โยนิโสมนสิการ

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
โยนิโสมนสิการ ในความเข้าใจของผม

โยนิโสมนสิการ บทความที่นำมาจากปัญญาสารที่ท่านจะได้อ่านต่อไป เป็นเรื่องที่อธิบายหลักในการใช้ โยนิโสมนสิการ ในการเข้าประกอบการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ก่อนอื่นที่จะเขียนต่อไปคือ โยนิโสมนสิการ ตามอารัมภบทของผม

ผมได้ยินคำนี้มานานมากแล้วตั้งแต่ผมอายุ ๑๓ ปี เป็นประมาณเวลาผ่านมาได้ ๔๒ ปี ตั้งแต่สมัยที่คุณปู่ฟังการบรรยายของท่านอาจารย์แนบฯ อ่านในหนังสือหลายเล่ม เขาหมายถึงการทำอารมณ์ให้แยบคาย พูดง่ายๆคือว่า “รู้จักมีความฉลาดในอารมณ์ที่จะใช้”

ตัวอย่างเช่น ขณะที่ผมนั่งเจริญกรรมฐาน พิจารณาดูรูปนั่ง ธรรมดาย่อมเจอ “อุทธจจ กุกกุจจ” เข้ามารบกวนอยู่บ่อยๆทำให้ฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ ส่วนมากเป็นเรื่องหลากหลายในอดีตอารมณ์ อันทำให้หลุดจากรูปนั่งในปัจจุบัน ไปนึกถึงเรื่องฟุ้งซ่านในอดีตที่นานแสนนาน

การดึงอารมณ์ฟุ้งซ่านที่ว่านั้น ให้กลับมาในรูปนั่งเหมือนเดิมนั้น คือ การมีและใช้ “โยนิโสมนสิการ”

คือต้องฉลาดว่า มันฟุ้ง มันเป็นธรรมชาติ มันเป็นนามฟุ้ง มันเป็นอกุศลที่นอนเนืองอยู่ในตัวเรา มันมีอยู่ จะแก้ไขอะไรตอนนี้คงไม่ได้ จึงต้องปล่อยอารมณ์นั้นไป แล้วดึงกลับมาสู่อารมณ์ปัจจุบัน คือ รู้ว่ารูปนั่ง สิ่งที่รู้ ว่ารูปนั่ง คือ นามจิต นามจิตเป็นผู้รู้ว่า “นี่คือรูปนั่ง”

เมื่อรู้แล้ว กลับมาที่รูปนั่งแล้ว ก็พิจารณารูปนั่งต่อ ส่วนจะพิจารณารูปนั่งไปเพื่ออะไรนั้น คงต้องรบกวนท่านผู้อ่าน อ่านอภิธัมมัตถสังคหะ ในหมวด กลุ่ม ๔ หัวใจการปฏิบัติ และ แนวการปฏิบัติ ต่อไป

อีกเรื่องคือ หมู่คนปากนินทา คนเข้ากลุ่มเป็นหมู่ใหญ่มักนินทา การที่เราเข้าไปอยู่ในกลุ่มก็อดที่จะฟังการนินทาไม่ได้ ก็ต้องไปรับอารมณ์ให้ร้ายนินทาว่ากล่าวจากคนอื่น มาเป็นอารมณ์ของเรา เผลอหนักเข้าไปเกิดมีอารมณ์ร่วม สนุกสนานไปกับสิ่งที่นินทาให้ร้ายว่ากล่าวนั้นด้วย หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรจะต้องมี “โยนิโสมนสิการ”

มนสิการว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม เมื่อก่อนเขาคงนินทาให้ร้ายคนอื่นไว้มาก ชาตินี้เขาจึงกลับมาถูกนินทาลับหลัง และอารมณ์ให้ร้ายนินทาว่ากล่าวนั้น เหตุไฉนเราต้องไปรับอารมณ์นั้นมาเป็นอารมณ์ของเราด้วย

เหตุนี้เองอาจทำให้ ผมไม่ค่อยชอบคุยกับคนหมู่ใหญ่ กลายเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง ประมาณว่าตัดๆมันออกไป ประมาณนั้น

