนักเรียนสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยคทุกปีเช่นเดียวกัน

เฉกเช่นปีนี้นักเรียนที่วัดสามพระยาทั้งภิกษุและสามเณรสอบได้เปรียญธรรม9ประโยค จำนวนถึง 3 รูปด้วยกัน ในจำนวน 3 รูป มีภิกษุ 2 รูป สามเณร 1 รูป

ฉะนั้น ในการจัดการเรียนการสอนของวัดสามพระยา มิใช่ว่าจะจัดเฉพาะการเรียนการสอนให้กับภิกษุและสามเณรในวัดสามพระยาอย่างเดียว ยังเอื้อเฟื้อต่อภิกษุและสามเณรที่อยู่ในต่างจังหวัด ที่ไม่มีที่เรียนในกรุงเทพฯ ให้เข้ามาพักอยู่ที่วัดสามพระยา ที่ตึกพระสงฆ์

ตึกพระสงฆ์ที่สร้างขึ้นมาในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาและมีศรัทธาในเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ได้ขออนุมัติงบประมาณจากรัฐบาล มาสร้างเป็นตึกพระสงฆ์ ในตึกพระสงฆ์นี้ ในแต่ละปีจะมี พระภิกษุที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ มารับการอบรมอยู่ที่วัดสามพระยาทั่วประเทศไทยเป็นประจำทุกปี และในช่วงเปิดการเรียนการสอนนี้ จะให้ภิกษุและสามเณรที่เรียน ประโยค7 ประโยค8 และประโยค9 ได้มาอยู่ที่ตึกสงฆ์วัดสามพระยา

ในแต่ละปีจะมีนักเรียนต่างจังหวัดที่เข้ามาขอพักอาศัย ประมาณ 70 รูป มีพระภิกษุและสามเณรที่มาอยู่จำพรรษาทั้งในส่วนของวัดเอง และนอกวัดที่มารวมอยู่ 200 รูป และในการจัดการเรียนการสอนของสำนักเรียนวัดสามพระยานั้น เปิดการเรียนการสอนทุกประโยค ตั้งแต่ประโยคไวยากรณ์

ส่วนของนักธรรมเปิดการเรียนการสอน ตั้งแต่นักธรรมตรี โท เอก รับภิกษุสามเณรที่เป็นมหาเปรียญ เข้ามาเรียนศึกษาที่วัดสามพระยาได้ เพราะฉะนั้นระบบในการเรียนที่วัดสามพระยาก็จะจัดอยู่ในสองระบบคือ

1. ระบบที่ยังไม่ได้บาลีและนักธรรมเลย และ

2. ระบบที่ได้บาลีและนักธรรม

แต่ที่วัดสามพระยานี้จะไม่รับประโยคที่สูง เมื่อผู้มีประโยคที่สูงมาแล้วขอมาอยู่อาศัย ก็จะขอให้ท่านไปสอบยังสำนักเดิมของท่าน เพื่อให้เป็นเกียรติประวัติในสำนักเดิมของท่าน แต่ว่าให้พักอาศัยอยู่ที่วัดสามพระยาได้ ภิกษุและสามเณรที่อยู่ที่วัดสามพระยาทั้งหมด ค่าใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็น ค่าน้ำ ค่าไฟ หรือหนังสือในการศึกษา หรือเรื่องทุนของการศึกษานั้น เป็นหน้าที่ของวัดที่จะช่วยอุปถัมภ์ท่านทั้งหลายเหล่านั้น แม้ภิกษุและสามเณรในต่างจังหวัดที่มาศึกษาก็เช่นเดียวกัน ให้ความอุปถัมภ์เหมือนกันทั้งหมด คือไม่ต้องมีค่าน้ำค่าไฟ ทางวัดสามพระยาให้การอุปถัมภ์ เพียงแต่ว่าเมื่อสอบได้แล้ว ไม่มีทุนให้เหมือนกับนักเรียนที่อยู่ในวัดสามพระยา

