เรื่อง ปาณาติบาต กับ กฏหมายอาญา ว่าด้วยการฆ่า

อติปาต แปลว่า ทำให้ตกล่วงไป หรือ ฆ่า, ทำให้ชีวิตขาดสะบั้นลง,  ส่วนคำว่า ปาณ แปลว่า ปราณ หรือสัตว์มีชีวิต ได้แก่ ชีวิตรูป และ ชีวิตนาม คือชีวิตนทรีย์เจตสิก สองคำนี้รวมกันแล้ว คือ ปาณาติบาต แปลว่าทำให้สัตว์นั้นตายลง (ทำให้ชีวิตรูป และชีวิตนามขาดสะบั้นลง ไม่สืบต่อในภพนี้)

การทำอกุศลต่างๆนั้น มีแบบที่

– เข้าถึงกรรมบถก็มี
– ที่ไม่ล่วงกรรมบถก็มี

แต่ถ้าล่วงกรรมบถแล้ว การกระทำนั้นก็สำเร็จเป็นชนกกรรมสามารถนำให้เกิดในอบายภูมิได้ แต่ถ้าการกระทำนั้นไม่ล่วงกรรมบถ ก็ไม่ให้ผลปฏิสนธิในอบายภูมิ แต่ให้ผลในเวลาปวัตติกาล คือ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้นั้น ตั้งแต่นั้นต่อไป ต้องประสบกับความยากลำบากต่างๆ

พูดง่ายๆว่า ไม่ตกนรกแต่ต่อไปชีวิตก็จะลำบาก

– ปโยคะ คือ ความเพียรพยายามในการกระทำปาณาติบาตอันเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่ง ให้เข้าถึงอกุศลกรรมบถนั้น มีอยู่ ๖ อย่างแต่ไม่ขอกล่าว เพราะจะยาวเกิน

องค์ประกอบ หรือ ปโยคะ ในการทำอกุศลปาณาติบาต ที่จะก้าวล่วงกรรมบท หรือ สำเร็จนั้นต้องประกอบด้วยองค์ ๕ คือ

๑.) สัตว์มีชีวิต
๒.) รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต
๓.) มีจิตคิดจะฆ่า
๔.) ทำความเพียรเพื่อฆ่าให้สัตว์นั้นตาย
๕.) สัตว์นั้น ตายลงเพราะความเพียรนั้น

ดังนั้นหากขาดองค์ประกอบ ๕ อย่างนี้ ก็ไม่สำเร็จเป็นกรรมบถ คือ ไม่ใช่ฆ่าสัตว์

องค์ธรรมของการฆ่าสัตว์ ได้แก่เจตนาใน โทสมูลจิต ๒ ที่มีอารมณ์เกี่ยวกับการฆ่าสัตว์

ถ้าไม่มีเจตนาฆ่า คือ ไม่มีจิตคิดจะฆ่า บาลีท่านใช้คำว่า วธกจิตฺตํ หรือ วธกเจตนา เจตนาตัวนี้เกิดในโทสะ ไม่ใช่ ในโลภะ

ดังนั้นถ้าไม่มีเจตนาฆ่า แต่สัตว์นั้นดันตาย ก็ไม่ใช่ปาณาติบาต

การไม่มีเจตนาที่จะฆ่า คือไม่มีจิตคิดจะฆ่า ก็ไม่สำเร็จเป็นกรรมบถ ไม่เข้าถึงกรรมบถ จึงไม่เป็นปาณาติบาต แต่ผลของการกระทำนั้นไปทำให้สัตว์นั้นตาย บุคคลผู้กระทำนั้นชีวิตในภายหลังจากการที่กระทำ หรือที่บาลีเรียกว่า ในเวลาปวัตติกาล ก็หนีไม่พ้นที่ชีวิตจะลำบาก ประสบกับปัญหาต่างๆ ได้เห็นไม่ดี ได้ยินไม่ดี ได้สัมผัสไม่ดี เป็นต้น หรืออาจจะถูกเขาฆ่าตาย โดยที่คนฆ่าก็ไม่มีเจตนาจะฆ่า หรือจะให้ตายก็ได้…