ต่อไปเป็นบทความ เรื่อง โยนิโสมนสิการ คัดลอกจาก ปัญญาสาร ฉบับที่ ๑๒๗ มูลนิธิแนบมหานีรานนท์ โดย อ.บุณณัฐศักดิ์ ทวิพัฒน์ เป็นผู้เขียน

โยนิโสมนสิการ

โยนิโสมนสิการ หมายถึง การกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ถูกอุบาย ถูกวิธีให้เกิดปัญญา คือ การน้อมใจสู่อารมณ์ รูป นาม ภายในตน จิตใจย่อมขวนขวายใส่ใจเพื่อนำสภาวธรรม ที่เป็นรูปธรรม นามธรรม ที่ควรกำหนดในวาระนั้น ๆ นำมาเป็นอารมณ์ของใจ ตามนัยของสติปัฏฐาน ๔ โดยไม่น้อมใจสู่อารมณ์ภายนอกที่มีอยู่มากมาย เช่น ใส่ใจในลักษณะอาการท่าทางของอิริยาบถ ใส่ใจทุกข์ที่กำลังบีบคั้น เป็นต้น เพื่อให้สติสัมปชัญญะเกิดขึ้น เห็นความจริงของอารมณ์ หากผู้ปฏิบัติขาดโยนิโสฯ ปัญญาย่อมเกิดไม่ได้

เมื่อกำหนดสภาวธรรมด้วยสติสัมปชัญญะได้แล้ว ก็จะป้องกันการถือเอาว่าเป็นอัตตาด้วยอำนาจทิฏฐิ และป้องกันความปรารถนาของตัณหา ด้วยอำนาจแห่งโลภะที่พึงเกิดขึ้นในเวลานั้น อันเป็นมลทินในการปฏิบัติ เป็นการป้องกันกิเลสไม่ให้เข้าอาศัยอารมณ์ ฉะนั้น การที่จะกำหนดสภาวธรรมนั้น ๆ ให้เป็นอารมณ์เข้าไว้ในใจเสียก่อน แต่ตัวป้องกันกิเลสจริง ๆ ไม่ใช่โยนิโสฯ โดยตรง

ธรรมที่ป้องกันได้คือ ปัญญา เพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์ในการปฏิบัติ

การป้องกันกิเลส ไม่ใช่ป้องกันในขณะเข้าปฏิบัติเท่านั้น จะต้องป้องกันก่อนที่จะเข้าปฏิบัติ จะต้องโยนิโสฯ โดยวางใจให้ถูกก่อนว่าการไปปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์อย่างอื่น ใส่ใจว่าเรามีความเกิด ความแก่ ความตายเป็นธรรมดา อันเป็นของคู่ชีวิตเป็นเหตุให้เกิดความสลดใจ น้อมใจอย่างนี้ จะป้องกันตัณหาและทิฏฐิได้เป็นเบื้องต้น และก่อนไปปฏิบัติก็ควรเรียนวิธีปฏิบัติให้เข้าใจดีก่อนว่าการปฏิบัติที่ถูกต้อง ต้องประกอบด้วยธรรมอะไรบ้าง ก็จะไม่เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับปฏิปทาที่เราจะปฏิบัติเพื่อบรรลุธรรม เป็นการป้องกันทิฏฐิไว้ชั้นหนึ่งก่อน เพราะฉะนั้นในขั้นของปรโตโฆสะคือการฟังธรรมจากกัลยาณมิตรให้เข้าใจจะป้องกันตัณหาและทิฏฐิได้

โยนิโสมนสิการ เป็นการรู้ถูก เข้าใจถูก ตรงต่อเหตุผลในการกำหนดอารมณ์ โดยใส่ใจอารมณ์ที่ควรใส่ใจ เอาใจใส่รับรู้รูป นาม ที่เป็นปัจจุบันอารมณ์ เพราะอาศัยความรู้ความเข้าใจในการศึกษา ที่เป็นสุตมยปัญญา เพื่อไม่ให้เกิดกิเลสยึดถืออารมณ์เป็นเหตุให้อารมณ์บริสุทธิ์

