มีการถกเถียงและให้ความเห็นกันว่า “อภัยทาน และธรรมทาน” อย่างไหน มีคุณ-หรือมีความเลิศ มากกว่ากัน ??

อันดับแรกควรทำความเข้าใจในคำว่า “ทาน” ก่อนว่า ท่านหมายถึงอะไร ?

คำว่า “ทาน” ที่แปลว่า “การให้” ในพุทธศาสนา มุ่งหมายถึงธรรม ๓ ประการ คือ…

๑. จาคเจตนา คือความจงใจ หรือเจตนาเป็นเหตุให้ทาน
๒. วิรัติ คือ ความงดเว้น งดเว้นกายทุจริต, วจีทุจริต…ก็คือการมีศีลนั่นเอง
๓. ไทยธรรม ได้แก่วัตถุสิ่งของต่าง ๆ ได้แก่ปัจจัย ๔ มี อาหาร,เสื้อผ้า,ที่อยู่อาศัย,ยารักษาโรค…ที่เป็นวัตถุสำหรับการให้ทาน

ทั้ง ๓ อย่างนี้ เมื่อว่า โดยย่อ ก็มี ๒ อย่าง คือ (เจตสิโก เจว ธมฺโม เทยฺยธมฺโม จาติ ทุวิธํ ทานํ)

๑. เจตสิกธัมโม ธรรมที่เป็นไปร่วมกับจิต หรือประกอบกับจิต ได้แก่ นามธรรมที่อยู่ภายในจิตใจของบุคคล ซึ่งก็ได้แก่ เจตนา, วิรตี, อโลภะ, หิริ, โอตตัปปะ, อโทสะ (เมตตา), ปัญญา…และกุศลจิตตุบปาทอื่น ๆ ที่ประกอบกันในขณะที่บุคคลให้ทาน
๒. วัตถุทาน หรือไทยธรรม ได้แก่วัตถุสิ่งของต่าง ๆ

* ท่านยกเจตนา เป็นประธาน ก็ด้วยมุ่งหมายว่า กระบวนการของ “ทาน” (การให้) นั้น ต้องเป็นไปด้วยเจตนา คือความตั้งใจ, จงใจ จึงจะให้สำเร็จกรรมนั้นได้ อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เรากล่าวว่า เจตนาเป็นตัวกรรม” และเจตนาที่จะให้ผลแห่งทานนั้นมีความสมบูรณ์ เจตนานั้นก็ต้องเป็นไปถึง ๓ กาล คือ
– ปุพพเจตนา เจตนาก่อนจะให้ทาน
– มุญจเจตนา เจตนาขณะกำลังให้ทาน
– อปราปรเจตนา คือเจตนาหลังจากที่ให้ทานแล้ว

แต่เจตนาที่จะให้สำเร็จประโยชน์ในการให้ทานนั้น จะเกิดขึ้นเฉพาะเจตนาอย่างเดียวก็ไม่ได้ จะต้องมีธรรมอื่น ๆ ช่วยสนับสนุน เช่น อโลภะ (ความไม่อยากได้, คือไม่ตระหนี่,ความเสียสละได้) อโทสะ ความไม่โกรธ, กรุณา, เมตตา, วิริยะ ….ปัญญา เป็นต้น

และเนื่องจากว่า เจตนาของการให้ทานนั้นย่อมเกิดพร้อมกับกุศลจิต เพราะฉะนั้น ธรรมที่เกิดพร้อมกันและประกอบกับกุศลจิตนั้น ท่านเรียกว่า “กุศลจิตตุปบาท” ว่าโดยสภาวะปรมัตถ์แล้ว มีถึง 38 ชนิด คือ เจตสิก 38 ชนิด คือ
– สัพพสาธารณเจตสิก 7
– ปกิณกเจตสิก 6
– โสภณะสาธารณเจตสิก 19 ดวง
– วิรตีเจตสิก 3
– อัปปมัญญาเจตสิก 2
– และปัญญาเจตสิก 1
รวมเป็น 38 ชนิด

(แต่เวลาที่เกิดขึ้นแต่ละขณะ จะไม่เกิดพร้อมกันทั้ง 38 จะมีการเว้น และไม่เว้น แตกต่างกันออกไป แต่ว่าโดยสรุป จะมี 38 ดวงนี้)

อภัยทาน คืออะไร?