การปฏิบัติอย่างต่อเนื่องของวัดสามพระยาได้อาศัยแนวศรัทธาประชาชนทั้งหลาย ที่ได้มีศรัทธาในบวรพุทธศาสนา เริ่มต้นด้วยการถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุและสามเณร ทำอย่างไรถึงจะให้ภิกษุและสามเณรที่อยู่ในความดูแล ได้มีความเป็นอยู่สุขสบาย ทำหน้าที่ศึกษาเล่าเรียนในส่วนปริยัติขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า จะได้นำความรู้อันเกิดขึ้นจากการศึกษาของปริยัติ นำไปเผยแพร่แก่ประชาชนทั้งหลายได้รับทราบ ค่าใช้จ่ายเดือนละแสนกว่าบาท ค่าน้ำค่าไฟเดือนหนึ่งสองแสนบาท การที่จะต้องใช้จ่ายในส่วนนี้มี ค่าครู ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ เดือนละประมาณ สามแสนบาทที่ต้องใช้ในแต่ละเดือน กว่าจะจบปีการศึกษาการใช้ประมาณ สามล้านบาท

ฉะนั้น ในการศึกษาบาลีในส่วนของสำนักเรียนทุกๆ สำนักที่หาความเจริญก้าวหน้าไม่ได้ ก็คือเราขาดในเรื่องของการอุปถัมภ์ ถ้าเจ้าอาวาสมีความสามารถก็จะสามารถดูแลจัดการศึกษาได้ แต่ถ้าเจ้าอาวาสไม่มีความสามารถในการที่จะจัดการในเรื่องของการศึกษาหรือว่าศรัทธาจากประชาชนที่ให้ความอุปถัมภ์ได้ สำนักเรียนต่างๆ ก็จะล้มลง เพราะว่าจุดผันเปลี่ยนที่งบประมาณสนับสนุน ซึ่งงบประมาณในการสนับสนุนในทางพุทธศาสนานี้ต้องยอมรับว่ายังสู้ในศาสนาอื่นไม่ได้ ถึงแม้ว่าเมืองไทยเราที่ทราบกันอยู่ดีว่าเมืองไทย เป็นเมืองพระพุทธศาสนา แต่การดูแลเอาใจใส่ในพระพุทธศาสนาของในภาครัฐ ไม่ให้เกิดความเท่าเทียมกันในเรื่องของการบำรุง เพราะฉะนั้นเมื่อมีปัญหาอันเกิดขึ้นเช่นนี้แล้ว การศึกษาในส่วนของบาลีก็กลายมาเป็นปัญหาอยู่ในยุคปัจจุบัน โดยมากนักเรียนในยุคปัจจุบันก็จะหันไปเรียนในส่วนของปริยัติสามัญเสียส่วนมาก

การศึกษาบาลีลดลง จำนวนในแต่ละปีที่สอบนั้น จะเห็นว่าการสอบบาลีแล้วได้ มีจำนวนนักเรียนที่เข้าสอบมาก แต่เปอร์เซ็นต์ที่สอบได้นั้นน้อย ก็เพราะเหตุที่ว่าการศึกษาภาษาบาลีในบ้านเราไม่เหมือนกับการศึกษาในทางโลก การศึกษาในทางโลกจะใช้ 50 ต่อ 50 ถือเป็นเกณฑ์วัด แต่ในภาษาบาลีใช้ 88 เปอร์เซ็นต์เป็นตัวตั้งในการสอบได้ของเปรียญโท และใช้ในเกณฑ์การสอบได้เปรียญเอกต้องได้ 94 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป

ในแต่ละปีจึงปรากฏว่า นักเรียนที่เข้าสอบในส่วนของบาลี จึงมีจำนวนสอบได้น้อย และนักเรียนทั้งหลายคิดว่า เมื่อการศึกษาในส่วนของบาลีนี้เป็นการยาก เลยหันกลับไปศึกษาในส่วนของทางโลกมากกว่าในปัจจุบันการศึกษาภาษาบาลี ทางคณะสงฆ์เรามีต้นทุนคือทรัพยากรบุคคลน้อยลง เหตุที่ว่าในการศึกษาในทางโลกขยายออกไปนักเรียนต้องจบ ม.3 ถึงจะพ้นเกณฑ์ของการศึกษา แต่ว่าเมื่อนักเรียนที่จบ ป.6 จะเข้ามาบวช ถ้าพ่อแม่ให้บวช ก็จะมีปัญหากับพ่อแม่ เพราะถือว่าผิดกฎหมาย

