เรื่องที่พระมหาอภิชาติ ลาสิกขา ไม่มีเรื่องอะไรที่ต้องกังวล…

พุทธศาสนา ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ ๆ ๔ อย่าง คือ

๑. พุทธศาสนา ประกอบด้วยพุทธบริษัท ๔ (ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา) ไม่ใช่เป็นของผู้ใดผู้หนึ่ง หรือเป็นกรรมสิทธิ์ของใคร, พุทธศาสนา ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของพระภิกษุ  ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ขององค์กรใด องค์กรหนึ่งในพระพุทธศาสนา…พุทธศาสนาเป็นสิทธิ์ของทุกคนและทุกองค์กรทั่วโลกที่นับถือพุทธศาสนา // ผู้ใดเข้าถึงธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเป็นเจ้าของแห่งธรรม…// ไม่มีใครแย่งชิงพระพุทธศาสนาไปจากเราได้ ถ้าเราเข้าใจ เหมือนกับคำว่า “บุญ” ไม่มีใครแย่งบุญไปจากเราได้ “ปุญฺญํ โจเรหิ ทูหรํ” บุญ ไม่มีโจรหน้าไหนแย่งชิงเอาไปได้…ฯ

๒. พระพุทธศาสนา ประกอบด้วยพระธรรม คำสั่งสอน ที่อยู่ในรูปแบบของพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา….คัมภีร์ ตำรา อักษร ภาษา หนังสือ….// และข้อประพฤติปฏิบัติ คือศีล สมาธิ ปัญญา ที่ไม่ได้อยู่ที่คัมภีร์ ตำราใด ๆ แต่อยู่ในจิตใจ ในความรู้ของแต่ละบุคคล….

อนึ่ง พระธรรม คำสั่งสอน นี้เอง จัดเป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังที่ได้ทรงตรัสกับพระอานนท์เถระ ว่า “โย โว อานนฺท ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺญตฺโต, โส โว มมจฺจเยน สตฺถา” แปลว่า “ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยใด อันเราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่เธอทั้งหลาย, ธรรมและวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย โดยอันล่วงไปแห่งเรา” ฯ และอีกที่หนึ่งทรงตรัสกับพระวักลิว่า “โย โข วกฺกลิ ธมฺมํ ปสฺสติ, โส มํ ปสฺสติ, โย มํ ปสฺสติ โส ธมฺมํ ปสฺสติ” แปลว่า “ดูก่อนวักลิ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา, ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้น ชื่อว่า เห็นธรรม” ฯ

๓. พระพุทธศาสนา มีเสนาสนวัตถุ เช่น วัดวาอาราม วิหาร เจดีย์…เป็นองค์ประกอบ

๔. พุทธศาสนา มีพิธีกรรมต่าง ๆ เป็นองค์ประกอบ…

พุทธศาสนา มีความที่จะลบเลือนหายไป ตามกาลเวลาอยู่แล้ว …ในข้อนี้ แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงได้ทำนายไว้ว่าพุทธศาสนา คือคำสอนของพระองค์จะเลือนหายไปในช่วงระยะเวลา โดยประมาณ ๕,๐๐๐ ปี

แม้ในขณะปัจจุบันนี้ เวลาจะผ่านมาสองพันห้าร้อยกว่าปี นับแต่ทรงดับขันธ์ปรินิพพาน พุทธศาสนา ในเชิงของคำสอนและการได้บรรลุธรรมขั้นสูง ก็เสื่อมลงไปมาก อริยบุคคลแทบหาไม่ได้แล้ว ที่นับถือเหลือ ๆ อยู่ก็นับถือแบบผิด ๆ ถูก ๆ แบบผสมปนเป ทั้งพุทธ พราหมณ์ ผี…ผสมกันจนแยกไม่ออก ว่าอันไหนเป็นพุทธแท้ ๆ

หลายคน คงจะได้ยินคำว่า “พุทธันดร” ซึ่งแปลว่า “ระหว่างแห่งพระพุทธเจ้ากับพระพุทธเจ้าอีกองค์” หมายความว่า ช่วงระยะเวลาที่สูญสิ้นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งไปแล้ว กับพระพุทธเจ้าองค์ใหม่จะเสด็จมาอุบัตินั้น ช่วงระยะเวลาที่ว่างจากพระศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนกับพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ที่จะมาตรัสนั้น นั่นเอง ท่านเรียกว่า “พุทธันดร” (พุทธะ + อันตระ) เป็นช่วงระยะเวลาที่ยาวนานมาก…

แต่สำหรับปัจจุบันนี้ ทั้ง ๆ ที่ยังมีคำสอนของพระพุทธเจ้าสมณโคดมอยู่ แต่สำหรับบางคน ช่วงระยะเวลานี้ จัดเป็นพุทธันดรสำหรับเขา ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่า แม้พระพุทธเจ้าจะเสด็จมาตรัส หรือไม่เสด็จมาตรัส บุคคลเหล่านั้นก็ไม่สนใจ ไม่ได้นับถือพระพุทธเจ้า ไม่ได้นับถือพุทธศาสนาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ช่วงเวลานั้น ๆ สำหรับเขา จึงจัดเป็นพุทธันดร เพราะว่างจากพระพุทธเจ้า ว่างจากพระพุทธศาสนาอยู่นั่นเอง…ฯ