คำว่า “อภัยทาน” แปลว่า การให้อภัย ให้ความไม่มีภัย ให้ความไม่น่ากลัว ฯ
อภัย (น + ภย = อภัย)
น แปลว่า “ไม่” เป็นนิบาต แสดงความปฏิเสธ
ภย แปลว่า “กลัว, ความกลัว, น่ากลัว”

“ให้อภัย” มีลักษณะที่แสดงออก ๒ อย่าง คือ

๑. มีผู้กระทำผิดต่อตนเอง ผู้กระทำผิดนั้นมาขออภัย… แล้วให้อภัยแก่เขา คือไม่โต้ตอบ หรือไปสร้างภัยตอบแก่เขา นี่เรียกว่า “ให้อภัย” อย่างหนึ่ง
๒. ไม่มีใครกระทำผิดแต่ตนเอง แต่ตนเองเป็นผู้ทำตนเองให้เป็นผู้ไม่มีภัยแก่ผู้อื่น ด้วยอำนาจแห่งความเป็นผู้มีศีล คือมีวิรตี การงดเว้นจาก….(ตามศีล ๕)
(ว่าโดยสภาวะแล้ว ทั้ง ๒ ข้อที่กล่าวมานี้ ก็เป็นอย่างเดียวกันนั่นเอง)

ว่าโดยหลักการทางพุทธศาสนา “อภัยทาน” จัดเป็นส่วนของ ศีล (ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น) เจตนาเป็นเครื่องงดเว้น (วิรัติ, หรือวิรตี) ชื่อว่า “อภัยทาน” การไม่ทำให้เกิดความกลัว หรือเกิดภัยแก่ผู้อื่น หรือแก่ตนเอง ชื่อว่า “อภัยทาน”

อภัยทาน ตัวเองเป็นผู้กระทำเอง คือตนเองเป็นผู้มีวิรตี คือความงดเว้น เมื่อวิรัติ คือศีล ก็หมายความว่า ผู้นั้นมีศีล รักษาศีล…ฯ เมื่อมีศีล, รักษาศีลแล้ว ก็คือทำตนเองไม่ให้เป็นภัย คือไม่ให้มีภัยแก่ผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นภัยทางด้านชีวิต ทางด้านทรัพย์สิน ทางด้านร่างกาย…

เมื่อความเป็นผู้มีศีล เป็นการกระทำของบุคคลแต่ละคน…บุญกุศล และอานิสงส์ก็จะเกิดขึ้นกับบุคคลนั้น ๆ โดยตรง ประโยชน์ก็ได้แก่บุคคลผู้นั้น
สำหรับผู้อื่น ก็ได้เพียงความไม่ต้องเดือดร้อนเพราะเวรภัย และไม่ต้องสร้างเวรภัยโต้ตอบ

ส่วน “ธรรมทาน” ให้ธรรมะ แก่ผู้อื่น มุ่งหมายถึงให้อะไร

– ให้อาชีพ
– ให้ความรู้
– ให้ ศีล สมาธิ ปัญญา
– ให้โลกุตตรธรรม คือ มรรค ๔ ผล ๔ และ พระนิพพาน

การได้บรรลุคุณวิเศษต่าง ๆ มี ฌาน อภิญญา มรรค ผล ของเหล่าสาวกทั้งหลาย ล้วนเกิดมาจากการฟังธรรม หรือได้เรียนรู้ธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น เพระพุทธเจ้า เมื่อตรัสรู้แล้ว ก็ได้ทรงแสดงพระธรรม ที่ประกอบด้วยศีล สมาธิ ปัญญา เป็นต้น อันเป็นเหตุให้เวไนยสัตว์ทั้งหลายได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคล ตั้งแต่ขั้นต่ำจนถึงขั้นสูงสุดคือเป็นพระอรหันต์ การแสดงธรรมของพระพุทธเจ้านั่นแหละ ชื่อว่า “ธรรมทาน การให้ธรรมเป็นทาน” ตรงนี้เอง ที่ท่านตรัสว่า “สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ” การให้ธรรมะ ย่อมชนะการให้ทั้งปวง

เมื่อทราบความหมายและองค์ธรรมของธรรมทั้งสองอย่าง คือ อภัยทาน และธรรมทานแล้ว จะเห็นได้ว่า อภัยทาน คือ ศีล (วิรัติและเจตนา) ก็อยู่ในความหมายของคำว่า “ธรรมทาน” นั่นเอง อย่างที่กล่าวว่า “ธรรมทาน” นั้น ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา

และการให้ธรรมทานนั้น ผู้ที่รับ เป็นผู้ที่ได้ประโยชน์เต็ม ๆ เพราะเมื่อฟังธรรมแล้ว มีความเลื่อมใสแล้ว ย่อมให้ทาน, รักษาศีล, เจริญภาวนา…ทำคุณวิเศษต่าง ๆ มี ฌาน อภิญญา มรรค ผล ให้เกิดขึ้น….ธรรมเหล่านั้น ก็เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ที่ได้รับธรรมทานนั่นเอง มิได้เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ให้…

ความเป็นไปของ “อภัยทาน” และ “ธรรมทาน” จึงเป็นไป ดังกล่าวมานี้

————————–
VeeZa
๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