แล้วก็มาถึงยุคสมัยปลาเป็นลอยตามน้ำ

————————————-

ธรรมชาติของปลาเป็นย่อมว่ายทวนน้ำ
ปลาที่ลอยตามน้ำคือปลาตาย

– เมื่อปราชญ์พบปราชญ์

………………

มีญาติมิตรบางท่านตั้งข้อสังเกตว่า หมู่นี้ทำไมผมจึงขยันพูดถึงการตีระฆังทำวัตรตอนตีสี่บ่อยๆ ผมต้องการจะสื่ออะไร

ตอบได้เลยครับว่า ต้องการสื่อถึงโทษของการไม่ถ่ายทอดสืบต่อ

ผมสังเกตเห็นได้ว่า ณ วันนี้ พระภิกษุสามเณร และแม้แต่ชาวบ้าน เมื่อได้เห็น “สื่อ” ตีระฆังทำวัตรตอนตีสี่ของผม ส่วนมากแม้ไม่ค้าน แต่ก็ไม่เห็นคล้อย พูดตรงๆ ก็คือไม่รู้สึกว่าจำเป็นอะไรที่พระจะต้องตื่นตีสี่ เคาะระฆัง ทำวัตรสวดมนต์ ไม่ทำเช่นนั้นก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไร (และอาจแถมด้วยว่า-ถึงทำเช่นนั้นก็ไม่เห็นว่าจะได้อะไรขึ้นมา)

ที่รู้สึกเช่นนั้นก็เพราะไม่เคยอยู่ในบรรยากาศแบบนั้นเหตุการณ์แบบนั้นมาก่อน

ที่ไม่เคยอยู่ในบรรยากาศแบบนั้นเหตุการณ์แบบนั้นมาก่อน ก็เพราะขาดการถ่ายทอดต่อเนื่องกันมา

เทียบให้เห็นง่ายๆ – เด็กไทยสมัยนี้นั่งพับเพียบไม่เป็น

คำว่า “นั่งพับเพียบไม่เป็น” ในที่นี้หมายความว่า ถ้าบอกให้เด็กคนหนึ่งนั่งลงกับพื้น เด็กคนนั้น-ไม่ว่าหญิงหรือชาย-จะนั่งขัดสมาธิทันที

และผู้ใหญ่-ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หรือครู-มักจะเห็นว่าการที่เด็กนั่งขัดสมาธิเป็นเรื่องธรรมดา ไม่เสียหายอะไร ก็จึงไม่เคยแนะนำสั่งสอนมารยาทในการนั่งว่าเมื่อใดที่ใดนั่งขัดสมาธิได้ เมื่อใดที่ใดที่ต้องนั่งพับเพียบ

เด็กก็ติดนิสัย นั่งที่ไหนก็นั่งขัดสมาธิทุกทีไป แล้วก็ไม่มีใครว่าอะไรทุกทีไปเช่นกัน

ครูนำเด็กกลุ่มหนึ่งไปร่วมพิธีทำบุญวันพระที่วัด พอเข้าไปในศาลาทำบุญ เด็ก-ทั้งชายทั้งหญิง-ก็นั่งขัดสมาธิทันทีตามที่เคยนั่ง

แม้หลวงพ่อจะบอกหรือครูจะสั่งให้นั่งพับเพียบ เด็กก็นั่งพับเพียบอย่างทุลักทุเล นั่งไปๆ ก็กลับไปนั่งขัดสมาธิอีกตามที่เคย

แน่นอน ถ้าไม่แนะนำ ไม่พร่ำสอน หรือระอาที่จะแนะนำ-ซึ่งก็มักจะเป็นเช่นนั้น-เด็กก็จะไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องนั่งพับเพียบ

นอกจากไม่เห็นความจำเป็นแล้ว อาจจะเถียงหรือหาเหตุผลมาอธิบายว่าการนั่งพับเพียบมีข้อเสียอย่างไร เกิดโทษต่อร่างกายอย่างไร-ไปโน่นเลย

พอเด็กรุ่นที่นั่งพับเพียบไม่เป็นหรือไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องนั่งพับเพียบเหล่านี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ มีครอบครัว มีลูก คราวนี้ก็เป็นอันแน่นอนว่าเด็กรุ่นลูกนั้นจะเป็นเด็กที่นั่งพับเพียบไม่เป็นโดยสายเลือด และสังคมไทยก็จะไม่มีคนที่รู้จักนั่งพับเพียบอีกต่อไป-เหมือนฝรั่งที่นั่งพับเพียบไม่เป็นมาตั้งแต่เกิดนั่นแหละ

