เคารพพระให้ถูกวิธี

——————-

มีสำนวนไทยว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” มีความหมายว่า อย่าปล่อยปละละเลยคนที่เรารัก

แต่ก็มีอีกสำนวนหนึ่งว่า “ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์” มีความหมายว่า พระท่านประพฤติผิดประพฤติถูกอย่างไร ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของท่าน อย่าไปยุ่งด้วย

ปัจจุบันมีสำนวนที่ผูกขึ้นใหม่ว่า

“ไม่ได้นุ่งลายอย่าพูดการเมือง 
ไม่ได้นุ่งเหลืองอย่าพูดการวัด”

สำนวนนี้สอดคล้องกับ “ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์” แต่เจาะจงบุคคล ๒ กลุ่ม คือพระกับชาวบ้าน

มีความหมายว่า –

เป็นพระอย่าไปวิจารณ์กิจการงานของทางบ้านเมือง ข้าราชการน้อยใหญ่จะดีจะชั่วอย่างไร รัฐมนตรีจะดีจะชั่วอย่างไร นายกรัฐมนตรีจะดีจะชั่วอย่างไร รัฐบาลจะทำดีทำชั่วอย่างไร พระอย่าเข้าไปยุ่ง ปล่อยให้บ้านเมืองเขาว่าของเขาไป

พูดหยาบๆ ประสานักเลงปากท่อก็ว่า พระอย่าเสือก

ฝ่ายชาวบ้านก็เช่นกัน พระหนุ่มเณรน้อยจะดีจะชั่วอย่างไร พระผู้ใหญ่จะดีจะชั่วอย่างไร พระระดับผู้บริการกิจการพระศาสนาจะดีจะชั่วอย่างไร คณะสงฆ์จะทำอะไรที่ไม่น่าทำ หรือจะไม่ทำอะไรที่น่าจะทำ ชาวบ้านอย่าเข้าไปยุ่ง ปล่อยให้พระท่านว่าของท่านไป

พูดหยาบๆ ประสามหาทองย้อยก็ว่า โยมอย่าเสือก

——————-

คำถามของผมก็คือ การที่เราถือคติแบบนี้ถูกต้องดีแล้วหรือ?

เวลานี้ได้ยินบ่อยๆ เวลาใครตำหนิพระ ก็จะมีท่านจำพวกหนึ่งออกมาสกัดหน้าว่า คุณน่ะศีลห้าข้อยังรักษาไม่ค่อยจะได้ แต่ชอบด่าพระ

เห็นการตำหนิพระเป็นการ “ด่าพระ” ไปทุกเรื่อง

แยกไม่เป็นว่า “ตำหนิ” กับ “ด่า” ต่างกันอย่างไร

เหมือนกับที่เวลานี้สังคมก็แยกไม่เป็นแล้วว่า “จับผิด” กับ “ชี้โทษ” ต่างกันอย่างไร

เห็นการชี้โทษเป็นการจับผิดไปเสียทุกเรื่อง

เห็นใครทำอะไรไม่ดีไม่งาม ก็ไม่มีใครกล้าว่าอะไรกัน เพราะมีแต่คนคอยประทับตราว่า “ไอ้นี่เอาแต่คอยจับผิดชาวบ้านเขา”

คนทำผิดก็เลยสบายแฮ ทำผิดทำเลวแค่ไหนก็ไม่มีใครกล้าว่า มีคนคอยปกป้องให้เป็นอย่างดี

……..

แล้วบอกต่อไปว่า พระท่านมีศีลถึง ๒๒๗ ข้อ ถึงจะขาดไปสักข้อสองข้อท่านก็ยังมีศีลมากกว่าคุณตั้งหลายเท่า ยังน่านับถือกราบไหว้กว่าคุณตั้งพันเท่า

ผมอยากจะย้อนให้บ้างว่า พระกินเหล้า ศีลขาดไปข้อหนึ่ง เหลือ ๒๒๖

พระกินข้าวค่ำ ศีลขาดไปอีกข้อหนึ่ง เหลือ ๒๒๕

แต่พอปลงอาบัติ ศีลก็ครบ ๒๒๗ เท่าเดิม

รุ่งขึ้นก็ไปกินเหล้ากินข้าวค่ำอีก
แล้วก็ปลงอาบัติอีก ศีลก็ครบ ๒๒๗ เท่าเดิม

พระกินเหล้ากินข้าวค่ำเป็นอาจิณแบบนี้นะหรือเป็นพระที่น่าเคารพนับถือของท่าน?