ความจริงแล้ว ความเป็นอยู่ได้แห่งพระพุทธศาสนา หรือความอยู่แบบยั้งยืนนานของพระพุทธศาสนานั้น อยู่ได้ด้วยอำนาจของของปัญญา พุทธศาสนา อยู่ด้วยอำนาจของปัญญาความรู้ ความเข้าใจของบุคคล ไม่ใช่อยู่ได้ด้วยอำนาจของโมหะ ความหลง งมงาย…ซึ่งทุกวันนี้ มีลักษณะหลง งมงายไปอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นความประพฤติที่วิปริตไปในลักษณะต่าง ๆ, วินัยบัญญัติโดยส่วนมากก็ประพฤติปฏิบัติไม่ได้… ในส่วนของการปฏิบัติสมาธิกรรมฐาน ก็เป็นไปในหลายรูปแบบ ออกไปทางปลุกเสก เลขยันต์..ปลุกเสกวัตถุ เครื่องรางของขลัง…บางอย่างก็ออกไปทางเดรัจฉานวิชา ออกไปทางพุทธพาณิชย์…สาระพัด ที่เป็นพุทธแท้ ๆ มุ่งมั่น คันถธุระ,วิปัสสนาธุระจริง ๆ ก็หาได้น้อย…

พุทธศาสนา ว่าโดยสิ่งสำคัญ ก็อยู่ที่ตัวบุคคล คือตัวเรา กับพระธรรมคำสั่งสอนเท่านั้น

บุคคล กับ พระธรรม คำสั่งสอนนั้น เกี่ยวเนื่องกัน แยกกันไม่ออก พระธรรมจะปรากฎแก่ชาวโลกได้ ก็เพราะการได้เรียนรู้ ได้รับรู้ ซึ่งเกิดจากปัญญา ๓ อย่าง คือ
– สุตมยปัญญา ปัญญาอันเกิดจากการฟัง
– จินตามยปัญญา ปัญญาอันเกิดมาจากการนำสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมานั้น มาคิดพิจารณา ใคร่ครวญ…
– ภาวนามยปัญญา ปัญญาอันเกิดมาจากการได้อบรมจิตในลักษณะของกรรมฐาน ๒ อย่าง คือ สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน

พระพุทธเจ้า จะได้ชื่อว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เพราะว่าได้บรรลุอรหัตตมรรค-อรหัตตผล ได้บรรลุถึงนิพพาน // อรหัตตมรรค-อรหัตตผล นิพพาน แม้มีอยู่ก็จริง แต่ก็มีอยู่แบบอัพโพหาริก คือกล่าวไม่ได้ว่ามีอยู่ ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าไปตรัสรู้ // ในทางตรงกันข้าม ถ้า มรรค ผล นิพพาน ไม่มีอยู่จริง ก็จะเกิดมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ เช่นกัน… เพราะไม่รู้จะไปบรรลุอะไร เมื่อ มรรค ผล นิพพาน ไม่มีอยู่จริง ฯ

มรรค ผล นิพพาน เป็นธรรมที่สูงสุดนั้น เป็นธรรมที่มีอยู่ แต่การจะรู้ว่ามีอยู่จริง ๆ ก็ต้องอาศัยปัญญาอันประกอบอยู่กับจิตเข้าไปรับรู้ // จิตและปัญญา เป็นต้นนั้นก็ต้องอาศัยอยู่กับบุคคลหรือเป็นตัวประกอบให้เกิดบุคคล, คือคำว่า “บุคคล” เป็นองค์รวมแห่ง ขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ปัญญาและจิต ก็อยู่ในส่วนของสังขาร และวิญญาณ ปัญญาและจิต ที่เกิดขึ้นรับนิพพานเป็นอารมณ์ ทำหน้าที่ประหารกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาณ
– จิตนั้น ได้ชื่อว่า มรรคจิต
– มรรจิตนั้นเกิดขึ้นกับบุคคล, บุคคลผู้นั้น ก็ได้ชื่อว่า “มรรคบุคคล”
– เมื่อมรรคจิตดับลง ผลจิตเกิดขึ้น บุคคลผู้นั้น ก็ได้ชื่อว่า “ผลบุคคล”
– และบุคคลผู้มีจิตซึ่งได้บรรลุ มรรคและผลใด ๆ….ก็ได้ชื่อว่า เป็นมรรคบุคคลและผลบุคคลตามมรรคและผลจิตนั้น ๆ เช่นจิตได้บรรลุโสตาปัตติมรรคจิต โสตปัตติผลจิต…บุคคลก็ได้ชื่อว่า โสตาปัตติมรรคบุคคล,โสดาปัตติผลบุคคล ตามลำดับ…เป็นต้น

นี่คือตัวอย่างที่ยกให้เห็นว่า “บุคคลกับธรรม” มีความสัมพันธ์กัน เกี่ยวเนื่องเกี่ยวโยงกันในลักษณะนี้ …

เพราะฉะนั้น จึงกล่าวว่า อย่าไปวิตกกังวลอะไรกับตัวบุคคล บุคคลต่าง ๆ ในพระพุทธศาสนา เป็นปัจเจกบุคคล คือใครทำใครได้, ใครปฏิบัติใครได้, ใครให้ทานผู้นั้นก็ได้..ใครทำดี ทำเลว ผู้นั้นก็ได้สิ่งนั้นเป็นของเฉพาะตน.ใครบรรลุ ผู้นั้นก็ได้เฉพาะตน… (ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ)

VeeZa
๒๒ กันยายน ๒๕๖๐