อ่านเอาเรื่อง

———–

สมัยเรียนชั้นประถม ผมจำได้ว่ามีภาษาไทยวิชาหนึ่งเรียกว่า วิชาอ่านเอาเรื่อง

ครูจะกำหนดเรื่องในหนังสือแบบเรียนให้นักเรียนคนหนึ่งอ่านดังๆ ให้เพื่อนในห้องเรียนฟัง เมื่อจบข้อความประมาณว่าย่อหน้าหนึ่ง ก็ถามให้นักเรียนช่วยกันตอบว่า เรื่องที่อ่านมานั้นใจความว่าอย่างไร

ประมาณว่า-ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร-แบบนี้

จะเรียกว่า ย่อความ สรุปความ หรืออ่านจับใจความอะไรก็คงได้

นักเรียนชั้นประถมสมัยนี้จะเรียนวิชาแบบนี้กันหรือเปล่า ไม่ทราบ แต่สมัยผม เคยเรียน

————

ขอให้ญาติมิตรลองอ่านข้อความนี้โดยใช้หลักการอ่านเอาเรื่อง แล้วตอบว่าข้อความนี้หมายความว่าอย่างไร

———————————-
“หากมีการทำร้ายพระสงฆ์จนเสียชีวิต ๑ รูป ก็ต้องเผามัสยิด ๑ แห่ง”
———————————-

ข้อความนี้ต้องใช้วิชาไวยากรณ์เข้าช่วยด้วย

“หาก” เป็นคำปริกัป คือกำหนดเงื่อนไข ความหมายเดียวกับคำว่า “ถ้า” บางทีเราก็พูดควบกันเป็น “ถ้าหาก” เทียบคำอังกฤษก็คือ if

“มีการทำร้ายพระสงฆ์จนเสียชีวิต ๑ รูป” เป็นข้อความที่ตาม “หาก” มา นี่คือ “เงื่อนไข” หมายความว่า –

๑ จะต้องมี “การทำร้าย”
๒ ผู้ที่ถูกทำร้ายต้องเป็น “พระสงฆ์”
๓ ผลการทำร้ายจะต้องถึงขั้น “เสียชีวิต”
๔ พระสงฆ์ที่ถูกทำร้ายจนเสียชีวิตต้องมีจำนวน “หนึ่งรูป”

ถามว่า ตามข้อความนี้ การทำร้ายพระสงฆ์จนเสียชีวิต ๑ รูป ได้เกิดขึ้นแล้วหรือยัง
ตอบว่า ตามข้อความนี้ ยังไม่ได้เกิดขึ้น

เงื่อนไขหรือปริกัปก็คือ-หากเกิด
เกิดแล้ว หรือยังไม่เกิด ไม่ใช่ประเด็น
ประเด็นคือ-หากเกิด

ข้อความต่อไป- “ก็ต้องเผามัสยิด ๑ แห่ง”

ใช้หลักการเดียวกันในการอ่านเอาเรื่อง

“ก็” เป็นคำสันธาน หรือนิบาต
เปิดพจนานุกรมสักหน่อยน่าจะช่วยให้ได้ความรู้ชัดขึ้น

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ บอกไว้ว่า –
…………..
ก็ ๑ : (สันธาน) แล้ว, จึง, ย่อม, เช่น พอหันหน้ามาก็พบ เขาทำดีก็ได้ดี.
ก็ ๒ : (นิบาต) ไขความ เช่น ถึงแก่กรรมก็ตายนั่นเอง ประสาทพิการก็บ้านั่นเอง, เน้นความให้เด่นหรือให้ชัดแจ้ง เช่น ทั้งฟืนเจ้าก็หัก ทั้งผักเจ้าก็หา.
…………..

อันที่จริง ข้อความท่อนหลังนี้ จะมี “ก็” หรือไม่มีก็ไม่ทำให้ “เรื่อง” ที่จะ “อ่านเอา” หรือสาระสำคัญต้องเสียไปแต่ประการใด แต่เมื่อมีอยู่ ก็ช่วยให้ข้อความเกลี้ยงเกลาขึ้น

“ต้องเผามัสยิด ๑ แห่ง” เป็นข้อความที่ตาม “ก็” มา หมายความว่า –

๑ บังคับไว้ว่า “ต้อง” ไม่ใช่ “น่าจะ” หรือ “ควรจะ” นั่นคือบังคับว่าต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ และไม่ใช่เสนอแนะว่าควรทำ ซึ่งจะทำหรือไม่ทำก็ได้
๒ กิริยาที่ต้องทำคือ “เผา” คือทําให้ไหม้ด้วยไฟ ไม่ใช่ขว้างปา รื้อทำลาย ยิงใส่ หรือวางระเบิด
๓ เป้าหมายที่จะต้องเผา คือ “มัสยิด” คือสถานที่ซึ่งมุสลิมใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอิสลาม ไม่ใช่เผาบ้าน หรือเผาโรงเรียน
๔ มิสยิดที่เผาต้องมีจำนวน “หนึ่งแห่ง”

