อย่าไปเที่ยวว่าอะไรใครเขา
—————————-
ให้ดูแต่ตัวของเราเอง

คงจะมีผู้ถือคติทำนองนี้กันมาก-อย่าไปเที่ยวว่าอะไรใครเขา ให้ดูแต่ตัวของเราเอง-หมายความว่า ให้สนใจแต่เรื่องของตัวเองเท่านั้น คนอื่นใครจะทำดีทำชั่วทำถูกทำผิดอย่างไร อย่าไปว่าเขา ปล่อยเขาไปตามเรื่องของเขา เราสนใจทำเฉพาะเรื่องของเรา

ถ้าไปอยู่นอกฟ้าป่าหิมพานต์คนเดียว ก็ถือคติข้อนี้ได้สบาย
แต่เมื่อยังอยู่รวมกับคนอื่นๆ ในสังคม จะทำอย่างนี้ได้หรือ
หรือว่าควรจะทำอย่างไรดี

เริ่มจาก-ถ้าคนที่ทำชั่วทำผิดนั้นเป็นลูกเราหลานเรา
เราจะปล่อยไปตามเรื่อง ไม่ต้องไปว่าอะไร ได้หรือไม่

นี่จะเห็นได้แล้วว่า-คติแบบนั้นพูดพอให้ฟังหรูๆ น่ะได้
แต่เวลาจะปฏิบัติจริง ก็ต้องมีคำจำกัดความกันอีก

ตรงคำจำกัดความนี่แหละคือส่วนสำคัญ
แต่เป็นส่วนสำคัญที่ไม่ได้พูดถึง

ทีนี้ คำจำกัดความที่ว่านั่น จะเอาอะไรเป็นมาตรฐาน

ลูกหลานเราทำผิดทำชั่ว คนอื่นเขาก็คงถือคติข้อนี้ได้ เพราะไม่ใช่ลูกเขาหลานเขา แต่เราถือไม่ได้แน่

ก็น่าจะได้เกณฑ์ข้อหนึ่ง คือเอาความสัมพันธ์ระหว่างกันเป็นมาตรฐาน

แต่ก็คงต้องไปจำกัดความที่ขอบเขตความสัมพันธ์อีกชั้นหนึ่ง ว่าสัมพันธ์แค่ไหนขั้นไหน

แล้วจะเอาอะไรเป็นเครื่องวัด

เช่น คนอยู่ในซอยเดียวกัน ถือว่ามีความสัมพันธ์กันหรือไม่

คนซอยเดียวกันไปทำผิดทำชั่ว
ถามว่าจะต้องสนใจ เอาใจใส่ด้วยได้ไหม
หรือว่าควรปล่อยไปตามเรื่องของเขา

บางคนอาจเห็นว่า คนซอยเดียวกันควรเอาใจใส่กันในฐานะเพื่อนร่วมซอย

แต่บางคนอาจเห็นว่าไม่จำเป็น เราสนใจแต่เฉพาะคนที่อยู่บ้านติดกันก็พอ

บางคนอาจบอกว่า บ้านติดกันก็ไม่ต้องสนใจ สนใจเฉพาะคนในบ้านเดียวกัน

จะตีรวนต่อไปอีกก็ยังได้ว่า-แม้คนในบ้านเดียวกันก็ไม่ต้องไปสนใจ
ให้สนใจเฉพาะตัวเราเองเท่านั้น-ก็ว่าไว้อย่างนั้นไม่ใช่หรือ

จะเห็นได้ว่าแม้เกณฑ์ที่จะใช้วัดความสัมพันธ์นั่นเองก็ยังมีความซับซ้อนมิใช่เล่น

ที่นี้ ถ้าเจาะเฉพาะวงการ
เช่นในวงการพระศาสนา จะวัดความสัมพันธ์อย่างไร

เฉพาะพระในวัดข้างบ้านเราไปทำผิดทำชั่วเท่านั้นที่ควรสนใจ
พระวัดอื่นไม่ต้องไปยุ่งกับท่าน

แค่นี้ใช่ไหม

หรือว่าขยายให้กว้างไปจนถึงว่า-เฉพาะพระในประเทศไทยเท่านั้นที่เราควรสนใจ พระที่ประเทศอื่นไม่ต้องไปยุ่งกับท่าน

———–

จะเห็นได้ว่า คติที่ว่า ให้สนใจแต่เรื่องของตัวเองเท่านั้น คนอื่นใครจะทำดีทำชั่วทำถูกทำผิดอย่างไร อย่าไปว่าเขา ปล่อยเขาไปตามเรื่องของเขา เราสนใจทำเฉพาะเรื่องของเรา-นี่ เอาเข้าจริงๆ เวลาจะปฏิบัติ ก็ต้องมีรายละเอียดกำกับอีกมาก

นี่ยังไม่ได้พูดในแง่ลบ เช่นอาจมีคนตำหนิว่า-ถือคติอย่างนั้นก็เห็นแก่ตัวนะสิ อยู่ในสังคม ใครทำอะไรไม่สนใจเลย จะเอาเฉพาะประโยชน์ตน ไม่รับผิดชอบอย่างอื่น จะใช้ได้หรือ

คนที่ถูกว่าอย่างนี้ก็อาจจะสวนกลับว่า มนุษย์มันก็ต้องเอาประโยชน์ตนกันทั้งนั้น ใครไม่เอาประโยชน์ตนมั่งล่ะ
………

ก็เลยจะต้องหาหลักตรรกะมาถกเถียงกันต่อไปอีก 
กลายเป็นอีกปัญหาหนึ่ง

————–

ไม่มีอะไรหรอกขอรับ 
แค่ชวนคิดว่า บางทีคำพูดหรูๆ นั้นฟังเผินๆ ก็เพลินดี
แต่ถ้าฟังหลายๆ ที บางทีก็จะเห็นอะไรที่ชอบกลๆ อยู่

ในคัมภีร์มีพุทธภาษิตซึ่งน่าจะเป็นที่มาของคติ-อย่าไปเที่ยวว่าอะไรใครเขา ให้ดูแต่ตัวของเราเอง-ที่นิยมยกขึ้นมาอ้างกันเสมอ

เคยตามเข้าไปศึกษาที่ไปที่มาของคำคมข้อนี้กันบ้างไหมเอ่ย

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๓ กรกฎาคม ๒๕๕๘