แต่ถ้ามีเจตนาฆ่า แต่สัตว์นั้นไม่ตาย ก็ไม่เป็นกรรมถอีกอยู่ดี เพราะสัตว์มันไม่ตาย คือถึงแม้มีเจตนาฆ่า แต่ฆ่าไม่สำเร็จ ก็เพียงส่งผลให้ชาตินี้เห็นไม่ดี ได้ยินไม่ดี ได้สัมผัสไม่ดี มีความเป็นอยู่ที่ไม่ดี ชีวิตยากลำบาก ฯลฯ คือเป็นผลที่ไม่แน่นอน มันคือตัว อกุศลวิบาก ๗ ดวงนั่นเอง

มี ๒ แบบ ที่กล่าวมาคือ เข้าถึงกรรมบถ กับ ไม่ล่วงกรรมบถ

ในพุทธศาสนาการฆ่าสัตว์ที่เป็นมหาสาวัชชะ คือมีโทษมาก ขึ้นอยู่กับหลัก ๓ อย่าง คือ

๑.) ถ้าเป็นสัตว์ใหญ่ก็บาปมาก (สัตว์ใหญ่ต้องใช้เวลามากเพื่อให้ตาย ต้องใช้ความเพียรมากเพื่อให้ตาย เช่นวางแผน หาผู้ช่วย หรือจ้างวาน หรือ จัดหาอาวุธเข้าประหัดประหารเพื่อให้สมประสงค์)
๒.) ถ้าเป็นสัตว์ที่มีคุณธรรมมาก เช่น พระภิกษุ, สามเณร, อุบาสิกา ก็มีโทษมากกว่าผู้ไม่มีคุณธรรมหรือศีลธรรม เช่นพวกโจรผู้ร้ายเป็นต้น และ
๓.) ความเพียรของการฆ่า คือถ้าเพียรมาก ใช้เวลานานมาก ใช้ความพยายามมากเพื่อจะทำให้เขาตาย ก็บาปมากเพราะ วิถีจิตที่เป็นอกุศลเกิดขึ้นเป็นเวลานาน

แต่ถ้าตรงกันข้ามกับสามข้อนี้ เขาเรียกว่า อัปปสาวัชชะ คือมีโทษ แต่มีโทษน้อยกว่า

แต่ที่แปลกเข้าไปอีกในพระอภิธรรม ท่านกล่าวว่า

ถ้าผู้กระทำปาณาติบาตกรรมโดยรู้ว่าการกระทำเช่นนี้เป็นอกุศลกรรม มีโทษ ไม่ควรกระทำ แต่ก็ได้กระทำลงไปด้วยเหตุหนึ่งเหตุใดก็ตาม ย่อมมีโทษน้อยกว่า ผู้กระทำปาณาติบาตกรรม โดยไม่รู้ว่า การกระทำเช่นนี้เป็นอกุศลมีโทษไม่ควรทำ แต่ก็ได้กระทำลงไป

ทั้งนี้เพราะความไม่รู้ว่าเป็นอกุศล ย่อมเป็นผู้ประกอบด้วยมิจฉาทิฐิอย่างแรงกล้า ฉะนั้นจึงต้องรับโทษมาก เป็นมหาสาวัชชะ

อุปมาเหมือนช่างตีเหล็ก เผาเหล็กจนร้อนจัด แล้วเอาออกจากเตามาวางไว้ ช่างตีเหล็กนั้น ย่อมรู้ว่าก้อนเหล็กนั้นร้อน ฉะนั้น เมื่อจำเป็นจะต้องเอามือไปจับก้อนเหล็ก ก็ย่อมรู้ประมาณในความร้อน ไม่จับเหล็กนั้นลงไปเต็มที่

แต่ถ้าผู้มาภายหลัง ไม่รู้ว่าก้อนเหล็กนั้นร้อน มีความอยากรู้ ย่อมจับก้อนเหล็กนั้นอย่างเต็มที่ จนทำให้มื้อไหม้เกรียมไป ข้อนี้ฉันใด ผู้ที่รู้ว่า การกระทำเช่นนี้ เป็นอกุศลกับผู้ที่ไม่รู้ว่า การกระทำเช่นนี้เป็นอกุศล โทษที่พึงได้รับของทั้ง ๒ คนย่อมมากน้อยต่างกัน ฉันนั้น

กฎหมายอาญาไทยถือการลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดด้วยเจตนาเป็นหลัก ถ้าไม่มีเจตนาอาจผิดแบบอื่นมีโทษน้อยกว่า เช่น ประมาท

เจตนาในทางกฎหมายก็คือ

– ประสงค์ต่อผล หรือ
– ย่อมเล็งเห็นผล

ถ้าเขาบอกว่าประมาทก็แปลว่าไม่มีเจตนา โทษมันก็จะเบาลง เพราะเขาสั่งฟ้องในข้อหาว่ากระทำโดยประมาท ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ถือว่าไม่มีมูลเหตุชักจูงใจโดยทุจริต

แต่ในเรื่องอาชญาวิทยา เขาให้คำจำกัดความ คำว่าอาชญากรไว้ว่า คือ บุคคลที่กระทำผิดติดสันดาน หรือ บุคคลที่มีลักษณะชั่วในบุคลิกภาพ

ท่านผู้อ่านว่าคนที่ชอบกระทำความผิดบ่อยๆ แบบเดิมซ้ำๆ เขาเป็นประมาทหรือเปล่า คือบุคลิกเขามักกระทำผิดติดสันดาน

กับอีกแบบ คือกระทำความผิดแล้ว ไม่รู้สึกรู้สาอะไร จากนั้นมีเหตุบรรเทาโทษให้ เขาให้ปรับปรุงตัวโดยให้พนักงานคุมประพฤติดูแลเอาใจใส่ แต่ก็ไม่เคยสนใจจะทำ ท่านผู้อ่านว่าเขามีลักษณะชั่วในบุคคลิกภาพหรือไม่

กฎหมายกับพุทธศาสนามีความใกล้เคียงกัน แต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียวครับ

รอดจากคุกตารางไปได้เพราะความรวย หรือมีเงินจ้างทนายดี ทนายเก่ง หลุดคดี หรือ หนีจนขาดอายุความ แต่ ตั้งแต่นี้ต่อไปในกาลข้างหน้าชีวิตก็ไม่อาจมีทางสงบสุข

ข้อสังเกต การฆ่าตัวตายไม่ใช่ปาณาติบาต เพราะไม่ได้ทำต่อสัตว์อื่น แต่ที่เป็นบาปธรรมเพราะเกิดโทสะ ประทุษร้ายอารมณ์ เป็นระยะเวลานานก่อนจะทำลายชีวิตตัวเองสำเร็จ มีโทษไปอบายภูมิเหมือนกัน

บาลีท่านว่า

มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา    มโนเสฏฺฐา มโนมยา
มนสา เจ ปทุฎฺเฐน         ภาสติ วา กโรติ วา
ตโต นํ ทุกฺขมเนฺวติ         จกฺกํว วหโต ปทํ

ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นหัวหน้า สำเร็จได้ด้วยใจ ถ้าบุคคลใด มีใจชั่วแล้ว พูดอยู่ก็ตาม ทำอยู่ก็ตาม เพราะความชั่วนั้น ทุกข์ย่อมตามบุคคลนั้นไป ดุจล้อหมุนตามรอยเท้าแห่งโค ที่นำแอกไปอยู่ ฉะนั้น

ทุกคนต้องจากโลกนี้ไป

วันหนึ่งก็จะถึงเวลา ที่ไม่รู้ว่าโลกนี้เป็นอย่างไรต่อไปอีกแล้ว เพราะว่าจากไปสู่โลกอื่น แต่ว่าจะจากไปสู่ที่ไหน ถ้าเป็นผลของกุศล บุญนั้น ชื่อว่า “ตาณะ” เพราะหมายความว่า เป็นที่ต้านทานของผู้ไปสู่ปรโลก จะต้านทานไม่ให้ไปสู่อบายภูมิทั้ง ๔ ซึ่งเป็นภูมิที่ไหลไปโดยง่าย

