เรามาผิดทาง

—————

ผมเห็นภาพสามเณรรูปหนึ่ง สอบบาลีไม่ผ่าน นั่งกอดเข่าหน้าเศร้า

เห็นแล้วรู้สึกสงสารอย่างยิ่ง

แล้วก็สงสัยอย่างยิ่งว่าเราจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีถูกทางหรือผิดทางกันแน่

การศึกษาชนิดไหนกันที่มีผลทำให้ผู้ศึกษาต้องได้รับความทุกข์อันเนื่องมาจากการศึกษานั้นเอง

ผมว่าเรามาผิดทางแล้ว

เราควรจัดการศึกษาบาลีชนิดที่มุ่งให้ผู้เรียนมีความรู้เป็นหลักเพื่อใช้ความรู้นั้นเป็นเครื่องมือค้นคว้าพระธรรมวินัยให้แตกฉานกระจ่างแจ้งต่อไป

และที่สำคัญ วัดผลกันที่ความรู้และการเอาความรู้ไปใช้งานจริง

ไม่ใช่ที่ผลการสอบ

ท่านจะว่าการสอบนั่นแหละคือการวัดความรู้ – ก็ว่าได้

แต่ต้องเป็นการสอบเพื่อวัดกันว่า ณ วันที่สอบนั้นผู้เรียนสามารถปฏิบัติงานจริงได้แค่ไหน

ไม่ใช่วัดกันว่าวันนี้ใครสอบได้ใครสอบตก

นั่นคือวัดกันด้วยความเป็นจริงว่าผู้เรียนได้ความรู้มามากน้อยแค่ไหน พอหรือยัง หรือยังจะต้องเรียนอะไรต่อไปอีก จึงจะสามารถเอาความรู้ไปใช้งานได้จริง

ไม่มีคำว่าสอบได้หรือสอบตกมาเป็นกำแพง

อาจฟังดูเข้าใจยาก และแยกไม่ออกว่า สอบได้กับมีความรู้ต่างกันหรือเหมือนกันอย่างไร เพราะเรายึดติดกันมานานแล้วว่า วิธีวัดความรู้มีวิธีเดียว คือจัดการสอบแล้วประกาศว่าใครสอบได้ ใครสอบตก

เพราะฉะนั้นจะต้องเลิกจัดการศึกษาด้วยแนวคิดแบบนี้กันเสียที

อาจจะพูดใหม่ว่า-อย่าวัดความรู้ด้วยวิธีสอบแบบที่กำลังทำกันอยู่นี้ แต่ต้องใช้วิธีอื่น วิธีที่เมื่อวัดแล้ว ผู้เรียนจะยอมรับได้ด้วยตัวเองว่าตนมีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานจริงๆ มากน้อยแค่ไหน

ไม่ใช่วัดกันเพียงแค่ว่าใครได้ประกาศนียบัตรประโยคไหน

………………

ขออนุญาตเล่าเรื่องจริงสัก ๒ เรื่อง

เรื่องแรก พระคุณเจ้ารูปหนึ่งรับผิดชอบดูแลกิจกรรมอบรมบาลีก่อนสอบ มาบ่นให้ผมฟังในวันหนึ่งว่า “มหาประโยค ๕ นะโยมอาจารย์ อาตมาถามเรื่องวากยสัมพันธ์ ตอบไม่รู้เรื่องเลย นี่มันอะไรกัน”

เรื่องที่สอง เจอกับตัวเองเต็มๆ วันหนึ่งผมแบกคัมภีร์นอกหลักสูตรไปหาประโยค ๙ ท่านหนึ่ง ขอความช่วยเหลือให้ช่วยแปลอะไรให้สักเรื่องเถอะ ผมจะได้พอมีเวลาหันไปทำเรื่องอื่นสักหน่อย ท่านดูๆ คัมภีร์แล้วก็ตอบเต็มปากเต็มคำว่า “แปลไม่ได้”

………………

จะว่าเผอิญไปเจอแบบนั้นเข้าเอง ก็อาจเป็นได้

แต่ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ-นั่นคือผลผลิตจากการเรียนที่มุ่งผลสอบได้เป็นเกณฑ์

และผมเชื่อว่ายังมีแบบนี้อีกเยอะ

เพราะฉะนั้น ต้องปฏิรูปกันใหม่

ถ้าเพียงแค่ต้องการจะผลิตพลเมืองดีส่งมอบให้สังคม
เราไม่จำเป็นต้องลงทุนเรียนบาลีก็ได้

เรียนบาลีจึงต้องมีเป้าหมายไกลกว่านั้น

คือเพื่อศึกษาพระธรรมวินัยวิจัยพระคัมภีร์
และแก้ปัญหาทั้งปวงเกี่ยวกับพระธรรมวินัยที่สังคมสงสัย

เพื่อผลดังกล่าวนี้ สิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างแรกก็คือ ต้องบอกผู้เรียนบาลีตั้งแต่แรกไปเลยว่า เราจะเรียนเพื่อให้มีความรู้

ไม่ใช่เรียนเพียงเพื่อให้สอบได้

สอบได้เป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น ไม่ใช่จุดมุ่งหมาย

แล้วจัดการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงการสอบชนิดที่ใครได้ใครตก

แต่คำนึงอย่างยิ่งว่าใครมีความรู้แล้วหรือยัง และพร้อมที่จะใช้ความรู้ไปปฏิบัติการจริงได้มากน้อยแค่ไหน

หาวิธีวัดผลกันที่ตรงนั้น

ผมเชื่อว่าสามเณรที่นั่งหน้าเศร้านั้นก็มีความรู้ครับ

และพระภิกษุสามเณรอีกเป็นอันมากที่สอบตกก็ล้วนแต่มีความรู้ทิ้งสิ้น มากหรือน้อยตามความสามารถของแต่ละท่าน

แต่วิธีจัดการศึกษาของเราไม่ส่งเสริมความรู้ที่มีอยู่นั้นให้งอกงามขึ้นไปตามที่ควรจะเป็น

เราใช้วิธีวัดผลที่-เมื่อทำไปแล้วกลายเป็นการปิดกั้นบั่นทอนกำลังใจโดยคาดไม่ถึง

เราไม่ใช้วิธี “ต่อยอด” ความรู้

แต่ใช้วิธี “ตัดยอด” ความรู้

เหมือนต้นไม้ในแปลงเพาะปลูก

ต้นไหนเหี่ยวเฉา จะถูกคัดออก
ต้นไหนงามอวบอ้วน จะถูกคัดเอา

ต้นที่เหี่ยวเฉา เราก็ปล่อยให้เหี่ยวเฉาต่อไป
ไม่มีแผนว่าจะบำรุงฟื้นฟูอย่างไร

ต้นที่งามอวบอ้วนที่ถูกคัดเอาไว้
ก็ไม่มีแผนว่าจะเอาไปทำอะไร คัดมากองมาเก็บไว้เฉยๆ

คนที่สอบตก เราก็ไม่มีเป้าหมายที่จะบูรณาการเติมเต็มความรู้จนพอที่จะเอาไปใช้งานได้

คนที่สอบได้ เราก็ไม่มีเป้าหมายว่าจะเอาไปใช้งานอะไร

เราไม่ได้เรียนบาลีเพื่อใช้งาน
แต่เรียนเพื่ออะไรก็ไม่รู้

ผมไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี

รู้แต่ว่า เรามาผิดทางครับ

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๙ มีนาคม ๒๕๖๑
๑๗:๒๑