ถามว่า ตามข้อความนี้ การเผามัสยิด ๑ แห่ง ได้เกิดขึ้นแล้วหรือยัง
ตอบว่า ตามข้อความนี้ ยังไม่ได้เกิดขึ้น

เหตุการณ์ตามข้อความท่อนหลังนี่จะเกิดขึ้นได้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขตามเหตุการณ์ในข้อความท่อนแรก นั่นคือจะมีการเผามัสยิด ๑ แห่ง ก็ต่อเมื่อมีการทำร้ายพระสงฆ์จนเสียชีวิต ๑ รูป

พูดกลับกันก็ว่า ถ้าไม่มีการทำร้ายพระสงฆ์จนเสียชีวิต ๑ รูป การเผามัสยิด ๑ แห่งก็จะมีไม่ได้

ที่ว่ามานี้คือวิชาอ่านเอาเรื่องตามหลักภาษาไทย

————–

เมื่อท่านพระมหารูปหนึ่งเขียนข้อความออกมาว่า “หากมีการทำร้ายพระสงฆ์จนเสียชีวิต ๑ รูป ก็ต้องเผามัสยิด ๑ แห่ง”

ผมเข้าใจว่าไม่มีใครได้ใช้วิชาอ่านเอาเรื่องตามหลักภาษาไทยกันเลย

แต่ได้ใช้ความรู้สึกเข้าตัดสินว่า ผู้เขียนข้อความนี้เป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา การเขียนข้อความเช่นนี้ย่อมผิดต่อหลักการของพระสงฆ์และหลักการของพระพุทธศาสนา

แล้วเราก็คิดกันต่อไปว่า ข้อความเช่นนี้เป็นการยุยงให้ใช้ความรุนแรง

เมื่อพระสงฆ์ออกมายุยงให้ใช้ความรุนแรงย่อมเป็นความเลวร้าย

เป็นความเลวรายที่เรายอมรับไม่ได้

และต้องไม่ยอมรับด้วย

การทำร้ายพระสงฆ์จนเสียชีวิตจะเกิดขึ้นหรือยังไม่เกิด เราไม่สนใจ

การเผามัสยิดได้มีขึ้นแล้วหรือยัง เราก็ไม่สนใจ

เราสนใจเฉพาะตรงที่-พระสงฆ์ออกมาพูดให้เผามัสยิดย่อมเป็นความเลวร้าย

แล้วเราพากันคิดเพริดไปว่า-อยู่ๆ ท่านก็ลุกขึ้นมาบอกให้ไปเผามัสยิดกันเถอะ

เราไม่ได้สนใจแม้แต่เงื่อนไขแห่งการเผามัสยิดที่ท่านก็พูดไว้ด้วยกันนั่นเอง

————–

การฆ่าพระสงฆ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นเคยมี ยังมีอยู่ และจะต้องมีต่อไปอีก

แต่การเผามัสยิดตามคำยุยง (ถ้าเราจะเรียกอย่างนั้น) ของท่านพระมหารูปนั้นยังไม่เคยเกิดขึ้น

เรื่องหนึ่งที่ไม่มีใครเอ่ยถึงเลยก็คือ คนที่ฆ่าพระสงฆ์คือใคร มาจากไหน

เรารุมกันกระทืบท่านพระมหารูปนั้นจนแบนติดดิน เพราะ (เสือก) พูดว่า “ต้องเผามัสยิด ๑ แห่ง” ทั้งๆ ที่การเผามัสยิดตามคำพูดนี้ยังไม่ได้เกิดขึ้นเลย

แต่ไม่มีใครไปรุมกระทืบคนฆ่าพระสงฆ์ทั้งๆ ที่การฆ่าพระสงฆ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นเกิดขึ้นแล้ว ยังเกิดอยู่ และจะต้องเกิดต่อไปอีก

————–

ผมไม่หลงลืมหรอกครับว่า พระสงฆ์ออกมาพูดให้เผามัสยิดนั้นผิดสมณวิสัย และผิดหลักการของพระพุทธศาสนา

ใครมาถาม ผมก็ยืนยันว่าท่านพระมหารูปนั้นพูดผิด

เพียงแต่ผมไม่ได้รุมกระทืบท่านเหมือนคนทั้งหลาย 
เพราะผมยังไม่ลืมวิชาอ่านเอาเรื่องที่เคยเรียนมา

ผมรู้และเข้าใจคำพูดของท่านเหมือนกับที่คนทั้งหลายรู้
แต่ผมได้ประโยชน์จากการใช้วิชาอ่านเอาเรื่อง จึงทำให้มองเห็นแง่มุมที่ผมเชื่อว่าคนส่วนมากไม่ทันได้คิด

ผมอยากเชิญชวนให้ญาติมิตรทั้งปวงลองทบทวนวิชาอ่านเอาเรื่อง และอยากให้ท่านได้ประโยชน์จากวิชานี้โดยทั่วกัน

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๒๔ กันยายน ๒๕๖๐
๑๔:๔๓

————————
โพสต์ครั้งแรกเมื่อ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๘