บทพิสูจน์ศักยภาพ

——————

ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ เป็นต้นมา นอกจากจะเกิดความปั่นป่วนในหัวอกพสกนิกรทั่วหน้าด้วยความรู้สึกว่าเราได้สูญเสียมิ่งขวัญประจำชีวิตไปแล้ว

อีกเรื่องหนึ่งที่ปั่นป่วนอย่างยิ่งก็คือการใช้ถ้อยคำภาษาแสดงความอาลัยรัก ใครนึกถ้อยคำอะไรได้ก็เขียนออกมา จะผิดหรือถูกหลักภาษาอย่างไรก็ไม่มีใครนึก นึกอยู่แต่ว่าคำอะไรที่เพราะๆ หรูๆ ก็เอามาใช้กันตามแต่จะคิดได้

การใช้ถ้อยคำภาษา รวมทั้งระเบียบปฏิบัติในกระบวนพิธีการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ยังสับสนอลหม่านอยู่ทั่วไป เช่น –

………..

…บำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมถวายเป็นพระราชกุศลแด่…

…บำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมถวายพระราชกุศลแด่… (ไม่มี “เป็น”)

…บำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ… (เหมือน-สวดพระอภิธรรมศพ..(นายนั่นนางนี่)-ที่ชาวบ้านพูดกัน)

…บำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม.. (ไม่มี “พระบรมศพ”)

…ประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยก่อน แล้วจุดที่ตู้พระธรรม แล้วจุดเครื่องทองน้อย

…ประธานจุดจุดเครื่องทองน้อยก่อน แล้วจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย แล้วจุดที่ตู้พระธรรม

…ใช้ภูษาโยงแถบเดียวกันจากพระบรมฉายาลักษณ์ถึงหน้าพระสงฆ์

…ใช้ภูษาโยง ๒ ท่อน เชื่อมภูษาโยงจากพระบรมฉายาลักษณ์กับภูษาโยงที่หน้าพระสงฆ์ก่อน แล้วจึงทอดผ้า

…ใช้ภูษาโยง ๒ ท่อน ทอดผ้าก่อน แล้วจึงเชื่อมภูษาโยงจากพระบรมฉายาลักษณ์กับภูษาโยงที่หน้าพระสงฆ์

…ใช้สายสิญจน์เป็นภูษาโยง

…ฯลฯ

…ฯลฯ

ผมเข้าใจว่า ความสับสนอลหม่านจะยังคงดำเนินไปอีกพักหนึ่ง เพราะยังไม่มีคำชี้ขาดที่เด็ดขาดลงไปว่าจะให้พูดอย่างไร จะให้ทำอย่างไร

แม้กระทั่งใครหรือหน่วยงานไหนจะเป็นผู้ชี้ขาด ก็ยังงงๆ กันอยู่

——————

ผมมานึกๆ ดู นี่ถ้าเปรียบกับบ้านเมืองเรามีข้าศึกเข้ามาโจมตี
ข้าศึกยกพลเข้าประชิดกำแพงเมืองแล้ว
หรือยิงปืนใหญ่เข้ามาตกในเมืองแล้ว

แม่ทัพนายกองของเรายังจัดกระบวนทัพไม่เสร็จ

ยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะให้หน่วยไหนเข้าประจำปีกซ้ายปีกขวา
ใครจะเป็นกองหน้ากองหลัง
ยังมัวแต่ละล้าละลังกันอยู่จนถึงวันนี้

นึกถึงคำที่ว่า

“แม้หวังตั้งสงบ
จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ์ …”

ดูเหมือนเราจะไม่ได้เตรียมรบอะไรสักอย่างเดียว ทั้งๆ ที่แม่ทัพนายกองก็มีตัวบรรจุอยู่เต็มตามอัตราศึก ได้รับพระราชทานเบี้ยหวัดผ้าปีสมบูรณ์พูนสุขกันทั่วหน้าตลอดมา

แต่พอถึงเวลาเข้าจริง กลับทำอะไรไม่ถูก

กระสุนดินดำ ปืนผา หอกดาบ ช้างม้า อยู่ไหนบ้าง ไม่รู้
หยิบไม่ได้ ใช้ไม่เป็น

ขอประทานโทษที่บ่น กระผมทราบดีว่าทุกคนต่างก็เหนื่อย

——————

หวังเอาไว้ว่า หลังจากเวลาผ่านไปแล้วพอสมควร เช่นเดือนหนึ่งผ่านไปแล้ว…

การใช้ถ้อยคำภาษาเรียกขานในกิจทั้งปวงจะลงตัวตามแบบแผน
ไม่ใช่ลงตัวแบบเฟอะฟะ หรือแบบ “รักง่าย”

การปฏิบัติในพิธีการต่างๆ โดยเฉพาะในหัวเมือง จะลงตัวถูกต้องตามแบบแผน

ไม่ใช่ที่โน่นทำอย่าง ที่นี่ทำอย่าง

วัดวาอารามต่างๆ จะต้องปฏิบัติอย่างไร ก็รู้แนวทางอย่างชัดเจน และสามารถปฏิบัติในร่องรอยเดียวกันได้ทั่วพระราชอาณาจักร

เมื่อถึงเวลาไหนทวยราษฎรควรจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรจึงจะสมกับที่พูดว่า-อยู่ในสังคมประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขที่ถูกต้อง-ก็เป็นที่รู้แจ้งชัดเจนทั่วหน้ากัน

ก็คือ-หวังว่าเราจะจัดกระบวนทัพเสร็จเรียบร้อยพร้อมที่จะเข้าสัประยุทธ์กับภารกิจที่เผชิญหน้าอยู่อย่างสง่างาม

พร้อมกันนั้นก็ถูกต้องงดงาม ควรแก่การที่จะยึดถือเป็นแบบแผนของแผ่นดินสืบต่อไป

……..
โบราณว่าถ้าเหลือกำลังลาก
ให้ออกปากบอกแขกช่วยแบกหาม
……..

จะให้ช่วยแบกหามอะไร
ถ้านึกได้ก็บอกๆ กันไปนะครับ

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๙
๑๒:๐๐