อ่านบทความศิโรฒ คล้ามไพบูลย์แล้วได้อะไร ?

@ ในแง่การเมืองและการดูการวิพากษ์วิจารณ์การเมืองของคุณศิโรฒน์ คล้ามไพบูลย์ แล้วน่าชื่นชมในเรื่องของมุมมองความเป็นประชาธิปไตย กับความเป็นนักคิดหัวสมัยใหม่ 

แต่พอมาอ่านงานเขียนเรื่องมุมมองปัญหาศาสนาของคุณศิโรฒน์แล้ว ผมยังคิดว่าคุณศิโรฒน์ มองเรื่องนี้ยังไม่แตก ผมว่ายังเป็นการมองในมุมเดียวที่ยังไม่พยายามมองให้เห็นข้อเท็จจริงหรือความจริงของเรื่องทั้งหมด

@ เรื่องเด็กคลุมญิฮาปในโรงเรียนวัดนพวงศาราม ปัตตานี ?

@ เรื่องการคลุมญิฮาบนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างอ่อนไหวสำหรับชาวพุทธไม่ใช่อ่อนไหวเพราะการที่คนพุทธไม่ชอบเด็กนักเรียนคลุมญิฮาบมาเรียน แต่มันเป็นเรื่องของการแต่งกายที่ผิดระเบียบของโรงเรียนตามประกาศของกระทรวงศึกษานั่นแหละ ประการต่อมาก็คือคนไทยพุทธต้องการให้เด็กทุกคนเคารพกฏระเบียบเหมือนกัน ผมถามหน่อยว่า

(๑)การที่เด็กจะเข้ามาเรียนในสถานศึกษาทำไมไม่ทำตามกฏโรงเรียน ทำไมต้องทำตามกฏของศาสนา

(๒)ทำไมคุณศิโรฒน์เวลาจะถามหาเหตุผลของโรงเรียนว่าทำไมโรงเรียนถึงรับเด็กที่คลุมญิฮาบหรือใส่กางเกงตามหลักศาสนามาเรียนไม่ได้

ทำไมไม่ถามว่า แล้วเด็กอิสลามทำไมไม่ทำตามกฏระเบียบของโรงเรียนในเมื่อโรงเรียนเป็น “พื้นที่สาธารณะ”ที่ทุกคนใช้ร่วมกัน การใช้ร่วมกันคือต้องยอมรับกฏระเบียบร่วมกัน

เมื่อทางโรงเรียนมีกฎมีระเบียบทำไมต้องให้โรงเรียนยอมรื้อกฎระเบียบเพื่อความเป็นกฎหรือการรักษากฎของศาสนา มากกว่าที่ศาสนาจะต้องยอมปรับเพื่อโรงเรียนซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะดังที่กล่าวมาแล้ว

นี่คืออีกชุดคำถามที่ศิโรฒน์ คล้ามไพบูลย์ไม่ยอมตั้งคำถามหรือไม่สนใจคำถามชุดนี้

@ กรณีรมต.มุสลิม ย้ายพระพุทธรูป ?

@ คนพุทธยังเป็นคนที่มีความละมุนล่ะม่อมครับคุณศิโรฒ์ คนพุทธไม่ได้เบียดเบียนใครหรือยังไม่ทำร้ายใครเหมือนเดิมที่ผ่านมา เรายังคงเส้นคงวากับสถานการณ์ทุกสถานการณ์อย่างไม่หวั่นไหวเราไม่ได้กลัวว่าใครจะมายึดประเทศไทยหรือไม่ได้แปลกแยกจากใคร

แต่เท่าที่เห็นมีแต่ใครที่แปลกแยกจากเราเท่านั้น ถ้าคุณศิโรฒน์เป็นคนที่มีอายุยังพอจำได้ เมื่อคราวที่มีรมต.เป็นมุสลิมเข้ามาทำงานที่กระทรวง ก่อนเข้ามาทำงานเพียงวันเดียวมีคำสั่งให้ย้ายพระพุทธรูปออกจากห้องทำงานหรือย้ายออกจากพื้นที่หนึ่งไปไว้ อีกพื้นที่หนึ่ง

ผมมีคำถามที่จะถามคุณศิโรฒน์ว่า นี่คืออะไร ? นี่คือการยอมรับความแตกต่างใช่หรือไม่? นี่คือการอยู่ร่วมกันแบบยอมรับในพื้นที่ของความแตกต่างใช่หรือไม่ ? นี่คือความเหมาะสมใช่หรือไม่ ? ภาพการย้ายพระพุทธรูปออกจากห้องทำงานหรือบริเวณห้องทำงาน ผมถามคุณศิโรฒน์ว่าใครแปลกแยกจากใคร ?