มองเห็นหรือไม่ว่า วัฒนธรรมการนั่งพับเพียบจะสูญไปจากสังคมไทยได้อย่างไร

ถึงตอนนั้น ใครพูดถึงการนั่งเพียบให้คนไทยฟัง คนไทยก็จะรู้สึกเหมือนได้ฟังเรื่องไร้สาระชนิดหนึ่งเท่านั้น

การนั่งพับเพียบไม่เป็น (ในอนาคตอันใกล้) ฉันใด

การที่พระภิกษุสามเณรตื่นตีสี่ เคาะระฆัง ทำวัตรสวดมนต์ในระหว่างพรรษาที่ผมพยายามพูดถึง ก็ฉันนั้น คือพระภิกษุสามเณรสมัยนี้และผู้คนสมัยนี้ฟังแล้วก็รู้สึกเหมือนได้ฟังเรื่องไร้สาระชนิดหนึ่งเช่นเดียวกัน

ถ้าเรายังไม่เห็นโทษภัยของการไม่อบรมสั่งสอนถ่ายทอดสืบต่ออยู่เช่นนี้ วิถีชีวิตสงฆ์อีกหลายๆ อย่างจะสูญสิ้นหมดไป

เดี๋ยวนี้ บางอย่างก็เริ่มจะค่อยๆ สูญสิ้นแล้ว

เช่นการออกบิณฑบาต

ปัจจุบันพระภิกษุหลายกลุ่ม เช่นกลุ่มพระสังฆาธิการ กลุ่มพระราชาคณะ แทบจะไม่ได้ออกบิณฑบาตกันแล้ว

บางวัดบางสำนักใช้ระบบบริหารจัดการภายในวัดแบบที่พระภิกษุสามเณรไม่ต้องออกบิณฑบาตก็มีภัตตาหารฉันทุกวันกันแล้วก็มี

และแทบจะไม่มีใครรู้สึกแล้วว่าเป็นสิ่งผิดปกติ

ตรงกันข้าม ฝ่ายที่เห็นว่าเป็นเรื่องปกติ ซ้ำเห็นชอบด้วย หาเหตุผลมาสนับสนุนอีกด้วยว่าพระกลุ่มดังกล่าวนั้นไม่ควรออกบิณฑบาตเพราะอย่างนี้ๆ-กลับมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มมากขึ้น

เป็นที่แน่นอนว่า กลุ่มพระภิกษุสามเณรที่ไม่ต้องออกบิณฑบาตก็มีภัตตาหารฉันนี้จะขยายตัวออกไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระภิกษุสามเณรในสังคมเมืองจะเป็นกลุ่มแรกๆ

แต่ในที่สุด กลุ่มพระภิกษุสามเณรที่ไม่ออกบิณฑบาตจะขยายออกไปจนทั่วทั้งสังฆมณฑล

อีกครึ่งศตวรรษข้างหน้า ใครพูดว่าพระภิกษุสามเณรควรออกบิณฑบาต ผู้คนสมัยโน้นและแม้แต่พระภิกษุสามเณรสมัยโน้นเองฟังแล้วก็จะรู้สึกเหมือนได้ฟังเรื่องไร้สาระชนิดหนึ่งเท่านั้น

——————

แถมอีกเรื่องหนึ่งก็ได้-คือเรื่องทำวัตรสวดมนต์

ผมได้อ่านที่ไหนสักแห่งเมื่อเร็วๆ นี้เอง มีคนเขียนว่า-การทำวัตรสวดมนต์เป็นกิจที่พระภิกษุสามเณรท่านทำกันในระหว่างเข้าพรรษา

เริ่มแล้วไหมล่ะ เริ่มก่อหวอดเพี้ยนแล้ว

โปรดทราบว่า การทำวัตรสวดมนต์เป็นกิจที่พระภิกษุสามเณรท่านทำกันเป็นประจำทุกวันตลอดทั้งปี

ไม่ใช่ทำเฉพาะในระหว่างเข้าพรรษา-อย่างที่เอามาเขียน

ธรรมเนียมของพระภิกษุสามเณรในเมืองไทยท่านทำวัตรสวดมนต์กันตลอดปีครับ

แล้วก็ทำกันวันละ ๒ เวลา คือเช้าเวลาหนึ่ง เรียกว่า “ทำวัตรเช้า” เย็นอีกเวลาหนึ่ง เรียกว่า “ทำวัตรเย็น”

ในพรรษาเพิ่มเวลาเช้ามืดตีสี่อีกเวลาหนึ่งเป็นกรณีพิเศษ-อย่างที่ผมเอาพูดบ่อยๆ นั่นแหละ

