อรุณธรรมยามเช้า
วันจันทร์ที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๖๑
วันแรม ๕ ค่ำเดือน ๘ ธรรมะสวัสดี
จักขอนำเสนอ เรื่อง (เปรตไถนา 
หรือ เป็นเปรตเพราะปาก )
อันมีเนื้อความ ดังนี้

กาลเมื่อสมเด็จพระศรีศากยมุนีโคดมเสด็จดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพานไปแล้ว มีพระภิกษุสงฆ์สาวกพวกหนึ่งในโรหนชนบท ซึ่งมีความประสงค์จะเดินทางไปถวายนมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์อันเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระองค์

ในขณะที่เดินทางมาถึงสถานที่แห่งหนึ่งนั้น เกิดหลงทางเข้าไปในป่าใหญ่ ไม่สามารถจะหาทางออกได้ เดินวนเวียนอยู่ในป่าใหญ่นั้นหลายวัน พวกเธอพากันได้รับความหิวโหยและลำบากเป็นอันมาก หลังจากเที่ยวเดินหาทางออกจากป่าใหญ่มานาน ในที่สุดก็พากันเดินมาบรรลุถึงทุ่งกว้างกลางป่าใหญ่เข้าแห่งหนึ่ง

เมื่อแลไปกลางทุ่งพระภิกษุเหล่านั้น ก็พลันเห็นร่างโตใหญ่คล้ายมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งมีรูปแปลกประหลาดพิกล ไม่เหมือนคนในบ้านในเมืองธรรมดา กำลังเทียมโคใหญ่ ๔ ตัว เข้าที่ไถเหล็ก แล้วไถนาอยู่คนเดียวในทุ่งกลางป่า อารามดีใจว่าจะได้ผู้บอกหนทางออกจากป่า ไม่ได้ทันพิจารณาให้ดี เธอทั้งหลายจึงรีบตรงรี่เข้าไปถามว่า

“อุบาสก ขอท่านจงหยุดไถนาสักประเดี๋ยวเถิด อาตมาอยากจะถามว่าทางที่จะออกจากป่านี้ ไปทางไหนกัน? พวกเราหลงทางเที่ยวเดินวนเวียนอยู่ในป่านี้มาครบ ๗ วันเข้าวันนี้แล้ว ได้รับความเหนื่อยยากเหลือเกิน ไม่ทราบว่าจะไปทางไหน ขออุบาสกจงช่วยบอกทางไปสักหน่อยเถิด”

“ฮึ อะไร” ชายแปลกประหลาดหยุดไถเงยหน้าขึ้นถาม คล้ายกับฟังคำไม่เข้าใจ ต่อเมื่อภิกษุทั้งหลายถามซ้ำให้เข้าใจดีแล้ว เขาจึงพูดไปเสียอีกทางหนึ่งว่า

“ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า พวกท่านหลงทางอยู่ในป่าใหญ่ได้รับความลำบากเพียง ๗ วันเท่านั้น มิสู้จะเท่าไหร่ ส่วนข้าพเจ้านี้สิ หลงทางอยู่ ณ ที่นี่ ไถนาอยู่อย่างนี้ทั้งกลางวันกลางคืนเป็นเวลานานนับได้ ๑ พุทธันดรแล้ว ได้รับความลำบากมากกว่าพระคุณเจ้าทั้งหลายเป็นไหน ๆ”

“อะไรกันอุบาสก คนไถนาทั้งกลางวันกลางคืน และมีอายุยืนเป็นพุทธันดรมีที่ไหนกัน ทำไมท่านจึงแกล้งพูดเป็นเล่นเช่นนี้เล่า” ภิกษุเหล่านั้นถามด้วยความแปลกใจ

“ข้าพเจ้าพูดจริง ๆ” เขายืนยัน แล้วกล่าวต่อไปอีกว่า “ขอพระผู้เป็นเจ้าจงพิจารณาดูข้าพเจ้าให้ดี ว่าข้าพเจ้านี้เป็นคนหรือเป็นอะไร”