หากว่าไม่แปลกแยกจริงการที่มีพระพุทธรูปในสถานที่ทำงานก็ถือว่าเป็ยสิ่งที่เป็นจารีตที่เคยมีมาหากเป็นผมก็แค่ไม่ไหว้ไม่สักการะเคยอยู่อย่างไรก็ให้อยู่อย่างนั้นเป็นการให้เกียรติสถานที่ ผมว่าดีกว่าไหม ? แต่นี่ต้องมีการย้ายออกนอกห้องเพื่ออะไร ? นี่หรือคือความไม่แปลกแยก หรือสร้างความแปลกแยก

การย้ายพระพุทธรูปผมว่าไม่มีชาวพุทธคนไหนรับได้หรอก แต่เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้พวกเราก็ยอมยอมกัดลิ้นที่บ่งว่าเราไม่ควรยอม ผมถามว่าคุณศิโรฒน์พอมีคำตอบไหม ?

@ กฎศาสนากับกฎของสาธารณะ ?

@ ผมว่ามันต้องมีเส้นแบ่งพอสมควรสำหรับ (๑) กฎระเบียบหรือกฎของศาสนา กับ (๒)กฎระเบียบสาธารณะ ในสองข้อนี้ ข้อแรกผมถือว่าเป็นกฏของปัจเจกบุคคล หรือกฏของกลุ่มคนเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ส่วนข้อที่สอง เป็นกฎสาธารณะที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม ผมอยากถามศิโรฒิว่า ระหว่างกฎข้อที่ (๑) กับกฎข้อที่ (๒) คุณศิโรฒน์คิดว่ากฎข้อไหนสำคัญที่สุด ? สามัญสำนึกผมบอกผมว่า กฎข้อที่ (๒) สำคัญที่สุดเพราะมันมิได้มีไว้สำหรับคนพุทธหรือคริสต์ อิสลาม

แต่เป็นกฎที่มีไว้สำหรับคนทุกศาสนา เราจะพบว่า โรงเรียนวัดเป็นพื้นที่สาธารณะมีไว้สำหรับคนทุกศาสนา เชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ และโรงเรียนมีกฎเพื่อสาธารณะ เพื่อคนทุกคนไม่ได้มีกฏเพื่อคนบางคนบางกลุ่ม ดังนั้น กฎระเบียบของโรงเรียนจึงมีไว้ให้นักเรียนทุกคนได้ปฎิบัติร่วมกัน

ดังนั้น ผมว่าโรงเรียนทำถูกที่ยังรักษากฎสาธารณะเอาไว้โดยไม่ยอมให้กฎข้อที่ (๑) คือกฎศาสนาหรือกฎของคนบางกลุ่มบางพวกมาอยู่เหนือกฎสาธารณะคือกฎข้อที่ (๒) ดังนั้น ศิโรฒิเองต้องคิดให้ไกลกว่านี้คิดให้รอบคอบกว่านี้คือต้องคิดให้เหนือกว่าการยอมรับกฎข้อที่ (๑)เพียงข้อเดียวเท่านั้น

เพราะหากคิดถึงเฉพาะกฎข้อที่ (๑) ต่อไปเวลาคนที่ยึดกฎข้อนี้แล้วหากไปอยู่ ณ ที่ใดก็ตามแล้วทำการเรียกร้องสิทธิ์หรือเอกสิทธิ์ในสถานที่ ที่ตนเองไปอยู่นั้รโดยการอ้างกฎข้อที่ (๑) ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ของศาสนาที่ตนเองนับถือว่า ผมนับถืออย่างนี้ต้องมีแบบนี้ไม่มีแบบนี้ผิดหลักศาสนาของผม หรือกลุ่มของผม เป็นต้น เมื่อนำเอากฎข้องที่ (๑) นี้มาเป็นข้ออ้าง ถามว่าผู้คนในท้องถิ่นนั้น (๑) จะต้องอนุโลมตามคำเรียกร้องนั้นใช่หรือไม่ ? เช่นไม่มีที่ละหมาดต้องหาที่ละหมาดให้ไม่มีที่ประกอบพิธีกรรมต้องหาที่ประกอบพิธีกรรมให้ ฯลฯ เช่น กรณีการที่เมื่อไปเข้าเรียนในโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่ง ซึ่งโรงเรียนมีกฎของโรงเรียนอยู่แล้ว แล้วไปบอกว่าลูกผมต้องไม่ทำแบบนี้ แต่ต้องทำแบบนี้ ใช่หรือไม่ ? แล้วโรงเรียนจะต้องทำตามหรืออนุมัติตามนั้นใช่หรือไม่ ? หรือ (๒) ผู้คนในท้องถิ่นจะต้องปฏิเสธการเรียกร้องตามแบบที่ถูกเรียกร้องนั้น ผมเห็นว่าร.ร.อนุบาลปัตตานี เลือกที่จะยึดกฎโรงเรียนก็เป็นข้อที่นี้ ผลก็คือโรงเรียนมีความผิดและถูกมองว่า “ไม่เปิดพื้นที่เพื่อรับคนที่แตกต่าง” ถามว่ามันยุติธรรมสำหรับโรงเรียนแห่งนี้ไหมครับ

@ กรณีของโรงเรียนอนุบาลปัตตานีไม่ใช่ข้อขัดแย้ง ?

