อุปกิเลส ๑๖ (๒)

——————

ญาติมิตรที่เคารพนับถือท่านหนึ่งเขียนมาถึงผมว่า

……

ขอความรู้ค่ะ คือในบทอุปกิเลส ๑๖ ข้อที่กล่าวว่า “มะโท” หมายถึง “ความเมาหลงในร่างกายที่ทรุดโทรมด้วยความชราและความป่วยไข้อยู่เป็นนิจ” อ่านแล้วไม่ค่อยจะเข้าใจค่ะ ขอความเมตตาอธิบายขยายความเพื่อให้กระจ่างด้วยค่ะ ตอบในเฟสก็ได้ค่ะ เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ขอบพระคุณค่ะ

……

ผมตอบไปตอนหนึ่งแล้วตามลิงก์นี้

https://www.facebook.com/tsangsinchai/posts/1599069863520078

…………….

ต่อไปนี้เป็นคำตอบตรงเรื่อง “อุปกิเลส” ครับ

ว่าด้วยถ้อยคำภาษาที่มาที่ไปกันก่อน

คำว่า “อุปกิเลส” อ่านว่า อุ-ปะ-กิ-เหฺลด

ภาษาบาลีสะกดเป็น “อุปกฺกิเลส” อ่านว่า อุ-ปัก-กิ-เล-สะ รากศัพท์มาจาก อุป (คำอุปสรรค = เข้าไป,ใกล้, มั่น) + กิลิสฺ (ธาตุ = เร่าร้อน, เศร้าหมอง, เบียดเบียน) + อ ปัจจัย, ซ้อน กฺ ระหว่าอุปสรรคกับธาตุ (อุป + กฺ + กิลิสฺ), แปลง อิ ที่ (กิ)-ลิ-(สฺ) เป็น เอ (กิลิสฺ > กิเลส)

: อุป + กฺ + กิลิสฺ = อุปกฺกิลิสฺ + อ = อุปกฺกิลิส > อุปกฺกิเลส (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า (1) “ภาวะเป็นเหตุเข้าไปเดือดร้อนแห่งเหล่าสัตว์” (2) “ภาวะเป็นเหตุเข้าไปเศร้าหมองแห่งเหล่าสัตว์” (3) “ภาวะที่เข้าไปเบียดเบียนเหล่าสัตว์”

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ (The Pali Text Society’s Pali-English Dictionary) แปลเป็นอังกฤษว่า anything that spoils or obstructs, a minor stain, impurity, defilement, depravity

พจนานุกรมบาลี-ไทย ฉบับภูมิพโลภิกขุ ซึ่งแปลจากพจนานุกรมบาลี-อังกฤษฉบับนั้น แปลเป็นไทยว่า ธรรมชาติที่ทำใจให้เกิดมลทิน, อุปกิเลส, ความไม่บริสุทธิ์, เครื่องทำใจให้หม่นหมอง, กิเลสเครื่องเศร้าหมอง, ความเสื่อมทราม

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

“อุปกิเลส : (คำนาม) เครื่องทําใจให้เศร้าหมอง มี ๑๖ อย่าง มี อภิชฌาวิสมโลภ เป็นต้น. (ป. อุปกฺกิเลส).”

…………

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ข้อ [347] แสดง “อุปกิเลส” ไว้ดังนี้ –

อุปกิเลส หรือ จิตตอุปกิเลส 16 (ธรรมเครื่องเศร้าหมอง, สิ่งที่ทำให้จิตขุ่นมัว รับคุณธรรมได้ยาก ดุจผ้าเปรอะเปื้อนสกปรก ย้อมไม่ได้ดี — Upakkilesa: mental defilements)

1. อภิชฌาวิสมโลภะ (คิดเพ่งเล็งอยากได้ โลภไม่สมควร, โลภกล้า จ้องจะเอา ไม่เลือกควรไม่ควร — Abhijjhā-visamalobha: greed and covetousness; covetousness and unrighteous greed)

2. พยาบาท (คิดร้ายเขา — Byāpāda: malevolence; illwill)

3. โกธะ (ความโกรธ — Kodha: anger)

4. อุปนาหะ (ความผูกโกรธ — Upanāha: grudge; spite)

5. มักขะ (ความลบหลู่คุณท่าน, ความหลู่ความดีของผู้อื่น, การลบล้างปิดซ่อนคุณค่าความดีของผู้อื่น — Makkha: detraction; depreciation; denigration)

6. ปลาสะ (ความตีเสมอ, ยกตัวเทียมท่าน, เอาตัวขึ้นตั้งขวางไว้ ไม่ยอมยกให้ใครดีกว่าตน — Palāsa: domineering; rivalry; envious rivalry)

7. อิสสา (ความริษยา — Issā: envy; jealousy)