จะเห็นได้ว่าวิธีให้เหตุผลแบบนั้นใช้ไม่ได้ ไม่ควรยกมาอ้าง

จำนวนศีลที่มากหรือน้อยไม่ใช่ตัวชี้วัดความเป็นคนดีเสมอไป-การตั้งใจปฏิบัติตามต่างหากคือตัวชี้วัด

ถ้าเช่นนั้นชาวบ้านควรมีท่าทีอย่างไรต่อพระ?

——————-

พระสงฆ์นั้นท่านเปรียบเหมือนทิศเบื้องบน ชาวบ้านพึงปฏิบัติต่อท่านด้วยวิธีดังต่อไปนี้ –

(๑) เมตฺเตน กายกมฺเมน = จะทำสิ่งใด ก็ทำด้วยเมตตา (by kindly acts.)

(๒) เมตฺเตน วจีกมฺเมน = จะพูดสิ่งใด ก็พูดด้วยเมตตา (by kindly words.)

(๓) เมตฺเตน มโนกมฺเมน = จะคิดสิ่งใด ก็คิดด้วยเมตตา (by kindly thoughts.)

(๔) อนาวฏทฺวารตาย = ต้อนรับด้วยความเต็มใจ (by keeping open house to them.)

(คำบาลี “อนาวฏทฺวารตาย” แปลว่า “ด้วยการไม่ปิดประตู” น่าจะเป็นอย่างที่เรียกว่า “ปิดประตูใส่หน้า” คือนอกจากไม่ต้อนรับแล้วยังแสดงถึงการดูถูกด้วย)

(๕) อามิสานุปฺปทาเนน = อุปถัมภ์ด้วยปัจจัย 4 (by supplying them with their material needs.)

(คำแปลและภาษาอังกฤษ จากพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ข้อ [265])

(ดูรายละเอียดเพิ่มเติม : สิงคาลกสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๑๑ ข้อ ๒๐๔, พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปลชุด ๙๑ เล่ม เล่ม ๑๖ หน้า ๙๔-๑๒๒)

——————-

หลักปฏิบัติดังที่นำมาแสดงนี้คนไทยเรียนกันมา-อย่างช้าก็ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕

แต่รู้กันมานานนักหนาแล้ว

พูดอย่างนี้คงไม่แคล้วที่จะถูกบางท่านกระทบเข้าให้อีกว่า-ชาวบ้านเขาต้องทำมาหากิน อ่านพระไตรปิฎกก็ไม่ออก คุณจะมาเกณฑ์ให้ชาวบ้านรู้ได้อย่างไร คุณนั่นแหละรู้แล้วทำไมไม่บอกเขา เป็นความผิดของคุณเอง อย่ามาโทษชาวบ้าน

น้อมรับผิดครับ – เป็นความผิดของมหาทองย้อยแต่เพียงผู้เดียว-และผู้เดียวเท่านั้น

ตอนนี้ก็เอามาบอกแล้ว ขอกราบเท้าให้กรุณารับรู้และปฏิบัติตามโดยทั่วกันหน่อยนะครับ

โดยเฉพาะการทำ พูด คิดต่อพระสงฆ์ ด้วยจิตที่ประกอบด้วยเมตตา

และขอได้โปรดขบธรรมะให้แตกด้วยว่า “จิตที่ประกอบด้วยเมตตา” ไม่ได้แปลว่าตำหนิพระไม่ได้

