เราจะรักษาพระพุทธศาสนาไว้ได้อย่างไร (1)

———————————–

กรณีพระมหาอภิชาติ ปุณฺณจนฺโท ถูกอำนาจรัฐบังคับให้ลาสิกขาเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๖๐ ทำให้ผมเกิดความคิดว่า-ถึงเวลาเปลี่ยนยุทธศาสตร์พุทธได้แล้ว

กรณีพระมหาอภิชาตนั้นไม่ต้องสงสัยอีกต่อไปแล้ว-ว่ามูลเหตุที่แท้จริงก็คือกระบวนการทางการเมืองของบางศาสนาที่ต้องการจะยึดครองประเทศไทย

และดูตามแนวโน้มแล้ว มีหวังว่าจะทำสำเร็จด้วย

ดูแนวโน้มตรงไหน

ก็ดูที่ความเข้มแข็งดุเดือดของเขา
และดูที่ความปวกเปียกป้อแป้อ่อนแอของเรา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ-ของผู้รับผิดชอบในการบริหารกิจการพระศาสนาของเรา-ที่มองเห็นได้ชัดเจนว่าล้วนแต่พากันเอาตัวรอดด้วยวิธีนิ่งเฉยต่อทุกเรื่องที่เกิดขึ้น

พูดชัดๆ ก็คือ ต่างพากันรักษาตัวกลัวตายกันอยู่โดยทั่วหน้า

ตัว-อาจจะรอดอยู่ได้ชั่วชีวิตนี้
แต่พระศาสนาไม่รอดแน่

เพราะในขณะที่ศาสนาของเรามีหลักการว่า

“มึงกับกูอยู่ด้วยกันได้”

แต่หลักการของศาสนานั้นชัดเจนมาทุกยุคทุกสมัยทุกถิ่นทุกประเทศว่า

“ที่ไหนมีกู ที่นั่นต้องไม่มีมึง”

เพราะฉะนั้น จึงต้องถามกันว่าเราจะรักษาพระศาสนาไว้ได้อย่างไร

คำตอบคือ เราสามารถรักษาพระพุทธศาสนาไว้ได้ด้วย ๒ วิธี คือ –

๑ ด้วยวิธีได้อำนาจรัฐ
๒ ด้วยวิธีสร้างวัดไว้ในหัวใจ

………………………..
๑ ด้วยวิธีได้อำนาจรัฐ
………………………..

เมื่อก่อนนี้ผู้ได้อำนาจรัฐในสังคมไทยคือพระมหากษัตริย์
และพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์นับถือพระพุทธศาสนา
พระพุทธศาสนาจึงได้รับการอุปถัมภ์บำรุงให้ดำรงอยู่ได้ในแผ่นดินไทยตลอดมา

นักวิชาการรัฐศาสตร์หรือนักวิเคราะห์สังคมมักจะวิเคราะห์ว่า-ผู้ได้อำนาจรัฐในสมัยโน้นใช้พระพุทธศาสนาเป็นเครื่องมือมอมเมาราษฎรให้ยอมสยบอยู่ใต้อำนาจ

ให้ราษฎรหวังสุขในชาติหน้า ตัวเองเสวยสุขในชาตินี้-ดังที่พวกหัวก้าวหน้าสอนกันในมหาวิทยาลัย

ก็เชิญว่ากันไปตามสบาย เพราะเป็นเสรีภาพทางวิชาการ

แต่พึงทราบว่าบรรพบุรุษของนักวิเคราะห์สังคมเหล่านั้นก็อาศัยแผ่นดินไทยนี้อยู่เป็นสุขสืบมาหลายชั่วคน-จนให้กำเนิดนักวิเคราะห์สังคมเหล่านั้นขึ้นมา

แล้วพอโตขึ้น มีวิชาแก่กล้า ก็หวนกลับมาด่าว่าพระพุทธศาสนาอย่างสนุกปาก

ผ่านประเด็นนี้ไป

ครั้นพอเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี ๒๔๗๕ ก็เกิดเปลี่ยนแปลงที่มาของผู้ได้อำนาจรัฐ

พระพุทธศาสนาเริ่มสั่นคลอนมาตั้งแต่บัดนั้น

แม้สังคมไทยจะยังมีพระมหากษัตริย์ แต่ก็ไม่เหมือนเดิม เพราะพระมหากษัตริย์ไม่ใช่ผู้ได้อำนาจรัฐอีกต่อไป