8. มัจฉริยะ (ความตระหนี่ — Macchariya: stinginess; meanness)
9. มายา (มารยา — Māyā: deceit)

10. สาเถยยะ (ความโอ้อวดหลอกเขา, หลอกด้วยคำโอ้อวด — Sāṭheyya: hypocrisy)

11. ถัมภะ (ความหัวดื้อ, กระด้าง — Thambha: obstinacy; rigidity)

12. สารัมภะ (ความแข่งดี, ไม่ยอมลดละ มุ่งแต่จะเอาชนะกัน — Sārambha: presumption; competing contention; contentiousness; contentious rivalry; vying; strife)

13. มานะ (ความถือตัว, ทะนงตน — Māna: conceit)

14. อติมานะ (ความถือตัวว่ายิ่งกว่าเขา, ดูหมิ่นเขา — Atimāna: excessive conceit; contempt)

15. มทะ (ความมัวเมา — Mada: vanity)

16. ปมาทะ (ความประมาท, ละเลย, เลินเล่อ — Pamāda: heedlessness; negligence; indolence)

ข้อ 2 มีต่างออกไป คือ ในธัมมทายาทสูตร เป็น โทสะ (ความคิดประทุษร้ายเขา — hatred) (ม.มู.12/26/26)

M.I.36. ม.มู.12/93/65.

…………

เรื่องอุปกิเลส ๑๖ นี้ พอดีผมมีหนังสือที่เป็นบทสวดของคณะผู้รักษาอุโบสถศีลวัดมหาธาตุ ราชบุรี เข้าใจว่าเป็นสำนวนเดียวกันกับที่ญาติมิตรท่านนั้นถามมา จึงขอนำมาเสนอไว้ในที่นี้เต็มตามสำนวนในหนังสือ ดังต่อไปนี้

…………….

อุปกิเลส ๑๖

(1) อภิชฺฌาวิสมโลโภ (อะภิชฌาวิสะมะโลโภ) ความโลภเพ่งเล็งอยากได้ของเขา

(2) โทโส (โทโส) ความประทุษร้ายเขา

(3) โกโธ (โกโธ) ความโกรธเคืองเขา

(4) อุปนาโห (อุปะนาโห) ความผูกเวรหมายมั่นกัน

(5) มกฺโข (มักโข) ความลบหลู่ดูถูกเขา

(6) ปลาโส (ปะลาโส) ความยกตัวขึ้นเทียมเขา

(7) อิสฺสา (อิสสา) ความริษยาเขา

(8) มจฺฉริยํ (มัจฉะริยัง) ความตระหนี่เหนียวแน่นกีดกัน หวงข้าวหวงของและวิชาความรู้ ที่อยู่อาศัย

(9) มายา (มายา) ความเป็นคนเจ้าเล่ห์เจ้ากล

(10) สาเถยฺยํ (สาเถยยัง) ความโอ้อวดตัวให้ยิ่งกว่าคุณที่มีอยู่

(11) ถมฺโภ (ถัมโภ) ความแข็งกระด้างดื้อดึงเมื่อเขาสั่งสอนว่ากล่าวโดยธรรมโดยชอบ

(12) สารมฺโภ (สารัมโภ) ความปรารภไม่ยอมตาม หาเหตุผลมาอ้างทุ่มเถียงต่างๆ เมื่อขณะเขาว่ากล่าวโดยธรรมโดยชอบ

(13) มาโน (มาโน) ความเย่อหยิ่งถือเราถือเขา ถือตัวถือตน

(14) อติมาโน (อะติมาโน) ความดูถูกล่วงเกินผู้อื่น

(15) มโท (มะโท) ความเมาหลงในร่างกายที่ทรุดโทรมด้วยความชรามีอยู่ทุกวันๆ มาสำคัญว่ายังหนุ่มยังสาวอยู่ ประมาทไป และเมาหลงในร่างกายที่ป่วยไข้อยู่เป็นนิตย์ ต้องกินยาคือข้าวน้ำทุกค่ำเช้า มาสำคัญว่าไม่มีโรค เป็นสุขสบาย ประมาทไป และเมาหลงในชีวิตที่เป็นของไม่เที่ยง พลันดับไปดังประทีปจุดไว้ในที่แจ้งฉะนั้น มาสำคัญว่ายังไม่ตาย ประมาทไป

(16) ปมาโท (ปะมาโท) ความเมามัวทั่วไป อารมณ์อันใดที่น่ารัก ก็ไปหลงรักอารมณ์นั้น อารมณ์อันใดที่น่าชัง ก็ไปหลงชิงชังโกรธต่ออารมณ์เหล่านั้น

บรรจบเป็นอุปกิเลสเครื่องเศร้าหมองใจ ๑๖ ข้อ จิตเศร้าหมองด้วยอุปกิเลสข้อใดข้อหนึ่งดังว่ามานี้แล้ว จิตนั้นล้วนเป็นบาปอกุศลหมดทั้งสิ้น.
………….

