The Confession

——————

………..

“มันยากที่จะรู้ว่าสิ่งที่ถูกต้องคืออะไร
แต่เมื่อรู้แล้ว
มันยากที่จะไม่ทำ”

………..

เมื่อเร็วๆ นี้ผมดูหนังฝรั่งเรื่อง The Confession (ไม่มีชื่อไทย คนละเรื่องกับ confession ที่เป็นหนังญี่ปุ่น ชื่อไทยว่า คำสารภาพ) ทางช่อง Netflix

The Confession เป็นเรื่องของชายชาวยิวผู้เคร่งศาสนา (แสดงโดย Ben Kingsley ที่แสดงเป็น มหาตมะ คานธี ในภาพยนตร์เรื่อง Ghandhi) ต้องเผชิญกับปัญหาความไม่รับผิดชอบของคนในสังคม

เขามีลูกชายอายุ ๕ ขวบ ป่วยเกี่ยวกับไส้ติ่งอย่างกะทันหัน เขานำส่งโรงพยาบาลอย่างฉุกเฉิน แต่เจ้าหน้าที่ธุรการของโรงพยาบาลให้เขารอตามคิว ทั้งหมอและพยาบาลก็ไม่ได้สนใจที่จะช่วยรักษา แต่กลับใช้เวลาพักเบรกตามสบายทั้งๆ ที่ลูกของเขาอาการหนักมาก

เมื่อไม่ได้รับการช่วยเหลือ เขาจึงตัดสินใจพาลูกไปรักษาที่โรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง แต่ไปไม่ถึง เด็กเสียชีวิตในระหว่างทาง

วันต่อมา พนักงานธุรการ พยาบาล และหมอที่ปฏิเสธการรักษาแบบฉุกเฉินให้แก่ลูกของเขาถูกยิงเสียชีวิตทั้ง ๓ คน

ชายชาวยิวมอบตัวแก่ทางตำรวจ เขาบอกว่า ถ้าทุกคนพยายามช่วยเหลือให้เต็มความสามารถ ลูกของเขาคงจะไม่ตาย หรือถ้าทุกคนทำเต็มที่แล้วลูกเขาก็ยังตายอยู่นั่นเอง เขาก็จะไม่ว่าอะไร เพราะทุกคนทำดีที่สุดแล้ว

แต่คนทั้ง ๓ ไม่ได้ทำหน้าที่ให้สมควรแก่งานที่รับผิดชอบ จึงสมควรรับผิดชอบด้วยความตาย

หนังวางโครงเรื่องให้ซับซ้อนเล็กน้อย กล่าวคือชายชาวยิวผู้นี้เป็นเจ้าหน้าที่การเงินอาวุโสในบริษัทแห่งหนึ่ง ทำธุรกิจเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

บริษัทเสนอโครงการเกี่ยวกับอนุรักษ์น้ำให้รัฐบาลพิจารณา ซึ่งถ้ารัฐบาลตกลง บริษัทจะได้กำไรมหาศาลจากแผนฉ้อฉลอย่างแยบยล

คนที่รู้แผนฉ้อฉลของบริษัทก็คือเจ้าหน้าที่การเงินอาวุโสผู้นี้

อัยการเขตของรัฐก็ได้ระแคะระคายเรื่องนี้ แต่ยังหาหลักฐานที่แน่นอนไม่ได้

ประธานบริหารของบริษัทก็ระมัดระวังเรื่องคนจะรู้ความลับนี้อยู่ พอดีชายชาวยิว-เจ้าหน้าที่การเงินอาวุโส-ผู้กุมความลับ มาก่อคดีคดีฆาตกรรม ก็เลยเข้าแผน

ประธานบริษัทว่าจ้างทนายความเจ้าเล่ห์คนหนึ่งให้เป็นทนายจำเลย (ในหนัง ทนายความคนนี้เป็นตัวเอก) ทนายความคนนี้กำลังวาดฝันว่าเขาจะได้เป็นอัยการเขตของรัฐในอนาคตอันใกล้-ถ้าชนะคดีนี้