๑.) มนุษย์ในกามภูมิ เกิดมาจากกรรม และยังเกิดมาเพื่อทำกรรม

๒.) ถ้าทำปาณาติบาต เข้าถึงกรรมบท ครบองค์ประกอบ ให้ผลตรงตัว แน่นอน คือต้องไปปฏิสนธิในอบายภูมิ พูดอย่างง่ายๆ คือ ตายแล้วตกนรกแน่นอน

แม้แต่ผู้มีอาชีพที่ต้องกระทำตามหน้าที่ ตามกฏหมาย เช่น เพชรฆาตต้องสังหารนักโทษตามหน้าที่ ทหาร ตำรวจ ที่ต้องปฏิบัติการรบ ฆ่าฟัน ศัตรู หรือ ผู้ประกอบอาชีพ ฆ่าสัตว์ ฆ่าไก่ ชาวประมง จะอ้างทำเพื่อให้ผู้อื่นได้กิน ก็ไม่มีข้อยกเว้น เป็นอกุศลกรรมที่จะต้องได้รับผลตรงตัวในเวลาปฏิสนธิกาล คือ ต้องไปเกิดในอบายภูมิแน่นอน

๓.) แต่ถ้าไม่ล่วงกรรมบถ เช่นไม่มีเจตนาฆ่า แต่ผลของการกระทำนั้นก็ทำให้สัตว์นั้นตาย ก็ถือว่าเป็นกรรมที่ตัวก่อไว้ แบบนี้เรียกว่าให้ผลไม่ตรงตัว คือตายไปแล้วไม่ตกนรก แต่จะได้รับผลในเวลาปวัตติกาล ทำให้มีชีวิตไม่ราบรื่น เห็นไม่ดี, ได้ยินไม่ดี, ได้สัมผัสไม่ดี ชีวิตมีอุปสรรค ได้รับความลำบาก

ส่วนผลจะปรากฏในชาตินี้หรือชาติหน้าก็แล้วแต่ ถ้าชาตินี้ทำกุศลกรรมไว้มาก กุศลมีกำลังมากพอ ตัวกุศลมันก็ไปกดไม่ให้อกุศลมีฤทธิ์ ก็คือมันก็ไม่สามารถสนองผลให้ได้ในเวลาปวัตติกาล แต่อกุศลตัวนั้นมันก็ยังคงอยู่เรื่อยไปรอสนองในชาติหน้า หรือชาติต่อๆไปได้

แต่ถ้าชาตินี้ ชีวิตไม่เคยทำกุศลเลย ผลในเวลาปวัตติกาลมันก็สนองได้ทันทีในชาตินี้ แต่ถ้ามันไม่สนองในชาตินี้มันก็ตามไปสนองในชาติหน้า ไม่ได้หายไปไหน ติดตามไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสิ้นวัฏฏะสังสารของตัวเอง คือสิ้นกรรมไม่เกิดอีก ก็คือไปส่งผลในเวลาปวัตติกาลในชาติหน้า หรือชาติต่อๆไปนั่นเอง รายละเอียดต้องไปศึกษาเรื่องกรรม ซึ่งมีหลายตอนมาก

ส่วนทางกฎหมายถือเจตนา และเรื่องของอายุของผู้กระทำผิด เช่น บรรลุนิติภาวะหรือยัง ให้ต้องรับโทษ หรือได้ลดหย่อน หรือได้รับยกเว้นโทษแล้วแต่กรณี ซึ่งต่างจากอภิธรรมดังที่กล่าว ดังนั้น ในทางอภิธรรม คนเราขึ้นชื่อว่าไปเอาชีวิตสัตว์ใดไว้ ผลกรรมย่อมจะต้องได้รับ ไม่มีข้อยกเว้น จะมากจะน้อยแล้วแต่การกระทำของตัวเองนั่นเอง

ขอให้ การอ่าน การศึกษา ของทุกท่านตามกุศลเจตนา ได้เป็นพลวปัจจัย เพิ่มพูลกำลังสติ กำลังปัญญา ให้สามารถนำตนให้พ้นจากวัฏฏทุกข์ด้วยเทอญ

ณัฏฐ สุนทรสีมะ

เพจ พระอภิธัมมัตถสังคหะ

https://m.facebook.com/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A…/