โยนิโสมนสิการ เป็นเหตุให้นำความรู้ที่ได้จากการฟังจนเข้าใจดี แล้วเกิดปัญญาที่เรียกว่า “สุตมยปัญญา” นำมาทำงานในขณะใส่รูป นาม ที่เป็นปัจจุบันอารมณ์ ที่กำลังปรากฎเฉพาะหน้า จนเป็นปัจจัยให้ปัญญาเกิดขึ้น รู้อารมณ์ที่กำลังใส่ใจในนั้นว่า เป็นรูปอะไร นามอะไร โยนิโสมนสิการเป็นการพัฒนาสุตมยปัญญาที่ฟังมาดีแล้ว นำมาใส่รูป นาม ภายใน เช่นนี้ชื่อว่า ถูกอุบาย แยบคาย จนจินตามยปัญญาเกิดขึ้น รู้รูป รู้นาม ตามความเป็นจริง อันเป็นขั้นตอนของการปฏิบัติก็เริ่มต้นเมื่อนั้น เพราะการใส่ใจถูกเมื่อไร ผลก็ย่อมถูกต้องด้วย

โยนิโสมนสิการ เป็นธรรมที่มีความสำคัญยิ่งในการปฏิบัติ เพราะเป็นปัจจัยที่สำคัญแก่ปัญญา ที่ผู้ปฏิบัติพึงขวนขวายให้เกิดขึ้นในจิตสันดานของตน เนื้อหาสาระของการปฏิบัติจะต้องมีการกล่าวถึงโยนิโสมนสิการด้วยเสมอไป เพราะการปฏิบัติเพื่อให้เกิดปัญญาจะต้องเป็นไปกับโยนิโสฯ แต่การกล่าวถึงไม่ได้อธิบายแยกให้เด็ดขาดว่าโยนิโสฯ นี้เป็นปัญญา แต่พูดพาดพิงไปพร้อม ๆ กัน จนผู้ฟังอาจเข้าใจผิดได้ว่าโยนิโสมนสิการคือปัญญา เพราะเหตุนี้จึงปฏิบัติกันไม่ค่อยจะถูกต้อง เกี่ยวกับว่าไม่รู้จักทำเหตุของปัญญา แม้ปฏิบัติไปมากมายสักแค่ไหน ปัญญาที่ประสงค์ก็ไม่เกิด ดังนั้นการที่จิตไปรับรู้อารมณ์ปัจจุบันได้จนปัญญาเกิดขึ้น อ่านอารมณ์นั้นว่าเป็นรูปเป็นนามได้ จะต้องมีปัจจัยคือ โยนิโสมนสิการ เกิดขึ้นก่อนเสมอ

ถ้าหากผู้ปฏิบัติขาดโยนิโสมนสิการ ปัญญาย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในอังคุตรนิกายว่า

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมอย่างอื่นแม้สักอย่างเดียว ที่เป็นเหตุให้สัมมาทิฏฐิ อันยังไม่เกิดได้เกิดขึ้น หรือสัมมาทิฏฐิอันเกิดขึ้นแล้ว ได้เจริญขึ้นเหมือนอย่าง โยนิโสมนสิการ นี้ นะภิกษุทั้งลาย”

สัมมาทิฏฐิ ที่ทรงตรัสไว้นี้ หมายถึง วิปัสสนาสัมมาทิฏฐิและมรรคสัมมาทิฏฐิ ปัญญาทั้ง ๒ เป็นสังขตธรรม ต้องมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งจึงจะเกิดขึ้นได้ โยนิโสมนสิการ จึงเป็นอาหารของปัญญาเป็นปัจจัยปรุงแต่งให้ปัญญาเกิด โยนิโสมนสิการ เป็นการใส่ใจถูกตรงกับความเป็นจริงของสภาวธรรม ซึ่งเป็นไปตามปัจจัยที่เป็นเหตุเป็นผลกัน จึงเป็นธรรมที่ช่วยให้โยคาวจรทำงานได้ถูกต้อง ทั้งช่วยให้ความบริสุทธิ์เกิดขึ้น เพราะกิเลสไม่เข้าอาศัยในขณะปฏิบัติ เป็นตัวนำทางให้สติสัมปชัญญะดำเนินไปในการงานของวิปัสสนาได้ถูกต้อง ทำให้รู้ทุกข์ เห็นทุกข์จริง เห็นทุกข์น้อยไม่เป็นไร แต่ให้เห็นทุกข์บ่อย ๆ ถ้ารอให้เกิดทุกข์มาก ๆ จะได้เห็นทุกข์ได้ชัด โดยมากตัณหาแทรกเพราะเห็นว่า ทุกข์มาก ๆ มีสาระ เป็นประโยชน์ จึงอยากเห็นทุกข์