ตอนนี้เริ่มเข้าใจไขว้เขวกันเข้าแล้วว่า พระภิกษุสามเณรท่านทำวัตรสวดมนต์กันเฉพาะในระหว่างเข้าพรรษา คือทำกัน 3 เดือนเท่านั้น พอออกพรรษาก็เลิก

เริ่มก่อหวอดให้เข้าใจอย่างนี้เข้าแล้ว

ความเข้าใจอย่างนี้ก็ไปสอดคล้องกับความประพฤติจริงๆ ของพระภิกษุสามเณรบางกลุ่มในปัจจุบันนี้ที่ไม่เคยทำวัตรสวดมนต์เป็นกิจวัตรอยู่แล้วเป็นปกติ หรือทำบ้างไม่ทำบ้างแล้วแต่โอกาส เพราะใช้เวลาไปกับกิจอย่างอื่นหมด

กิจอย่างอื่นคืออะไรบ้าง … ละไว้ฐานเข้าใจก็แล้วกัน เติมเอาเองก็ได้

แม้ตอนนี้อาจจะยังเกรงใจไม่กล้าพูดเต็มปากว่า การทำวัตรสวดมนต์เป็นเรื่องไร้สาระ แต่ก็คงกล้าพูดกันแล้วว่า-ก็มีสาระอยู่ แต่ไม่ใช่เรื่องจำเป็น

นั่นแน่

ตอนนี้ก็แค่บอกว่า ไม่ใช่เรื่องจำเป็น

แต่อีกไม่นาน รอให้พระภิกษุสามเณรเลือดเก่าที่เคยทำวัตรสวดมนต์เป็นกิจวัตรสูญพันธุ์ไปก่อนเถิด-ซึ่งอย่างนานที่สุดก็คงไม่เกิน ๓๐ ปี-ถึงตอนนั้นสังฆมณฑลจะมีแต่พระภิกษุสามเณรเลือดใหม่ที่บวชเข้ามาก็ไม่เคยเห็นการทำวัตรสวดมนต์เลยแม้แต่ครั้งเดียว ไม่เคยรู้ด้วยว่าทำอย่างไรและทำทำไม

ถึงตอนนั้น ใครพูดถึงการทำวัตรสวดมนต์ พระภิกษุสามเณรทั่วสังฆมณฑลก็จะรู้สึกเหมือนได้ฟังเรื่องไร้สาระอะไรอย่างหนึ่งนั่นทีเทียว

ถ้าใครเห็นว่าผมพูดเกินไป วิธีพิสูจน์ก็ไม่ยาก นั่นคืออย่าเพิ่งรีบตาย อยู่ไปอีกไม่เกิน ๓๐ ปี ได้เห็นสภาพที่ว่านี่แน่นอน

——————

การทำวัตรสวดมนต์เช้า-เย็น
การทำอุโบสถกรรม คือสวดพระปาติโมกข์
การรักษาผ้าครอง 
การแสดงอาบัติ 
ฯลฯ
ฯลฯ

จะเป็นกิจที่ไม่มีพระภิกษุที่ไหนทำกันอีกต่อไป ซ้ำจะถูกมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระโดยสิ้นเชิง

เหมือนกับที่พระภิกษุสามเณร ณ วันนี้เห็นว่าการตื่นตีสี่ เคาะระฆัง ทำวัตรสวดมนต์ในระหว่างพรรษาเป็นเรื่องไร้สาระชนิดหนึ่งนั่นเอง

เพราะฉะนั้น จึงต้องถามกันตั้งแต่บัดนี้ว่า เราจะฟื้นฟู อบรม สั่งสอน ถ่ายทอด สืบต่อวิถีชีวิตสงฆ์ให้ยั่งยืนมั่นคงต่อไปยาวนาน

หรือเราจะละเลยเฉยชาทอดทิ้ง พร้อมทั้งหาเหตุผลมาบอกกันว่า โลกเปลี่ยนไป สังคมเปลี่ยนไป เราต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

โดยที่ไม่ต้องสนใจใส่ใจรับรู้อะไรทั้งสิ้น ไม่ว่าสิ่งที่รอดอยู่ได้นั้นจะคืออะไรก็ชั่งหัวมันปะไร

แต่กูรอดก็แล้วกัน

เราจะอ้างสัจธรรม-มันย่อมเป็นเช่นนั้นเอง อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด

แล้วก็ลอยตามน้ำกันไปวันๆ-เหมือนปลาที่ตายแล้ว-แบบนั้นใช่ไหม?

………….

วันที่ ๑๗ เบื้องหน้าแต่พรรษากาล

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๑
๑๐:๑๔