แนวทางการต่อสู้คดีที่ประธานบริษัทต้องการก็คือ ให้จำเลยพ้นผิดด้วยเหตุผล-วิกลจริต-หรือเป็นบ้าตามที่กฎหมายเปิดช่อง

เมื่อจำเลย-คือเจ้าหน้าที่การเงินอาวุโส-ผู้กุมความลับของบริษัทอยู่ในฐานะ “คนบ้า” หากบริษัทถูกฟ้องกรณีโครงการทุจริต แล้วผู้รู้ความลับถูกเรียกไปให้การ คำให้การของคนบ้าย่อมใช้เป็นหลักฐานในทางกฎหมายไม่ได้ บริษัทก็ปลอดภัย

ถ้าเป็นไปตามแผน ทุกฝ่ายก็สมประโยชน์

จำเลย ไม่ต้องได้รับโทษในข้อหาเจตนาฆ่า พ้นผิดไป
ทนาย ชนะคดี ได้เป็นอัยการเขตสมปรารถนา
บริษัท ปลอดภัย ฟาดกำไรมหาศาลจากงบประมาณของรัฐ

– happy ending

แต่เรื่องมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

เพราะจำเลยยืนกรานที่จะขอรับโทษในฐานะคนมีสติสัมปชัญญะดีเป็นปกติ

เหตุผลของจำเลย-ตามที่ทนายแถลงต่อศาล-ก็คือ

๑ เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ทุกฝ่าย เมื่อสมัครเข้ามาอยู่ในวงการนี้แล้วสมควรทำหน้าที่รักษาชีวิตของผู้ป่วยให้เต็มที่และสุดความสามารถ เมื่อคนทั้ง ๓ (ที่ถูกเขายิงตาย) ไม่ได้ทำหน้าที่ให้สมควรแก่หน้าที่อันเป็นเหตุให้ลูกของเขาตาย ก็จึงสมควรที่จะรับผิดชอบด้วยความตายเช่นกัน

๒ ตัวเขาเองที่ทำให้คนทั้ง ๓ ถึงแก่ความตาย ก็สมควรต้องรับผิดชอบในการกระทำของตน เป็นการให้เกียรติแก่ลูกชายของเขาด้วย-ซึ่งเขาสอนลูกมาตลอดว่าจงเป็นคนซื่อสัตย์

๓ ไม่มีคนบ้าคนไหนตั้งใจฆ่าคน เสร็จแล้วก็เข้ามอบตัวแต่โดยดี และรับสารภาพตลอดข้อหาแบบนี้ เขาจึงไม่ใช่คนบ้า คนที่ทำผิดแล้วหาทางออกด้วยช่องโหว่ของกฎหมายว่าเป็น “คนบ้า” นั่นต่างหากคือคนบ้าที่แท้จริง

๔ ทนายเองก็มาได้คิดเอาในตอนท้ายว่าไม่สมควรที่จะเป็น “คนบ้า” ที่แท้จริง จึงเปิดเผยต่อศาลด้วยว่า ประธานบริษัทได้ว่าจ้างให้ทนายแก้ต่างให้จำเลยเป็นคนบ้าตามกฎหมายโดยเล็งผลเลิศไปที่-ความปลอดภัยในแผนฉ้อฉลของบริษัทเอง

ในที่สุด-ใครทำกรรมใดไว้-ก็สมควรรับผลของกรรมนั้น

– ศาลตัดสินจำคุกจำเลย ๒๕ ปี ในความผิดฐานฆ่าคนตาย
– ทนายจำเลย แพ้คดี อดได้เป็นอัยการเขตในอนาคตอันใกล้
– บริษัท เตรียมเจ๊งได้ อัยการเขตยื่นฟ้องแน่นอนเพราะมีพยานแล้ว

——————–

ดูหนังเรื่องนี้แล้ว ก็มานั่งคิดด้วยความพิศวง

คนที่ไม่ได้ทำผิด ถ้าจะมีใครฟ้องร้องให้เขารับผิด เขาก็ต้องสู้เป็นธรรมดา เพราะเขาไม่ได้ทำผิดจริงๆ