โยนิโสมนสิการจะเกิดได้อย่างไร

ก่อนอื่นต้องมีการสดับตรับฟังธรรมจากผู้อื่นก่อน ในที่นี้คือ กัลยาณมิตรต้องฟังธรรมของท่านให้เข้าใจดีและถูกต้อง แล้วนำมาฝึกปฏิบัติด้วยการวางใจให้ถูกต้องตามที่เข้าใจ หมายความว่า ใส่ใจอยู่แต่ภายในตน นำสภาวธรรมที่กำลังปรากฏมาเป็นอารมณ์ของปัญญาจึงจะ รู้รูป รู้นาม ตามความเป็นจริงได้

โยนิโสมนสิการอยู่ที่ตรงไหนในเวลาปฏิบัติจริง ๆ ในหมวดอิริยาบถ

ในคราวเจริญสติปัฏฐานหมวดอิริยาบถ สามารถจำแนกโยนิโสมนสิการได้ชัดเจนใน ๒ วาระคือ

๑.) วาระที่จะเปลี่ยนอิริยาบถ
๒.) วาระที่กำหนดรูป นาม หลังจากเปลี่ยนอิริยาบถแล้ว

วาระที่จะเปลี่ยนอิริยาบถ ในการใช้อิริยาบถ ทั้งใหญ่และย่อยของเรา เป็นไปด้วยธรรม ๒ ประการ คือ กิเลสและวิบาก การใช้อิริยาบถเปลี่ยนแปลงอิริยาบถไปตามอำนาจกิเลสก็มีอยู่ ใช้อิริยาบถไปตามอำนาจของวิบากก็มีอยู่

การเปลี่ยนอิริยาบถไปตามอำนาจของกิเลสคือ ผู้ที่ไม่เคยปฏิบัติย่อมใช้อิริยาบถสักแต่ว่าใช้ อยากจะเดินก็เดิน อยากจะนั่งก็นั่ง อยากจะนอนก็นอน อยากจะยืนก็ยืน อยากเหลียวซ้ายแลขวาก็ทำไป ขณะนั้นยังไม่มีความลำบาก เดือดร้อนอะไร ใช้อิริยาบถนั้น ๆ ขึ้นมาในเวลานั้นด้วยความอยากจะใช้เท่านั้น โดยขาดการใส่ใจเหตุผลก่อน ใช้อิริยาบถโดยไม่มีทุกข์อะไรที่จำเป็นจะต้องผลัดเปลี่ยนอิริยาบถนั้น ๆ บุคคลทั่วไปที่ไม่เคยปฏิบัติย่อมเป็นเช่นนี้ เพราะทำตามความเคยชิน แต่ผู้ปฏิบัติบางคราวไม่สำรวมอิริยาบถ เวลาเปลี่ยนอิริยาบถแต่ละครั้งในคราวที่ทุกข์เกิดขึ้นแล้วนั้น ไม่มีการใส่ใจทุกข์จริง ย่อมไม่ทราบความจริง จึงมองไม่เห็นความจำเป็นในการเปลี่ยนอิริยาบถ ตัณหาความต้องการอิริยาบถใหม่ก็ย่อมได้โอกาสเกิดขึ้น หรือผู้ปฏิบัติมีการใส่ใจทุกข์ที่ปรากฏ แต่ขณะเปลี่ยนอิริยาบถ จิตน้อมไปหาอารมณ์ภายนอกเพราะขาดการสำรวม แม้มีโยนิโสฯ ก็ทิ้งทุกข์ ตัณหาจึงเข้าอาศัยได้ หรือใส่ใจทุกข์แล้วรับรู้ว่าทุกข์เกิดแล้ว แต่นึกถึงคำพูดเกี่ยวกับประโยชน์ของการเปลี่ยนอิริยาบถเป็นบริกรรมในใจ