อำนาจรัฐไปอยู่ที่ใครก็ได้ มาจากไหนก็ได้ และทำอย่างไรก็ได้ให้ชนะการเลือกตั้งก็แล้วกัน

ญาติมิตรท่านหนึ่งเข้าไปคลุกคลีกับการเมืองอย่างโชกโชน ออกมายืนยันว่า วงการการเมืองคือ “ตอแหลแลนด์”

ปากพูดว่าจะทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

แต่เมื่อรับอำนาจรัฐที่ประชาชนมอบให้ไปแล้ว ก็เอาอำนาจนั้นไปทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง

ไม่ว่าใครจะจัดฉากให้ดูดีอย่างไร จะอธิบายแก้แทนอย่างไร ยกข้อดีข้อเสียของระบอบนั่นนี่โน่นมาเปรียบเทียบอย่างไร

ความจริงก็เป็นอย่างที่ว่านี้

ที่ผ่านมาก็เป็นอย่างที่ว่านี้

ที่กำลังขยับปีก ขยับหาง รอเลือกตั้งอยู่ตอนนี้ ก็จะเป็นอย่างที่ว่านี้ไม่เปลี่ยนแปลง

นักการเมือง-คือผู้ที่เข้ามาได้อำนาจรัฐ-ทุกพรรคทุกคนล้วนมีเป้าหมายอยู่ที่การตักตวงผลประโยชน์โดยใช้อำนาจหน้าที่เป็นเครื่องมือ

ไม่ได้ตั้งใจจะเข้ามาอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาแต่ประการใดทั้งสิ้น

พูดอย่างนี้คงถูกค้านว่า นักการเมืองที่ดีก็มีไม่ใช่หรือ

ใช่ นักการเมืองที่ดีก็มี แต่มี-เหมือนดอกบัวที่ตกลงไปในถังอุจจาระ

แม้ดอกบัวจะหอมชื่นอย่างไร ก็ไม่อาจกลบกลิ่นอุจจาระที่คละคลุ้งได้

ตรงกันข้าม กลิ่นอุจจาระต่างหากที่กลบกลืนกลิ่นดอกบัวจนหมดสิ้น

ตั้งแต่เรามีผู้ได้อำนาจรัฐที่มาจากการเลือกตั้ง ยังไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีคนไหนเลยที่ประกาศว่า –

ตั้งใจจะอุปถัมภก
ยอยกพระพุทธศาสนา

รัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งไม่เคยออกกฎหมายแม้แต่ฉบับเดียวที่มีหลักการและเหตุผลโดยเฉพาะตรงๆ ว่า-เพื่ออุปถัมภ์บำรุงส่งเสริมพระพุทธศาสนา (ถ้าผมพูดผิด กรุณาทักท้วงด้วยครับ เพราะอาจมี พรบ.บางฉบับที่ผมนึกไม่ออก เช่นการตั้งพุทธมณฑลเป็นต้น)

ตรงกันข้าม ญัตติใดๆ ที่เสนอเข้าไปเพื่ออุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนา อย่างเช่น ให้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ-จะถูกตีตกไปทั้งหมด ทุกเรื่อง ทุกครั้งที่มีการเสนอ

ทั้งๆ ที่สมาชิกแห่งรัฐสภาแทบทั้งหมดเป็นชาวพุทธ

แต่ขอประทานโทษ-เป็นพุทธตามทะเบียนบ้านทั้งสิ้น

ชีวิตจิตวิญญาณ ไม่ใช่

คนเหล่านั้นเข้ามาเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ส่วนตัว เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงไม่เคยคิดจะออกกฎหมายอะไรที่เป็นการอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนา-อันเป็นภารกิจที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงทำมาแต่กาลก่อน

คนเหล่านั้นชิงอำนาจมาจากพระมหากษัตริย์เพื่อจะเอาไปใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์อย่างเดียว

แต่ไม่ได้เอาหน้าที่ที่พระมหากษัตริย์ทรงอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนามาปฏิบัติด้วย-แม้แต่เรื่องเดียว

นักการเมืองของเราแยกพระพุทธศาสนาออกจากผลประโยชน์ส่วนตัวโดยสิ้นเชิง

ผลประโยชน์ส่วนตัวไม่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของพระพุทธศาสนา

พระพุทธศาสนาจึงไม่ใช่เป้าหมายที่จะต้องไปเอาใจใส่หรือจะต้องอุปถัมภ์บำรุงอะไรให้

นักการเมืองของศาสนานั้นเขาก็ทำเพื่อผลประโยชน์เช่นกัน แต่ในระบบของเขา การเมืองการปกครองกับศาสนาเป็นเรื่องเดียวกัน