เพราะฉะนั้นพ่อแม่ทั้งหลายไม่อยากให้ลูกตัวเองเข้ามาศึกษาในส่วนของทางธรรม ก็คิดที่จะให้ลูกตัวเองได้ศึกษาในส่วนของทางโลก โดยที่ไม่ได้มองต้นทุนในการศึกษาว่า ถ้าเราศึกษาในส่วนของพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ซึ่งมีผลในการรับรองเช่นเดียวกันว่านักเรียนที่เรียนได้เปรียญธรรม5 ประโยค ก็จะเทียบเท่ากับผู้ที่ได้ ม.6 แต่ว่าในยุคปัจจุบันนี้ ก็หันกลับมาเพิ่มในวิชาที่มากขึ้นก็คือรัฐบาลได้รับรองวุฒิของผู้ที่สอบนักธรรมเอกได้ ให้เทียบเท่า ม.3 ถ้าสอบประโยค 3 ได้ ให้เทียบเท่า ม.6 แล้วเรียนศึกษาในส่วนของทางโลกมากขึ้นอีกใน 3 วิชา โดยมีวิชาที่บังคับอยู่วิชาหนึ่ง เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว พ่อแม่ต้องการที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้ลูกของตัวเองไปศึกษาในส่วนของทางโลก มากกว่าที่จะมาศึกษาในส่วนของพระปริยัติธรรมแผนกบาลี โดยได้มองดูว่าการศึกษาปริยัติธรรมในแผนกภาษาบาลีแล้ว ไม่สามารถที่จะให้ลูกของตัวเองนำไปประกอบอาชีพได้ ก็จะเป็นปัญหาแก่ลูกตัวเองที่ลาสิกขาไป

แต่ญาติโยมทั้งหลายไม่เข้าใจว่า การศึกษาในฝ่ายของทางสงฆ์นั้นไม่ได้ให้ศึกษาแค่เฉพาะทางบาลีโดยตรง แม้จะศึกษาในส่วนของปริยัติ ก็สามารถที่จะศึกษาได้ และการเรียนที่จะจบปริญญาในทางพุทธศาสนานั้น เราใช้ต้นทุนที่ต่ำ แต่เราได้คุณภาพที่สูงเพราะบุคคลที่เรียนจบในทางพุทธศาสนาแล้ว ก็จะมีความรู้ในระดับของปริญญา และก็มีความรู้ในแง่ของคุณธรรม

เห็นได้ว่ายุคปัจจุบันถึงแม้ทางโลกจะมาขยายในการศึกษาให้คนจบปริญญาได้มากขึ้น แต่เมื่อจบปริญญาแล้ว ท่านทั้งหลายเหล่านั้น ใจขาดคุณธรรมและจะนำประเทศชาติ หรือการจะพัฒนาประเทศชาติให้เกิดความซื่อตรงต่อประเทศชาติ ทำให้ประเทศชาติของเราได้มีความเจริญรุ่งเรืองได้อย่างไร

ฉะนั้นในเรื่องนี้ตรงกับพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 7 ที่ได้ทรงประธานโอวาทแก่ประชาชนทั้งหลาย ว่าประชาชนทั้งหลายถ้าจะมีความรู้เพียงอย่างเดียว มุ่งแต่แสวงหาความรู้เพื่อเชิดชูในคุณภาพชีวิตตัวเอง แต่ไม่ได้มีคุณภาพในทางคุณธรรมคือจิตใจ ไม่ได้รับฝึกการอบรมให้เกิดความดีความชอบ รู้ดีรู้ชั่วได้แล้ว ก็เท่ากับการ คิดดีทำดี เมื่อเราไม่มีความคิดที่ดี การกระทำที่ไม่ดีก็ออกมาเช่นเดียวกัน กลายเป็นปัญหาเกิดขึ้น แก่สังคมโลกหรือเกิดขึ้นแก่สังคมในประเทศไทยที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก็เพราะว่าท่านทั้งหลายเหล่านั้น มีแต่ปริญญาแต่ว่าไม่มีค่าของคุณธรรม ซึ่งรัชกาลที่ 7 ได้ประธานโอวาทไว้ว่า ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วก็เข้าทำนองที่ว่า มีวิชาท่วมหัว เอาตัวไม่รอด เพราะว่าพระพุทธศาสนาเป็นยาได้ทั้งสองทางด้วยกันคือ

1.เป็นยาในทางบำรุงกำลังกาย

2. เป็นยาบำรุงทางใจ

ถ้ามีทั้งสองอย่างได้ ประโยชน์จะเกิดขึ้นแก่ประเทศชาติแก่พระพุทธศาสนาแก่สังคมโดยส่วนรวมตลอดกาล.

จาก คำสัมภาษณ์ของพระเดชพระคุณพระพรหมดิลก กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เจ้าอาวาสวัดสามพระยา วรวิหาร.