การเปลี่ยนอิริยาบถไปด้วยอำนาจของวิบากอันเป็นผลของกรรมในอดีต การเปลี่ยนอิริยาบถนี้เป็นสิ่งจำเป็น ต้องเปลี่ยนเพราะมีทุกข์บังคับอยู่ ไม่เปลี่ยนไม่ได้ ไม่ใช้อิริยาบถไม่ได้ เพราะทุกข์ในอิริยาบถที่ทรงอยู่นั้นเกิดขึ้นแล้ว คือความปวดเมื่อยก็ต้องเปลี่ยนอิริยาบถเพื่อแก้ทุกข์ บรรเทาความทุกข์ที่บีบคั้น คือความปวดเมื่อยนั้น เพราะฉะนั้น ก็เลยมีการปรารถนาจะใช้อิริยาบถใหม่กันอยู่เรื่อย ๆ เมื่อทรงกายอยู่ในอิริยาบถนั้น ๆ นานพอสมควรแล้ว เพราะเหตุใส่ใจทุกข์ รู้ว่าทุกข์บีบคั้น จำเป็นต้องแก้ทุกข์ย่อมเกิดขึ้น ความรู้นี้เป็นความรู้ของปัญญา รู้ประโยชน์ในการเปลี่ยนอิริยาบถ ความรู้สึกจรดถึงสภาวะความจริง ไม่ใช่สักแต่รับรู้แล้วนึกถึงทุกข์ ชื่อว่า มีโยนิโสมนสิการ

การเปลี่ยนอิริยาบถด้วยอำนาจวิบากนี้ ไม่ใช่เพราะความปวดเมื่อยที่มีประจำอิริยาบถนั้นเท่านั้น แม้ทุกข์อย่างอื่นก็เป็นเหตุให้เปลี่ยนอิริยาบถได้ อย่างเช่น นั่งอยู่ยังไม่ทันได้ปวดเมื่อยเลย แต่ว่าเกิดกระหายน้ำขึ้นมา อย่างนี้ก็จำเป็นต้องลุกไปดื่มน้ำ ก็เรียกว่า มีการเปลี่ยนอิริยาบถเกี่ยวกับว่ามีวิบากทุกข์เกิดขึ้น ฉะนั้นความปวดเมื่อยและความลำบากทุกข์ร้อนต่าง ๆ เช่น หิวข้าว กระหายน้ำ อาบน้ำ ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ แปรงฟัน เป็นการใช้อิริยาบถไปตามอำนาจวิบาก ก่อนเปลี่ยนอิริยาบถจึงต้องใส่ใจทุกข์เสียก่อน ว่าทุกข์อะไรอยู่ ส่วนไหนของอิริยาบถและจะแก้ไขอย่างไร การใส่ใจทุกข์จึงจะรู้ได้ว่าเปลี่ยนอิริยาบถทำไม เพื่อประโยชน์อะไร การเปลี่ยนอิริยาบถเพื่อแก้ทุกข์จึงปรากฏในความรู้สึก เพราะความรู้สึกได้สัมผัสกับทุกข์นั้นจริง ๆ

ขณะเปลี่ยนอย่ารีบเปลี่ยนให้เร็วนัก ต้องคอยสำรวมและสังเกตขณะเปลี่ยน จะไม่ทิ้งทุกข์และไม่ทิ้งอิริยาบถขณะเปลี่ยน ทุกข์จะติดอยู่ในความรู้สึก ในความรู้สึกจะมีทั้งอิริยาบถและทุกข์ปรากฏ จึงทราบว่าอิริยาบถเก่าเป็นทุกข์ อิริยาบถใหม่ที่เปลี่ยนแล้วแก้ทุกข์ให้อิริยาบถเก่า รู้เช่นนี้ สามารถป้องกันตัณหาไม่ให้อาศัยอิริยาบถใหม่ อีกทั้งมีการสัมผัส ประจักษ์ทุกข์จริง จึงไม่ต้องบริกรรมในใจ ขณะขยับเปลี่ยนอิริยาบถว่า เปลี่ยนอิริยาบถเพื่อแก้ทุกข์ สามารถเพิกสมมุติบัญญัติ ปราศจากคำพูด ความรู้สึกว่าแก้ทุกข์จะเกิดขึ้นเอง