ผลประโยชน์ของเขาจึงเป็นผลประโยชน์ของศาสนาเต็มๆ

ในขณะที่นักการเมืองของเราไม่จำเป็นต้องเอาใจใส่พระพุทธศาสนาให้เสียเวลา เอาแต่แสวงหาผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเองเต็มๆ

ประเทศของเราเป็นนิติรัฐ-ในความหมายที่ว่า “กฎหมายคือพระเจ้า”

ทุกอย่างตัดสินกันด้วยกฎหมาย

อยากให้อะไรเป็นอะไร ถ้าออกเป็นกฎหมายได้ ก็ต้องเป็นไปตามนั้น

ในขณะที่นักการเมืองชาวพุทธจ้องแต่จะออกกฎหมายเพื่ออำนวยประโยชน์ส่วนตัว

และในขณะที่ผู้บริหารการพระศาสนาของเราไม่เคยกระดิกหูในเรื่องเช่นนี้ ด้วยเหตุผลสำคัญที่ทุกฝ่ายต่างก็ยอมรับรองเห็นด้วยและอนุโมทนาสาธุ นั่นคือ พระสงฆ์ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง

นักการเมืองของศาสนานั้น (ซึ่งความเป็นจริงก็คือเป็นนักการศาสนาด้วยนั่นเอง) ก็ใช้ช่องทางและกลไกทางนิติบัญญัติฉวยโอกาสออกกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้ศาสนาของเขาได้เป็นว่าเล่น

หลังจากนั้น เมื่อเขาเสวยผลประโยชน์ใดๆ หรือใช้สิทธิ์กระทำการใดๆ ในการขยายอิทธิพลทางศาสนา เขาก็อ้างได้เต็มปากภาคภูมิว่า “ข้าพเจ้าทำตามกฎหมาย”

เห็นหรือยังว่าเหนือชั้นกันแค่ไหน

เรื่องแบบนี้ผู้บริหารการพระศาสนาของเราเหมือนเด็กอนุบาล
ในขณะที่ของฝ่ายนั้นเหมือนดอกเตอร์

เชื่อไหมว่า แม้แต่ขณะนี้เองผู้บริหารการพระศาสนาของเราก็ยังไม่ตื่น

ยังคงภาวนาต่อไปอย่างเคร่งครัดที่สุด-การศาสนาไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง

เพราะฉะนั้น จงอย่าได้แปลกใจ-ถ้าชาวพุทธ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ตื่นขึ้นมาในเช้าวันหนึ่งแล้วพบว่า ประเทศไทยมีศาสนานั้นเป็นศาสนาประจำชาติไปเรียบร้อยแล้ว-ตามกฎหมาย

——————-

ตามที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า การที่จะรักษาพระพุทธศาสนาไว้โดยใช้อำนาจรัฐนั้น มีแต่ความมืดมน

เพราะข้อเท็จจริง-อย่ามีหน้าไหนออกมาปฏิเสธเสียให้ยาก-ก็คือ –

คนของเขามุ่งมั่นให้ได้อำนาจรัฐ แล้วใช้อำนาจรัฐนั้นเพื่อผลประโยชน์ของศาสนา

แต่คนของเรามุ่งมั่นให้ได้อำนาจรัฐ แล้วใช้อำนาจรัฐนั้นเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง

การที่จะรักษาพระพุทธศาสนาไว้โดยใช้อำนาจรัฐจึงเป็นอันปิดประตูตาย

ท่านผู้ใดมีสติปัญญา มีบุญบารมี หากมองเห็นวิธีที่จะสามารถใช้อำนาจรัฐรักษาพระพุทธศาสนาไว้ได้ ก็จงเร่งคิดอ่านและเร่งทำการเข้าเถิด

แต่ในความคิดของผมนั้น มืดมนครับ

นอกจากจะมีใครไปอาราธนาเทพชั้นดุสิตองค์ใดองค์หนึ่งให้จุติลงมาเกิดเป็นพระเจ้าอโศกมหาราชเมืองไทยเท่านั้น จึงจะสามารถรักษาแผ่นดินผืนนี้ให้เป็นดินแดนแห่งกาสาวพัสตร์สืบต่อไปได้

……………
……………

แต่อย่าเพิ่งสิ้นหวัง เพราะเรายังมีวิธีรักษาพระพุทธศาสนาไว้ได้อีกวิธีหนึ่ง

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๒๖ กันยายน ๒๕๖๐
๑๐:๒๒