@ ผมยังมองไม่ออกว่ากรณีของร.ร.อนุบาลปัตตานีจะเป็นข้อขัดแย้งตรงไหน เพราะโรงเรียนมีกฎและทำตามกฎถ้าทุกคนทำตามกฎไม่มีเงื่อนไขทุกอย่างก็จบ แต่ที่มีปัญหาเพราะการไม่ทำตามกฎนั่นเองมันถึงเป็นปัญห

ถามกลับว่าถ้าเด็กมุสลิมทำตามกฎของโรงเรียนได้ไหม ? ถ้าตอบว่าไม่ได้ แล้วจะทำอย่างไร โรงเรียนต้องลบกฎทิ้งใช่ไหม? มันก็ใช่เรื่องเพราะการทำตามกฎสาธารณะเป็นสิ่งที่สามารถทำได้มาโรงเรียนก็แต่งตัวตามที่โรงเรียนกำหนด

เวลากลับบ้านจะแต่งอย่างไรก็ไม่มีใครว่า แต่นี่ฝ่ายมุสลิมเองที่ยึดกฎข้อที่ (๑)ซึ่งเป็นกฎของศาสนาและเป็นกฎของคนบางกลุ่มและไม่ยอมอะลุ่มอะล่วยมันจึงกลายมาเป็นปัญหาเท่านั้นเองที่ผมเห็

@ อาหารฮาลาล : อีกเงื่อนไขที่จะเป็นปัญหา ต่อจากนี้ ?

@ ผมว่าไม่ใช่แค่เรื่องโรงเรียนกับเด็กนักเรียนเท่านั้นที่เป็นปัญหา หากว่าเรายังยึดกฎที่ไม่ใช่กฎสาธารณะ ตัวอย่างรพ.ยะลาที่มีการออกกฎว่าอาหารที่รพ.แห่งนี้ต้องเป็นอาหารฮาลาลเท่านั้นและเครื่องปรุงต้องไม่มีหมูเป็นองค์ประกอบหลักของอาหาร

ซึ่งเรื่องนี้เคยมีเรื่องมีราวมาแล้วในกรณีมีโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ปล่อยให้มีการทำอาหารที่มีหมูเป็นองค์ประกอบหลักในการทำอาหารของโรงเรียนพอชาวบ้านรู้ก็ออกมาประท้วงให้ปลด ผอ.โรงเรียน เพราะทำผิดกฎของศาสนา ที่ผมยกมาก็คือรพ.ยะลาเป็นสถานที่สาธารณะ และร.ร.ที่ทำอาหารข้าวผัดหมูก็เป็นสถานที่สาธารณะ

จากกรณีดังกล่าวผมถามหน่อยว่า ความเป็นสาธารณะ ได้ถูกกำหนดให้เป็นสถานที่เอกชนหรือของกลุ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ ? อันนี้ก็อยากถามศิโรฒิเหมือนกันว่าการยึดกฎข้อที่ (๑) มากไปจนต้องทำพื้นที่สาธารณะให้เป็นพื้นที่ปัจเจกชนหรือพื้นที่ของคนบางกลุ่มนี้เรายอมให้มีขึ้นในสังคมเราได้อย่างไรครับ?

@ ผมเห็นคุณศิโรฒน์ คล้ามไพบูลย์ กล่าวว่าคนพุทธกำลังทำพื้นที่สาธารณะให้คับแคบลงหรือทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างศาสนา แต่กรณี รพ.และโรงเรียนที่ว่าคุณศิโรฒน์จะตอบว่าอย่างไร

@ ผมว่าชาวพุทธไม่ได้ทำลายกฎหรือละเลยกฎของศีลข้อที่ ๑ คือการเบียดเบียนผู้อื่นแต่อย่างใดเลยครับพวกเราไม่ได้คิดมากเรื่องนี้ด้วย แต่เรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นผมว่าอีกฝั่งเป็นฝ่ายทำและทำมานานแล้ว

แต่คุณศิโรฒน์แค่ไม่ยอมมองและมองไม่เห็นเท่านั้นเองครับ ผมอ่านบทความคุณศิโรฒน์แล้วยอมรับว่าเขียนได้รื่นไหลมากน่าชื่นชมแต่ความลื่นไหลนั้นยังพบว่ามีความไม่ครอบคลุมอยู่เล็กน้อย

ผมจึงขออธิบายความเพื่อให้เห็นมุมต่างที่เราสามารถนำมาถกกันได้อยู่ด้วยเหตุผลและความเป็นไปได้ ซึ่งหากมีข้อความใดยังพร่องอยู่ผมเองตองขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ (รายละเอียดบทความคุณศิโรฒน์ คล้ามไพบูลย์ อ่านได้ในลิงค์นี้ครับ https://www.matichonweekly.com/column/article_106225)

ขอบคุณครับ
Naga King
07 06 18

 — with พระมหาวิเชียร สุธีโร.