การปฏิบัติต้องเป็นไปด้วยการสำรวม โดยเฉพาะความสำรวมกาย สำรวมวาจา คำว่า สำรวมกาย คือว่า ใช้อิริยาบถใหญ่ อิริยาบถย่อยไปตามความจำเป็นเท่านั้น เมื่อยังไม่เห็นความจำเป็นของการใช้อิริยาบถก็ยังไม่ใช้ ความจำเป็นนั้นคือ วิบากนั่นเอง วาจาก็ต้องสำรวม คือ ไม่จำเป็นต้องพูดก็จะยังไม่พูด ถึงคราวจำเป็นต้องพูดจริง ๆ เท่านั้น จึงจะพูด เมื่อเป็นเช่นนี้ การใช้อิริยาบถไปตามอำนาจกิเลสจึงไม่มี เพราะเมื่อมีการสำรวมกาย วาจา อยู่อย่างนี้ก็ไม่มีการใช้อิริยาบถไปตามอำนาจกิเลสอยู่แล้ว เหลืออยู่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือการใช้อิริยาบถไปตามอำนาจวิบาก

จริงอยู่ การใช้อิริยาบถของสัตว์ทั้งหลาย แม้ว่าเป็นไปตามอำนาจของวิบาก ปวดเมื่อยขึ้นมาในเวลาที่นั่งนาน ๆ มีการโยนิโสมนสิการใส่ใจทุกข์ แล้วเปลี่ยนเป็นเดินเพื่อบรรเทาความปวดเมื่อยจากอิริยาบถนั่ง แต่ถ้าหากว่าเราไม่มีความรู้สึกเกิดขึ้น รู้ให้ตรงต่อความเป็นจริงแล้ว กิเลสก็สามารถอาศัยอิริยาบถของเราทันที

การใส่ใจทุกข์ก่อนใช้อิริยาบถมีความสำคัญมาก เป็นปัจจัยให้ปัญญาเกิดขึ้น และสามารถป้องกันตัณหาในการใช้อิริยาบถ พอใช้อิริยาบถแล้วมีโยนิโสฯ กำหนดอิริยาบถใหม่ก็เป็นปัจจัยให้ปัญญารู้ว่าเป็นรูปอิริยาบถอะไร สามารถป้องกันทิฏฐิ การดูอิริยาบถต้องละตัณหาก่อน เพื่อให้อิริยาบถบริสุทธิ์ จึงจะละทิฏฐิได้

วาระที่กำหนด รูป นาม หลังจากเปลี่ยนอิริยาบถแล้ว

เมื่ออิริยาบถใหม่บริสุทธิ์ปราศจากตัณหาครอบงำ ก็เป็นปัจจัยให้ปัญญาสามารถอ่านความจริงของอิริยาบถว่าเป็นรูปอะไร เป็นการกันความเห็นผิดว่าอาการที่นั่งอยู่เป็นเรานั่ง

ถ้ามีโยนิโสมนสิการ มีสติสำรวมอยู่กับอารมณ์ปัจจุบัน เป็นเหตุปัจจัยให้ปัญญาเกิดความบริสุทธิ์จะตามมาเป็นธรรมดา ปัญญาจะชำระความไม่บริสุทธิ์ ได้แก่ ตัณหา และทิฏฐิ ผู้ซึ่งปฏิบัติต้องชำระตั้งแต่ต้นแล้วสร้างความบริสุทธิ์ให้เกิดขึ้น