พ่อแม่ที่ตีลูกสั่งสอนลูก มีพ่อแม่คนไหนบ้างครับที่ขาดเมตตาต่อลูก

และกรุณาอย่าตีความคำว่า “เมตตา” ผิดๆ แบบที่ว่า-ตามใจทุกอย่าง

การไม่ตีลูกไม่ใช่ตัวชี้วัดความมีเมตตา
และการตีลูกก็ไม่ใช่ตัวชี้วัดว่าขาดเมตตา

——————-

ได้ยินว่ามีคนทำวิจัยลักษณะนิสัยคนจีนที่อพยพมาทำมาหากินในเมืองไทย ผลการวิจัยสรุปว่า

คนจีนรุ่นพ่อที่มาจากเมืองจีนจะมีความขยันขันแข็ง สู้งานเต็ม 100% เพราะกลัวอดกลัวจน

คนจีนรุ่นลูก ความขยันขันแข็ง สู้งาน จะลดลงเหลือเพียง 50-75% เพราะรุ่นพ่อหาสมบัติไว้ให้มากแล้ว จึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องทำงานหนัก

คนจีนรุ่นหลาน ความขยันขันแข็ง สู้งาน จะลดลงเกือบหมดเพราะรุ่นพ่อก็ไม่เคยถูกฝึกสอนให้เป็นคนสู้งาน แต่เริ่มมีค่านิยม “ลูกข้าใครอย่าแตะ” ประเคนให้ลูกทุกอย่าง หาไว้ให้ลูกทุกอย่างเพราะกลัวลูกจะลำบาก

แต่ไม่ฝึกสอนให้ลูกรู้จักสู้กับความลำบาก

แล้วก็หลงเข้าใจผิดว่าทำอย่างนั้นคือรักลูก เมตตาลูก

——————-

สรุปว่าพระสงฆ์นั้นชาวบ้านตำหนิได้อย่างยิ่ง และควรช่วยกันสอดส่องดูแลเป็นหูเป็นตาไม่ให้ท่านประพฤติสิ่งที่ต้องเว้น หรือเว้นสิ่งที่ต้องประพฤติ

แต่ต้องขีดเส้นใต้ตัวโตๆ ไว้เสมอว่า ต้องปฏิบัติด้วยจิตที่ประกอบด้วยเมตตา และอย่าหย่อนความเคารพ

ขอย้ำนะครับว่า ต้องปฏิบัติด้วยจิตที่ประกอบด้วยเมตตา และอย่าหย่อนความเคารพ

ไม่ใช่ว่า-ไม่ยอมว่าอะไรพระเพราะคิดว่าไม่ว่าอะไรนั่นคือเคารพ เหมือนพ่อแม่ไม่ดุด่าเฆี่ยนตีสั่งสอนลูกเพราะคิดว่านั่นคือความรัก

โปรดสะดุดใจคิดสักนิดว่า ศีล ๒๒๗ ข้อของพระนั้นมีมูลเหตุมาจากชาวบ้านตำหนิพระ น่าจะเป็นร้อยๆ เรื่อง เป็นเสียงตำหนิจากชาวพุทธด้วยกันเองก็มาก จากคนต่างศาสนาก็มี

และทุกเรื่องพระพุทธองค์ไม่เคยตรัสกับชาวบ้านว่า “โยมอย่าเสือก”

ตรงข้าม มีแต่ทรงรีบบัญญัติสิกขาบทเพื่อไม่ให้พระทำเช่นนั้นอีก

คำกริยาในภาษาบาลีที่ชาวบ้านปฏิบัติกับพระ จะพบได้ดกดื่นก็คือ อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ

พระไตรปิฎกภาษาไทยท่านแปลกันว่า –

อุชฺฌายนฺติ (อุด-ชา-ยัน-ติ) = เพ่งโทษ

ขียนฺติ (ขี-ยัน-ติ) = ติเตียน

วิปาเจนฺติ (วิ-ปา-เจน-ติ) = โพนทะนา

ทั้ง ๓ คำนี้ THE PALI TEXT SOCIETY’S PALI-ENGLISH DICTIONARY ที่ฝรั่งชาติอังกฤษเป็นผู้ทำ แปลไว้ดังนี้ –