แต่คนที่ทำผิดจริงๆ ทำลงไปแล้วกลับไม่ยอมรับผลแห่งการกระทำของตน นี่มันคนชนิดไหน

ครูบาอาจารย์สอนมาตั้งแต่อยู่ชั้นประถมว่า คนเราทำผิดแล้วต้องยอมรับผิด

นักเลงปากท่อสอนผมว่า ลูกผู้ชายทำผิดแล้วต้องยอมรับผิด

เป็นคำสอนที่ตรงตามหลักสัจธรรมที่สุด

คำเจริญอุเบกขาภาวนาตอนหนึ่งท่านก็แสดงไว้ว่า

ยํ กมฺมํ กริสฺสามิ กลฺยาณํ วา ปาปกํ วา
ตสฺส ทายาโท (ทายาทา) ภวิสฺสามิ.

เราทำกรรมอันใดไว้
ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม
จักเป็นผู้รับผลของกรรมอันนั้น

แต่คนเรามักจะปฏิเสธสัจธรรมข้อนี้ทั้งๆ ที่เป็นหลักความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้

ชอบกลแท้ๆ

คำว่า “ชอบกลแท้ๆ” นี่ คงจะมีคนเป็นอันมากแย้งว่า ไม่ใช่เรื่องชอบกลเลย เป็นเรื่องธรรมดาของคน คนมันก็ต้องเป็นอย่างนี้กันทั้งนั้นแหละ โลกมันเป็นอย่างนี้ ใครเห็นว่ามันชอบกล แสดงว่ารู้ไม่ทันโลก

อ้าว!

ผมว่าถ้าเป็นสัตว์เดรัจฉานละก็ ผมเห็นด้วย

เห็นด้วยว่ามันก็ต้องเป็นอย่างนี้แหละ เพราะสัตว์มันแยกผิด-ถูก ชั่ว-ดีไม่เป็น

แต่มนุษย์-หรือคน-ไม่ใช่สัตว์แบบนั้น

ใครที่บอกว่า “คนมันก็ต้องเป็นอย่างนี้กันทั้งนั้นแหละ” – นี่น่ากลัวนะครับ เพราะเท่ากับยอมรับว่า คน-รวมทั้งตัวข้าพเจ้าด้วย-ยังเป็นสัตว์อยู่

พอพูดอย่างนี้ก็จะไปเข้าทางของนักตรรกะที่จะออกมาบอกว่า-คนก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ก็ถูกแล้วไง

รับลูกกันได้อีก

แปลว่าคนกับสัตว์เดรัจฉานนี่ไม่มีอะไรต่างกันเลย อย่างนั้นหรือ

แปลว่าเราพอใจที่จะทำอะไรๆ แบบเดียวกับที่สัตว์มันทำ อย่างนั้นหรือ

แปลว่าบรรดา “ธรรม” ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นอารยธรรม วัฒนธรรม หรือศีลธรรม เรามาช่วยกันเหยียบมันไว้ใต้ฝ่าตีนเสียให้หมด อย่างนั้นหรือ

…………….

สาธุชนพึงสดับ –

อาหารนิทฺทา ภยเมถุนญฺจ
สามญฺญเมตปฺปสุภี นรานํ
ธมฺโมว เตสํ อธิโก วิเสโส
ธมฺเมน หีนา ปสุภี สมานา.

กิน นอน กลัว สืบพันธุ์
มีเสมอกันทั้งคนและสัตว์
ธรรมะทำให้คนประเสริฐเหนือสัตว์
ทิ้งธรรมะ คนก็เท่ากับสัตว์

…………….

ใครพอมีเวลาว่าง ไปหาหนังเรื่อง The Confession มาดูกันนะครับ

เผื่อ “ธรรม” จะกลับมาเจริญงอกงามในจิตใจได้บ้าง

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑
๑๖:๓๗