ในขณะปฏิบัติใส่ใจเฉพาะอารมณ์ที่ต้องป้องกันกิเลส คือตัณหา และทิฏฐิ ไม่ให้เข้าอาศัยอิริยาบถเพื่อชำระอิริยาบถให้บริสุทธิ์ ก่อนใช้อิริยาบถ สำคัญมากที่ต้องใส่ใจทุกข์ของวิบาก คือ ความปวดเมื่อยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องแก้ไขกันไป เป็นการแก้ไขทุกข์ปัจจุบัน เพื่อละตัณหา ที่จะครอบงำในอิริยาบถใหม่ เห็นว่าอิริยาบถใหม่เป็นสุข เมื่อเปลี่ยนอิริยาบถแล้ว โยนิโสมนสิการเพื่อละทิฏฐิ เห็นว่าอิริยาบถนี้เป็นเพียงรูปธรรม ไม่ใช่เรา ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล การใช้อิริยาบถตามความเคยชิน ขาดเหตุผล อยากจะทำอะไรก็ทำไป เป็นอาการที่ขาดโยนิโสมนสิการ อิริยาบถใหม่ไม่บริสุทธิ์เพราะไม่มีการชำระตัณหาเสียก่อน ปัญญาจึงไม่สามารถเกิดขึ้นเห็นความจริงได้ ซึ่งจะเป็นเหตุให้ละทิฏฐิไม่ได้ด้วย

การเปลี่ยนอิริยาบถตามความจำเป็นกับความต้องการ ต่างกันตรงความรู้สึก

ถ้าเปลี่ยนอิริยาบถตามความต้องการ ความรู้สึกที่เปลี่ยนอิริยาบถเพราะอยากให้ทุกข์หายไปอยากสบาย

ถ้าเปลี่ยนอิริยาบถตามความจำเป็น ด้วยการใส่ใจเหตุผลก่อนว่าจำเป็นหรือไม่ ความรู้สึกที่เปลี่ยนอิริยาบถเพราะทุกข์บังคับ บีบคั้นให้ทรงอยู่ในอิริยาบถนั้นไม่ได้ จำเป็นต้องเปลี่ยนเพื่อแก้ทุกข์ให้กับอิริยาบถเก่า

ผู้ปฏิบัติใหม่ ยังไม่คุ้นกับอารมณ์ปัจจุบัน จึงโยนิโสมนสิการเองลอย ๆ ไม่ถึงฐานของอิริยาบถ ไม่ถึงฐานของสภาวะทุกข์ แล้วใส่ปริยัติที่ฟังมาเข้าไป ความรู้สึกไม่ได้สัมผัสสภาวธรรม เป็นลักษณะนึกอยู่ในใจ เป็นการใส่ใจอารมณ์ปัจจุบันที่บกพร่อง สาเหตุคือ ขาดการสำรวม และขาดความเข้าใจ การใส่ใจอารมณ์ก็ต้องกด ต้องบีบ ต้องบังคับให้อยู่กับอารมณ์นั้นโดยไม่เป็นไปตามธรรมชาติ เป็นอโยนิโสมนสิการ ผลที่ติดตามมาคือ การทำกรรมฐาน มีการจดจ้อง จัดแจง ประคอง บีบคั้น หรือทำอะไรตามความเคยชิน เพราะกิเลสเข้าอาศัย แล้วเกิดความเครียด เวียนศีรษะ ปวดท้อง อันเป็นโรคของกรรมฐานตามมา

จบ โยนิโสมนสิการ

สาธกบาลีในปิฎกปริวารพระบาลีแสดงไว้ว่า

“พุทฺธจนฺเท อนุปฺปนฺเน พุทฺธาทิจฺเจ อนุคฺคเด
เตสํ สภาวธมฺมานํ นามมตฺตํ น ญายติ ฯ”

แปลว่า

“พระจันทร์ คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่อุบัติขึ้น พระอาทิตย์ คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่ปรากฎขึ้น ใครๆ ก็ไม่สามารถที่จะรู้ เพียงแต่ชื่อของสภาวธรรมเหล่านั้นได้เลย”

ขอให้ การอ่าน การศึกษา ของทุกท่านตามกุศลเจตนา ได้เป็นพลวปัจจัย เพิ่มพูลกำลังสติ กำลังปัญญา ให้สามารถนำตนให้พ้นจากวัฏฏทุกข์ด้วยครับ

 

ณัฏฐ สุนทรสีมะ – https://goo.gl/d61zif