“ท่านเป็นอะไร! ถูกแล้ว ท่านไม่ใช่คนอย่างแน่ ๆ แต่ว่าท่านเป็นอะไร” ภิกษุเหล่านั้นถามด้วยความประหลาดใจ หลังจากที่ได้พิจารณาดูสารรูปอันน่าเกลียดน่ากลัวของเขา และแน่ใจว่าไม่ใช่เป็นมนุษย

“เปรต! ข้าพเจ้าเป็นเปรตจริง ๆ เปรตซึ่งกำลังได้รับความทุกข์ทรมานอย่างหนัก ต้องไถนาอยู่อย่างนี้ตลอดทั้งวันกลางคืน ไม่ทราบว่าจะไถไปทำไมเหมือนกัน จะวางก็ไม่ได้ ต้องไถอยู่อย่างนี้มาเป็นเวลานานได้ ๑ พุทธันดรแล้ว ได้รับความลำบากมาก” เปรตไถนานั้นตอบด้วยความเศร้า

“ท่านทำกรรมอะไรไว้เล่า จึงได้มาไถนาอยู่กลางป่าอันเป็นดงดิบอย่างนี้ ขอจงชี้แจงให้พวกเราได้ทราบไว้บ้าง ก็จะเป็นการดี”

“ข้าพเจ้าเป็นชาวนาได้กระทำบาปด้วยปาก คือเมื่อก่อนนี้ในสมัยศาสนาพระกัสสปพุทธเจ้านั้น ข้าพเจ้าเป็นชาวนาได้กระทำบาปด้วยปาก ก็ไม่มีมากมายอะไรเลย ทำไมจึงได้มาเกิดเป็นเปรตอยู่อย่างนี้ก็ไม่ทราบ”

“ทำบาปด้วยปาก! ทำอย่างไรกัน ขอท่านจงชี้แจงให้ละเอียดกว่านี้อีกสักหน่อยเถิด”

เปรตผู้มีกรรมแปลกประหลาดนั้น จึงเริ่มเล่าประวัติแต่อดีตหนหลังให้พระภิกษุพุทธสาวกเหล่านั้นฟังว่า

สมัยเมื่อองค์สมเด็จพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาอุบัติตรัสในโลกนั้น ข้าพเจ้าเกิดเป็นมนุษย์ มีอาชีพทำนาเลี้ยงชีวิต วันหนึ่งประชาชนทั้งหลายเขาพากันไปทำบุญและสักการบูชาแด่องค์สมเด็จพระกัสสปพุทธเจ้า คนเหล่านั้นได้มาชักชวนข้าพเจ้าให้ไปร่วมทำบุญด้วย ข้าพเจ้าเห็นว่าการไปทำบุญแก่สมเด็จพระกัสสปพุทธเจ้านั้น เป็นการเสียประโยชน์ เสียเวลาทำมาหากิน สู้ไถนาไม่ได้ จึงได้ตอบคนเหล่านั้นไปว่า ไม่ไปเพราะเสียเวลาไถนา พวกเขาก็บอกว่า การไปทำบุญแก่สมเด็จพระกัสสปพุทธเจ้า ดีกว่าการไถนาเป็นไหน ๆ

“พระกัสสปพุทธเจ้าวิเศษอย่างไร สมเด็จพระกัสสปพุทธเจ้าท่านสามารถที่จะไถนาอย่างเรานี้ได้หรือไม่” ข้าพเจ้าถามพวกเขาไปเพื่อจะตัดความรำคาญ คนเหล่านั้นแสดงท่าตกใจ แล้วออกโวหารมากมายล้วนแต่สดุดีคุณแห่งสมเด็จพระพุทธเจ้า แล้วตักเตือนไม่ให้ข้าพเจ้าพูดเช่นนั้น และพรรณนาโทษแห่งการดูหมิ่นพระบรมครูของเขามากมาย จนข้าพเจ้าหมั่นไส้ เลยพูดตัดบทออกไปโดยไม่มีเจตนาจะดูหมิ่นใครเลยว่า