สังเกตดูเป็นสำนวนค่อนข้างเก่า ไม่ทราบว่าเป็นบทที่ท่านผู้ใดเรียบเรียงขึ้นไว้ ญาติมิตรท่านใดทราบ ช่วยบอกกล่าวด้วย จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง

——————

ต่อไปนี้เป็น “อัตโนมัตยาธิบาย” คือคำอธิบายตามความเข้าใจและด้วยสำนวนโวหารของผมเอง

กล่าวเฉพาะข้อที่ว่า “มะโท”

มะโท เขียนแบบบาลีเป็น “มโท” ศัพท์เดิมคือ “มท” (มะ-ทะ) แปลตามศัพท์ว่า ความเมา

พจนานุกรมแปลคำว่า “มท” ไว้ ๒ นัย คือ –

(1) ความมัวเมา, ความมักมากในกาม (intoxication, sensual excess) 
(2) ความเย่อหยิ่ง, ความอวดดี (pride, conceit)

ในที่นี้ “มโท” หมายถึงหลงใหลมัวเมาเข้าใจผิดไปจากสัจธรรมความเป็นจริง

สนามปฏิบัติการส่วนใหญ่ของมโทก็คือร่างกายหรือขันธ์ห้าของตัวเอง คือเข้าใจผิดติดยึดในร่างกายของตัวเอง

ทีนี้ ร่างกายของมนุษย์นี้ ตามสัจธรรมความเป็นจริงมันแก่เฒ่าทรุดโทรมอยู่ตลอดเวลา เราก็พยายามจะคิดว่า “ฉันยังไม่แก่” หรือแม้แต่จะยอมรับว่าแก่เพราะความแก่มันปรากฏโต้งๆ เถียงไม่ขึ้น แต่ลึกๆ ในใจก็ยังไม่ต้องการจะให้มันแก่ ทำอย่างไรจะปกปิดหรือชะลอความแก่ได้ ก็พยายามขวนขวายทำกันไปอย่างสุดฤทธิ์

ที่สำคัญคือมีความทุกข์เดือดร้อนกับความแก่ และไม่ชอบ ไม่ยอมรับ

นี่คืออาการของ “มโท”

กรณีความป่วยไข้ก็ทำนองเดียวกัน ร่างกายนี่มันเป็นของพร้อมจะตายอยู่เสมอ ที่ยังไม่ตายก็เพราะเราไปยื้อมันไว้ เช่นกินอาหารทุกวัน ก็เพราะถ้าไม่กินแล้วมันจะตาย

ผู้รู้ท่านจึงบอกว่า อาหารที่เรากินนั้นความจริงแล้วก็คือยาชนิดหนึ่งนั่นเอง เรียกว่า “ยากันตาย” คือกันเอาไว้ก่อน อย่าเพิ่งให้มันตาย (แต่ที่สุดแล้วมันก็ตาย)

มองแง่นี้จะเห็นได้ว่า สภาวะจริงๆ ของร่างกายนี้ก็คือป่วยอยู่เป็นนิตย์นั่นเอง และเพราะป่วยจึงต้องกินยา-คืออาหาร

ขนาดป่วยเช่นนี้ เราก็ยังเมากับมัน ยังชะล่าใจว่าสบายดี ไม่ป่วยไม่ไข้ ยังแข็งแรง และยังจะอยู่ไปได้อีกนาน

ความคิดอย่างนี้คือ “มโท” ความเมา

เพราะข้อเท็จจริงคือ ร่างกายนี้ –

(๑) มันป่วยตลอดเวลา และ 
(๒) มันพร้อมจะตายตลอดเวลา

แต่เราไม่รู้ตัว หรือที่จริงก็คือไม่ยอมรับ ไม่ต้องการให้มันเป็นอย่างนั้น

มนุษย์จึงเสียเวลาเป็นอันมากไปกับการดิ้นรนที่จะไม่แก่ ไม่เจ็บ
แต่แทบจะไม่ได้ใช้เวลาเพื่ออยู่กับความแก่ ความเจ็บอย่างรู้เท่ารู้ทัน

นี่ก็เพราะอำนาจของ “มโท”

ผู้รู้ทันและปลดแอกจาก “มโท” ได้ ย่อมมีเวลามากขึ้นที่จะทำชีวิตนี้ให้มีสาระที่แท้จริง และทำเส้นทางในสังสารวัฏให้สั้นลงได้เรื่อยๆ จนประลุถึงจุดหมายปลายทางได้ในที่สุด

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๐
๑๑:๓๑