อุชฺฌายนฺติ = to be irritated, to be annoyed or offended, to get angry, grumble. (เพ่งเล็ง, รบกวนหรือยกโทษ, โกรธเคือง, ไม่พอใจ)

ขียนฺติ = to become chafed or heated, to become vexed, angry; to take offence (ฉุนเฉียว, รำคาญ, โกรธเคือง; ถือโทษ)

วิปาเจนฺติ = to become annoyed, to get angry, to get heated (รำคาญ, โกรธ, เดือดดาล)

รวมความก็ตรงกับที่ครูบาอาจารย์ฝ่ายไทยแปลไว้ว่า เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนานั่นเอง

นั่นคือพอเห็นพระทำอะไรไม่ถูก ชาวบ้านในสมัยโน้นก็จะพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา

ถ้าใครภูมิใจว่าพระมีศีลมากกว่าชาวบ้าน ก็ควรแท้ที่จะต้องเห็นคุณค่าของการที่ชาวบ้านช่วยกันตำหนิพระ เพราะศีลของพระที่ภูมิใจว่ามีมากกว่านั้น มาจากการตำหนิของชาวบ้าน

——————-

คงจะมีผู้แย้งอีกแนวหนึ่งว่า ชาวบ้านสมัยพุทธกาลเป็นอริยบุคคล หรืออย่างต่ำก็เป็นกัลยาณปุถุชน มีจิตใจที่ละเอียดประณีตดีงาม คำติเตียนจึงถือเป็นมาตรฐานได้

แต่ชาวบ้านสมัยนี้เป็นปุถุชน จิตใจหยาบช้า วาจาหยาบคาย ตำหนิพระเพื่อมุ่งทำลาย ไม่ใช่มุ่งความดีงาม คำติเตียนจึงถือเป็นมาตรฐานมิได้

แปลว่าชาวบ้านสมัยนี้หมดสิทธิ์ที่จะมาตำหนิพระ

ถ้าคิดกันอย่างนี้ก็-ตามสบายครับ

ต่อไปนี้เห็นพระทำอะไรที่ไม่ควรทำ และอะไรที่ควรจะทำก็ไม่ทำ เราก็มาช่วยกันแซ่ซ้องสาธุการกันเข้าไปเถิด พระศาสนาจะได้เจริญรุ่งเรืองสืบไป

แต่ผมไม่เอาด้วยนะครับ ผมยังคงยึดหลัก-ตำหนิติเตียนเมื่อมีเหตุอันควรตำหนิ แต่ทำด้วยจิตประกอบด้วยเมตตา และไม่หย่อนความเคารพ

——————-

ผมเป็นศิษย์ท่านอาจารย์แย้ม ประพัฒน์ทองครับ

นักเลงบาลีรุ่นใหม่คงจะไม่รู้จักท่าน แต่นักเรียนบาลีรุ่นผมไม่มีใครที่ไม่รู้จักท่านอาจารย์แย้ม

ท่านอาจารย์เป็นตัวอย่างบุคคลที่เคารพพระอย่างยิ่ง ท่านมาบรรยายถวายความรู้ให้พระ ท่านประนมมือตั้งแต่ต้นจนจบ เรียกพระว่า “พระคุณ” ทุกคำ (ไม่ใช่ “พระคุณเจ้า” ความหมายลึกซึ้งกว่ากันมาก)

แต่ทั้งๆ ที่ประนมมือเคารพพระนั่นแหละ ท่านเห็นพระทำอะไรไม่เหมาะ ท่านก็ไม่เคยเว้นที่จะตำหนิ-แต่ด้วยความเคารพ มีจิตประกอบด้วยเมตตา และรู้กาลเทศะอย่างยิ่ง

เรามาช่วยกันเคารพพระให้ถูกวิธีกันเถอะครับ

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๐
๑๘:๕๖