“ท่านทั้งหลายอย่ามาสาธยายให้หนวกหูเราเลย เอาละเป็นอันว่าพระกัสสปะวิเศษจริง แต่เราก็ตั้งใจไว้แล้วว่า ถ้าพระกัสสปะไม่สามารถไถนาให้เราได้ เราก็จะไม่ไป ไม่ทำสักการบูชา หากว่าพระกัสสปพุทธเจ้าสามารถมาจับหางไถ แล้วไถนาได้อย่างเราเมื่อไรนั้นแหละ เราจึงจะไปทำบุญและสักการบูชา

ด้วยปากชั่วของข้าพเจ้าเช่นนั้น ซึ่งพูดขึ้นโดยมีจุดประสงค์จะประชดประชันคนทั้งหลายเหล่านั้นมากกว่า แต่เหตุไฉนจึงบันดาลให้ข้าพเจ้ามาเกิดเป็นเปรต ณ ที่นี้ อดข้าว อดน้ำ ไม่ได้นั่ง ไม่ได้นอน ต้องไถนาอยู่ตลอดวันยังค่ำ คืนยังรุ่ง ไม่มีเวลาได้พักผ่อนเลย ตั้งแต่วันตายจากมนุษย์เป็นต้นมา บัดนี้เป็นเวลานานถึงพุทธันดรแล้ว ไม่ทราบว่าเมื่อไรจักสิ้นเวรกรรมนั้นสักที…” เปรตรำพึงในตอนท้าย

เมื่อเล่าประวัติแห่งตนให้ภิกษุทั้งหลายฟังจบลงแล้ว ในที่สุด ดูเหมือนว่าจักปลงตกในชะตากรรมของตน หลังจากยืนก้มหน้านิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้ว จึงยกมือขึ้นชี้ และบอกแก่ภิกษุทั้งหลายว่า “โน้นแนะ หนทางที่พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายต้องประสงค์จะไป

อ้อ!… ก่อนที่จะจากไป ข้าพเจ้าใคร่จะสั่งความสักอย่างหนึ่ง คือว่า ขอพระคุณเจ้าทั้งหลาย จงได้กรุณาบอกเพื่อนมนุษย์ทั้งหลายด้วยเถิดว่า

“ขอให้เพื่อนมนุษย์ทั้งหลายที่ยังไม่ตาย จงพยายามขวนขวายในการทำบุญให้ทานจงอย่ามีใจประมาทในอกุศลกรรมความชั่วแม้เพียงเล็กน้อย อย่าได้เป็นคนมีปากชั่วเช่นข้าพเจ้า ขอถือข้าพเจ้าเป็นเยี่ยงอย่าง พยายามสร้างบุญกุศลไว้ เมื่อถึงคราวตายจะได้ไม่ต้องมาเกิดเป็นเปรต ให้เป็นที่น่าเวทนาสงสารเช่นตัวข้าพเจ้านี้”

เปรตสั่งดังนี้แล้วก็ประนมมือท่วมหัวนมัสการพระภิกษุทั้งหลาย แล้วยืนก้มหน้านิ่งอยู่ เหล่าสาวกแห่งองค์สมเด็จพระบรมครูผู้หลงป่าทั้งหลาย เมื่อได้ประสบการณ์เช่นนี้ ก็มีความรู้สึกสังเวชสลดใจเป็นกำลัง

ในที่สุดจึงกล่าวคำอำลาออกเดินไปตามทางที่เปรตผู้อารีชี้บอกต่อไป จนถึงจุดหมายปลายทาง นั้นคือต้นศรีมหาโพธิ์พฤกษ์อันเป็นที่ตรัสรู้แห่งองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า

เอวังก็มีด้วย ประการ ฉะนี้ แล